โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

Thairath Money

อัพเดต 09 มิ.ย. เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. เวลา 03.34 น.
ภาพไฮไลต์

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายนนี้ นับเป็น 100 วันเต็มของสงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด แม้ทั้งสองฝ่ายจะส่งสัญญาณแตกต่างกันเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพ และข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวยังคงดำรงอยู่เพื่อเปิดทางให้การทูตเดินหน้าต่อ แต่ยังคงมีการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นเป็นระยะ

ปัจจุบันสงครามยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สี่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินเริ่มปรากฏชัดขึ้นในหลายด้าน ตั้งแต่หุ้น พันธบัตร น้ำมัน ไปจนถึงอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศมหาอำนาจ

1) วอลล์สตรีทสวนกระแส หุ้นสหรัฐฯ ทำจุดสูงสุดใหม่

ในช่วงแรกหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง แต่หลังจากนั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดย S&P 500 ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ จากการร่วงลงในช่วงแรก และพุ่งขึ้นทำ All-Time High ได้สำเร็จ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปรับตัวขึ้น +18.5% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดทุนถูกครอบงำด้วยสมมติฐานว่าสงครามจะดันเศรษฐกิจผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่เข้าสู่ภาวะ “Stagflation” แต่ความหวังในศักยภาพ AI และผลกำไรของบริษัทอเมริกันที่แข็งแกร่งได้ช่วยพยุงตลาดเอาไว้
ความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI กำลังสร้างคอขวดใหม่ โดยเฉพาะความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศอย่างเกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจจากบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI

โดยตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ดีที่สุด 5 อันดับแรกล้วนเป็นตลาดในแถบเอเชีย-แปซิฟิกและสหรัฐฯ นำโดย Kospi ของเกาหลีใต้ ครองอันดับหนึ่งด้วยการพุ่งขึ้นถึง +38.4% ตามด้วย TAIEX ของไต้หวัน ที่ +30.2% สาเหตุหลักมาจากกระแสการลงทุนใน AI และความต้องการชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ร้อนแรงทั่วโลก

ด้านตลาดสหรัฐฯ Nasdaq Composite ขึ้นมา +18.5% เป็นอันดับสาม ขณะที่ Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ตามมาที่ +16.2% และปิดท้าย 5 อันดับด้วย S&P 500 ที่ +9.8% ซึ่งสามารถลบล้างการขาดทุนช่วงต้นสงครามได้อย่างสมบูรณ์และทำจุดสูงสุดใหม่ได้สำเร็จ

ในทางตรงข้าม ตลาดยุโรป ลาตินอเมริกา และแอฟริกาใต้ กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบหนัก โดย FTSE/JSE Top 40 ของแอฟริกาใต้ร่วงลงมากที่สุดถึง -13% ตามด้วย Sao Paulo Bovespa ของบราซิลที่ -9.8% โดยเตือนอีกว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดต่อไป เงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นอีก และในที่สุดผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจรุนแรงจนตลาดไม่สามารถมองข้ามได้

The S&P 500 has wiped off all its Iran war losses

2) ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ตลาดตราสารหนี้ผันผวนหนัก

ต่างจากตลาดหุ้นที่ยังคงแข็งแกร่ง ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญแรงขายอย่างหนักนับตั้งแต่สงครามปะทุ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินโลกปี 2008 โดยล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ขึ้นไปแตะ 5.18% ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ราว 4.97% ขณะที่ ในกลุ่ม G7 ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นทุกประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้น นำโดย สหราชอาณาจักร (+60.4 bps), ญี่ปุ่น (+55.9 bps) และ สหรัฐฯ (+50.3 bps) ขณะที่ แคนาดา (+28.7 bps) ปรับขึ้นน้อยที่สุดในกลุ่ม

ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่า ตลาดพันธบัตรกำลังส่งสัญญาณว่า “มีสิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ” โดยระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่เพียงระดับสูงสุดของเงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่คือระยะเวลาที่ทั้งสองปัจจัยจะอยู่ในระดับสูง หากสถานการณ์ปัจจุบันยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงมากขึ้น และผลตอบแทนพันธบัตรที่อยู่ในระดับสูงอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการปรับขึ้นของตลาดหุ้นในระยะต่อไป

U.S. 30-year Treasury yields have surged (Yield %)

3) ราคาน้ำมัน ลดลงจากจุดสูงสุด แต่ยังสูงกว่าก่อนสงครามมาก

หนึ่งในผลกระทบสำคัญที่สุดของสงครามครั้งนี้ คือ การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดในโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นของสงคราม โดย Brent Crude ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 118.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ราว 95-100 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

ด้านปัจจัยที่ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การระบายน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ (SPR) การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านและรัสเซีย ความต้องการใช้น้ำมันของจีนที่ลดลง การใช้เส้นทางขนส่งทางเลือก การส่งออกน้ำมันจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและภาวะ Demand Destruction หรือความต้องการที่ลดลงเพราะราคาสูง อย่างไรก็ตามหากสต็อกน้ำมันโลกยังคงลดลงต่อเนื่อง ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง

การปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปัญหาด้านอุปทานอย่างรุนแรง ปัจจุบันแม้ราคาจะร่วงลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ โดย Brent ยังสูงกว่าก่อนสงครามราว 36% และ WTI สูงกว่าเกือบ 50% ในด้านการค้าน้ำมัน สหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากบทบาทผู้ส่งออกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่วนประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวอีกครั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

Oil prices have cooled, but remain elevated (USD)

4) เงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก กดดันนโยบายการเงิน

ด้านผลกระทบของสงครามที่ชัดเจนที่สุดในแง่เศรษฐกิจจริง คือ อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นในหลายประเทศ โดยมีพลังงานเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก หลังสงครามเริ่มต้นในเดือนมีนาคม อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

  • สหรัฐฯ CPI เดือนเมษายนพุ่งแตะ 3.8% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี
  • อินเดียเป็นอีกประเทศที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน เร่งตัวขึ้นมาใกล้ระดับสหรัฐฯ ที่ราว 3.5%
  • กลุ่มยูโรโซนขยับขึ้นสู่ระดับ 3.2%
  • เยอรมนีและฝรั่งเศส ปรับขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 2.5%
  • ญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเริ่มต้นจากฐานเงินเฟ้อต่ำเพียง 0-1.5% ต่างมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
  • ในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ยังคงอยู่เหนือระดับ 4% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกลุ่ม G7 อยู่ที่ประมาณ 2.7-2.8%
Inflation has risen in many major economies since the war started

ตลาดการเงินโลกกำลังชินชาต่อสงคราม?

นักวิเคราะห์ระบุว่า แม้สถานการณ์ปัจจุบันยังสร้างความกังวล แต่ตลาดเริ่มตอบสนองต่อข่าวความขัดแย้งน้อยลง คล้ายกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามการค้าหรือการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามสัญญาณเชิงบวกยังมีให้เห็น เนื่องจากการสนับสนุนสงครามในสหรัฐฯ อยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และนักวิเคราะห์หลายรายเชื่อว่า ทั้งสองฝ่ายกำลังมองหาทางออกที่พอรับได้ ซึ่งหากเกิดขึ้น ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และการเจรจาสันติภาพยังคงชะงัก ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกก็ยังคงอยู่ในระดับสูง

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า 100 วันของสงครามอิหร่านไม่ได้สร้างภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทันที แต่ได้เปลี่ยนสมดุลของตลาดโลกอย่างชัดเจน ทั้งด้านพลังงาน เงินเฟ้อ พันธบัตร และการไหลของเงินลงทุน โดยสหรัฐฯ และประเทศที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI กลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุด ขณะที่ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานยังคงเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง

อ่านเพิ่มเติม

ทื่มาข้อมูล CNBC

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ครบ 100 วันสงครามอิหร่านสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างไร?

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...