โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากป้ายทะเบียนสีฟ้า การนั่งท้ายรถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานข้ามแยก ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลที่เก่งแต่ทำเรื่องง่ายให้ยาก

The Better

อัพเดต 09 มิ.ย. เวลา 04.25 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. เวลา 04.21 น. • THE BETTER
โดย…น.พ.กรณ์ ปองจิตธรรม 

ประเทศไทยกำลังพิจารณาเปลี่ยนพื้นป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทจากสีขาวเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง เหตุผลก็พอฟังได้ หากรถยนต์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงและวิธีจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุแตกต่างจากรถยนต์สันดาป การทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถแยกประเภทของรถได้ด้วยตาเปล่าก็มีเหตุผลรองรับอยู่พอสมควร

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าสีของป้าย คือกระบวนการที่รัฐไทยใช้กับแผ่นโลหะชิ้นเล็ก ๆ นี้

กรมการขนส่งทางบกเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อหลักการแก้ไขกฎกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมถึง 30 มิถุนายน 2569 เต็มหนึ่งเดือน ก่อนจะเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป

“เต็มหนึ่งเดือน สำหรับการเลือกสีของแผ่นป้ายทะเบียน”

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงข่าวยานยนต์ มันคือตัวอย่างขนาดพกพาของวิธีคิดที่พบได้แทบทุกวงการในประเทศนี้ รัฐไทยมีพรสวรรค์พิเศษในการทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยาก ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นด้วยกระบวนท่าพิสดาร และทำเรื่องที่ควรตัดสินใจให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ให้ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านพิธีกรรม เอกสาร การประชุม และขั้นตอนประกอบอีกหลายชั้น จนบางครั้งผู้คนลืมไปเสียแล้วว่าจุดมุ่งหมายเดิมของงานนั้นคืออะไร

หากการเลือกสีป้ายทะเบียนรถยังต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน ประเทศนี้ก็คงไม่ควรแปลกใจนักว่าทำไมเรื่องใหญ่กว่านั้นจึงแทบไม่เคยไปถึงไหน

หลักการดี แต่ใช้ไม่เป็น

ต้องให้ความเป็นธรรมแก่กรมการขนส่งทางบกอยู่ประการหนึ่ง หน่วยงานไม่ได้คิดขึ้นมาเองว่า ก่อนเลือกสีของป้ายทะเบียนควรเชิญชวนประชาชนทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็น กรอบกฎหมายกำหนดให้ต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น

มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 วางหลักให้รัฐวิเคราะห์ผลกระทบก่อนออกกฎหมาย รับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และประเมินผลภายหลังการบังคับใช้ หลักการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือสร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น

หลักการไม่มีอะไรผิด

ปัญหาอยู่ที่ระบบไทยยังแยกไม่ค่อยออกว่า เรื่องใดต้องรับฟังอย่างจริงจัง เรื่องใดควรวิเคราะห์แบบย่อ และเรื่องใดเป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญควรจัดการให้เสร็จได้เองภายในกรอบเวลาสั้น ๆ

กฎหมายภาษีที่กระทบประชาชนหลายล้านคน มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่บังคับให้ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่ม มาตรการที่จำกัดสิทธิ หรือกฎระเบียบที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ สมควรผ่านกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบ

แต่การเลือกสีของแผ่นป้ายทะเบียนไม่ควรใช้เครื่องมือขนาดเดียวกัน เว้นแต่เราจะเชื่อจริง ๆ ว่า สีฟ้าสะท้อนแสงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอ ๆ กับการปฏิรูประบบภาษีของประเทศ

OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เรียกหลักการสำคัญนี้ว่า proportionality หรือความได้สัดส่วนในการออกกฎระเบียบ หมายความว่า เวลา งบประมาณ และกำลังคนที่ใช้ในการวิเคราะห์ต้องสัมพันธ์กับขนาดของผลกระทบ เรื่องเล็กใช้กระบวนการย่อ เรื่องใหญ่จึงค่อยทำ Regulatory Impact Assessment หรือ RIA แบบเต็มรูปแบบ OECD เสนอให้ไทยมีระบบคัดกรอง หรือ triage เพื่อแบ่งว่าเรื่องใดอาจได้รับการยกเว้น เรื่องใดใช้ light RIA และเรื่องใดจำเป็นต้องใช้ full RIA

ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานมากแต่ไทยยังทำไม่ได้ดีพอ

OECD วิจารณ์ระบบไทยไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เรายังไม่มีความคืบหน้าเพียงพอในการสร้างระบบคัดกรองกฎหมายตามระดับผลกระทบ ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกกระจายไปกับเรื่องจำนวนมากเกินไป และอาจนำไปสู่ภาวะ “paralysis by analysis” หรือการวิเคราะห์จนเป็นอัมพาต

พูดให้ตรงกว่านั้น ประเทศไทยไม่ได้ขาดกระบวนการ

เรามีกระบวนการมากเสียจนกระบวนการกลายเป็นงานหลัก และงานจริงกลายเป็นงานรอง

เวลาราชการไม่มีใบเสร็จ แต่ไม่ได้ฟรี

อาจมีคนแย้งว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ไม่ได้แพง ระบบมีอยู่แล้ว เพียงอัปโหลดข้อมูลขึ้นเว็บไซต์แล้วรวบรวมคำตอบ ไม่ได้จ้างบริษัทสำรวจความคิดเห็น ไม่ได้เช่าโรงแรมจัดสัมมนา และไม่ได้จัดเลี้ยงอาหารว่างในห้องประชุมขนาดใหญ่ …“ถูก แต่ยังไม่ครบ”ต้นทุนที่แพงกว่าใบเสร็จคือเวลา เวลาในการจัดทำคำอธิบาย เวลาในการส่งเรื่อง เวลาในการรอครบกำหนด เวลาในการรวบรวมคำตอบ เวลาในการสรุปความคิดเห็น และเวลาในการเดินเรื่องไปสู่ขั้นตอนถัดไป…ทั้งหมดนี้ไม่มีใบแจ้งหนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีราคา!

เจ้าหน้าที่ที่เสียเวลากับเอกสารเรื่องสีป้ายทะเบียน ย่อมมีเวลาน้อยลงสำหรับงานที่สำคัญกว่า เวลาของรัฐคือทรัพยากรสาธารณะ

การใช้อย่างไม่จำเป็นคือการใช้เงินภาษีรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นเงินภาษีที่ไม่มีใครออกใบแจ้งหนี้ให้ประชาชนเห็น จึงแทบไม่มีใครรู้สึกผิด

ละเอียดกับเรื่องไม่จำเป็น แต่หละหลวมกับเรื่องจำเป็น

ความย้อนแย้งของรัฐไทยไม่ได้จบลงที่การทำเรื่องง่ายให้ยาก รัฐไทยยังมีความสามารถอีกด้านหนึ่งซึ่งฝึกฝนมาได้ดีไม่แพ้กัน นั่นคือการเพิ่มขั้นตอนอย่างพิถีพิถันในเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่กลับถอยอย่างเรียบร้อยเมื่อถึงเวลาบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องที่อาจทำให้ใครบางคนไม่สะดวก

ในปี 2560 รัฐบาลพยายามบังคับใช้ข้อห้ามโดยสารบริเวณท้ายรถกระบะเพื่อความปลอดภัย แต่ถอยกลับอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังเกิดแรงต่อต้านจากประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลชุดนั้นเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และ ใช้กฎหมายที่เราเรียกว่า ม 44 !!

ความไม่สะดวกของประชาชนเป็นเรื่องที่รัฐต้องรับฟัง โดยเฉพาะเมื่อบางครอบครัวไม่มีทางเลือกอื่นในการเดินทาง แต่การรับฟังอย่างมีเหตุผลควรนำไปสู่มาตรการเปลี่ยนผ่าน การกำหนดข้อยกเว้นที่ชัดเจน หรือการบังคับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การประกาศหลักการวันนี้ แล้วพับเก็บพรุ่งนี้เมื่อเสียงบ่นดังถึงระดับที่รัฐรับไม่ไหว!

เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำ ๆ สังคมก็เรียนรู้บทเรียนที่เลวร้ายที่สุดข้อหนึ่ง คือกฎหมายไม่ใช่กติกา แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ประชาชนอาจเลือกรับหรือปฏิเสธได้ตามความสะดวก

กรณีรถจักรยานยนต์ก็น่าคิด ข้อห้ามใช้สะพานข้ามแยก สะพานยกระดับ และอุโมงค์บางแห่งในกรุงเทพมหานครยังมีผลบังคับใช้อยู่ เหตุผลก็พอฟังได้ ทั้งข้อจำกัดทางกายภาพของโครงสร้าง ความแตกต่างด้านความเร็ว และความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

แต่หากการฝ่าฝืนยังเป็นภาพคุ้นตาในชีวิตประจำวัน ปัญหาไม่ใช่ว่าประเทศมีกฎน้อยเกินไป

ปัญหาคือกฎบางข้อในประเทศนี้มีสถานะคล้ายคำแนะนำด้านมารยาทมากกว่ากติกาสาธารณะ !!!!!

ผลที่ตามมาก็คาดเดาได้ไม่ยาก คนที่ทำตามกฎต้องอ้อม ต้องเสียเวลา และต้องยอมรับความไม่สะดวก ส่วนคนที่ฝ่าฝืนเดินทางได้เร็วกว่าโดยแทบไม่รู้สึกถึงต้นทุน เมื่อเกิดซ้ำนานพอ สังคมก็เรียนรู้ว่า การเคารพกติกาเป็นเรื่องของคนที่ยังไม่รู้จักโลก

รับฟังได้ แต่ไม่ใช่ปุ่มยกเลิกอัตโนมัติ

รัฐบาลที่รับฟังเสียงประชาชนไม่ใช่รัฐบาลอ่อนแอ บางครั้งนโยบายมีช่องโหว่จริง ประชาชนเห็นผลกระทบที่คนร่างมองไม่เห็น การยอมแก้ไขคือความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่รัฐที่พลิกทิศทุกครั้งที่มีเสียงคัดค้านก็ไม่ใช่รัฐบาลที่ตอบสนองประชาชนอย่างมีคุณภาพเช่นกัน

รัฐแบบนั้นเพียงไม่มีความมั่นใจในงานของตัวเอง!

กรณีล่าสุดคือหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งนำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดามาประกอบการพิจารณา หลังเกิดเสียงวิจารณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งให้ทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากบางกรณีบุตรอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้ดูแลบิดามารดาจริง

การทบทวนอาจถูกต้อง แต่คำถามที่น่าอึดอัดกว่ายังคงอยู่ตรงนี้…ผลกระทบซึ่งไม่ได้ยากเกินกว่าจะคาดการณ์ หายไปอยู่ที่ไหนในตอนร่างหลักเกณฑ์ และหากหลักการเดิมมีเหตุผลรองรับจริง เหตุใดรัฐจึงไม่สามารถอธิบาย ออกแบบข้อยกเว้นเฉพาะกรณี และยืนหยัดในส่วนที่สมควรเดินหน้าต่อได้?

รัฐที่ดีไม่ดื้อรั้นกับประชาชน แต่ก็ไม่ควรสั่นทุกครั้งที่มีใครไม่พอใจ

เรื่องเฉพาะจุด ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ

อีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในประเทศนี้ คือเมื่อเกิดปัญหาเฉพาะกรณี รัฐและสังคมไทยมักรีบเสนอให้แก้กฎทั้งระบบ ทั้งที่บางเรื่องอาจจัดการได้ด้วยข้อยกเว้นแบบมีเงื่อนไข ช่องทางอุทธรณ์ หรือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจภายใต้หลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้

แต่ราชการที่ไม่มั่นใจในวิจารณญาณของตัวเองชอบออกระเบียบเพิ่ม เพราะเอกสารใหม่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย มีหลักฐานว่าได้ดำเนินการแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเป็นรายกรณีอย่างชัดเจน

ผลลัพธ์คือกฎมีมากขึ้น แต่ความสามารถในการแก้ปัญหาไม่ได้เพิ่มตาม!!!!

เราได้ระเบียบเพิ่ม แต่ได้ผลลัพธ์น้อยลง

และทุกคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักมาก

รัฐคุณภาพต่ำไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า

ถึงตรงนี้ อาจรู้สึกสะใจหากจะตำหนิแต่ข้าราชการและนักการเมือง แต่คำอธิบายเช่นนั้นยังไม่ครบ

ระบบราชการไทยไม่ได้ลอยอยู่เหนือสังคมไทย

มันคือภาพขยายของสังคมไทย

ประชาชนที่เติบโตในวัฒนธรรมซึ่งมองการขอข้อยกเว้นให้ตัวเองเป็นเรื่องปกติ ยอมละเมิดกฎเมื่อคิดว่าไม่มีใครจับ ให้ความสำคัญกับความสะดวกเฉพาะหน้ามากกว่าความปลอดภัยส่วนรวม และพร้อมต่อต้านทุกมาตรการที่ทำให้ตัวเองเสียประโยชน์เพียงเล็กน้อย ไม่ได้หายไปเมื่อเดินผ่านประตูสำนักงานราชการคนกลุ่มเดียวกันบางส่วนโตขึ้นไปเป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ เป็นผู้บริหาร เป็นนักการเมือง และเป็นผู้เลือกคนเหล่านั้นเข้ามา

หากวัตถุดิบเฉลี่ยของสังคมมีคุณภาพทางระบบต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยของรัฐก็ย่อมต่ำตามไปด้วย

ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น

คำว่า “ประชาชนด้อยคุณภาพ” ฟังไม่รื่นหู และไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมว่าคนไทยทุกคนโง่หรือเลว ประเทศนี้มีคนเก่ง คนทำงานหนัก คนซื่อสัตย์ และคนที่คิดเป็นระบบอยู่ไม่น้อย

แต่หากพูดถึงคุณภาพเฉลี่ยของวัฒนธรรมพลเมือง ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเรายังมีปัญหา

เรามักเรียกร้องให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับคนอื่น แต่ขอความเห็นใจเมื่อตัวเองได้รับผลกระทบ

เรามักตำหนิการทุจริตระดับประเทศ แต่ยอมรับการใช้เส้นสายในชีวิตประจำวัน

เรามักบ่นว่ารัฐไม่มีมาตรฐาน แต่พร้อมขอข้อยกเว้นทันทีที่มาตรฐานนั้นทำให้ตัวเองไม่สะดวก

เราอยากได้ประเทศแบบญี่ปุ่น เยอรมนี หรือเกาหลีใต้ แต่ไม่อยากจ่ายต้นทุนทางวินัยที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นเป็นเช่นนั้น

สรุปสั้น ๆ คือ เราต้องการรัฐที่มีหลักการ

แต่ขอให้ยกเว้นกรณีของเราด้วย

เมื่อทัศนคตินี้กระจายอยู่ทั่วสังคม นักการเมืองก็เรียนรู้ว่าการยืนหยัดกับมาตรการที่จำเป็นอาจไม่คุ้มค่าทางการเมือง ข้าราชการก็เรียนรู้ว่าการทำตามขั้นตอนครบทุกข้อปลอดภัยกว่าการใช้วิจารณญาณ และประชาชนก็เรียนรู้ว่า หากร้องเสียงดังพอ อาจได้รับข้อยกเว้น

วงจรจึงสมบูรณ์แบบอย่างน่าเศร้า

ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐ จึงหลีกเลี่ยงกติกา

รัฐไม่ไว้ใจประชาชน จึงออกกฎเพิ่ม และเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ

เมื่อเส้นสายได้ผล คนที่ทำตามกติกาก็ยิ่งเสียเปรียบ และวงจรก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ประเทศจึงมีกฎหมายมากขึ้น แต่มีระเบียบน้อยลง

มีเอกสารครบถ้วนขึ้น แต่มีประสิทธิภาพต่ำลง

มีพิธีกรรมละเอียดขึ้น แต่มีความรับผิดชอบน้อยลง

แล้วทุกฝ่ายก็ตำหนิกันและกันว่าเป็นต้นเหตุ

ซึ่งก็ถูกทุกฝ่าย

ประเทศอื่นก็มีประชาชนขี้บ่น แต่เขาไม่ปล่อยให้เสียงบ่นขับรถแทนรัฐบาล

ประเทศอื่นก็มีประชาชนขี้บ่น มีการถกเถียง และมีการประท้วง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ประชาชนประเทศอื่นสุภาพเรียบร้อยกว่าอย่างฟ้ากับดิน

ความแตกต่างคือ ประเทศเหล่านั้นรู้จักแบ่งระดับของเรื่อง เรื่องใหญ่ใช้การวิเคราะห์เต็มรูปแบบ เรื่องผลกระทบต่ำใช้กระบวนการย่อ เรื่องทางเทคนิคบางอย่างมอบอำนาจให้หน่วยงานเฉพาะทางจัดการได้ และที่สำคัญ รัฐของเขารู้ว่าเสียงใดเปิดเผยข้อบกพร่องจริง เสียงใดสะท้อนภาระที่ต้องเยียวยา และเสียงใดเป็นเพียงความไม่สะดวกที่ประชาชนต้องยอมรับเพื่อแลกกับประโยชน์ส่วนรวม

รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่ไม่ฟังใคร

รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่เปลี่ยนใจทุกครั้งเมื่อมีคนไม่พอใจ

รัฐที่ดีคือรัฐที่ฟังข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วตัดสินใจอย่างมีหลัก

ฟังดูเรียบง่าย

แต่ประเทศไทยพยายามทำสิ่งนี้มาหลายทศวรรษแล้ว

จุดเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องการความจริงจัง

ประเทศไทยควรใช้ระบบคัดกรองกฎหมายตามระดับผลกระทบอย่างจริงจัง เรื่องเล็กและเรื่องทางเทคนิคใช้กระบวนการย่อ เรื่องระดับกลางใช้ light RIA และเรื่องที่กระทบสิทธิ ภาษี ต้นทุนธุรกิจ หรือประชาชนจำนวนมาก จึงค่อยใช้ full RIA พร้อมการรับฟังความคิดเห็นอย่างละเอียด

เมื่อตัดสินใจแล้ว รัฐต้องอธิบายเหตุผลให้ชัด บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และแก้ไขตามหลักฐาน ไม่ใช่เปลี่ยนทิศตามกระแสรายวัน

ส่วนประชาชนก็ต้องเลิกเรียกร้องประเทศคุณภาพสูง พร้อมกับขออภิสิทธิ์ส่วนตัวทุกครั้งที่กฎหมายทำให้ชีวิตไม่สะดวก

ประเทศคุณภาพสูงไม่ได้เกิดจากกฎหมายดีเพียงอย่างเดียว

ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเก่งเพียงอย่างเดียว

และไม่ได้เกิดจากประชาชนดีเพียงอย่างเดียว

มันเกิดจากระบบที่ทำให้การปฏิบัติตามกติกาง่ายกว่าการฝ่าฝืน ทำให้การทำผิดแพงกว่าการทำถูก และทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่าเดินตามขั้นตอนครบทุกข้อแล้ว

กรณีป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสีฟ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่กระบวนการที่ใช้กับมันเผยให้เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศได้อย่างครบถ้วนจนน่าประทับใจ ประเทศไทยอาจเปลี่ยนพื้นป้ายทะเบียนจากสีขาวเป็นสีฟ้าได้ในที่สุด

คำถามที่ยากกว่าคือ เมื่อใดเราจะเปลี่ยนวิธีคิดที่ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้เวลาของประเทศถูกใช้ไปกับพิธีกรรมอย่างประณีต ในขณะที่โลกข้างนอกไม่ได้หยุดรอให้เราประชุม ประชุม และประชุม

หมายเหตุสำหรับท่านผู้อ่าน: บทความนี้มีศัพท์ภาษาอังกฤษปะปนอยู่บ้าง เช่น proportionality, triage และ Regulatory Impact Assessment แต่ได้แปลหรืออธิบายความหมายกำกับไว้ทุกครั้ง เพราะผู้เขียนยังเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า เมื่อกล่าวถึงนโยบายซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชน หน้าที่ของผู้พูดคือทำให้ประชาชนเข้าใจ มิใช่ทำให้ประชาชนรู้สึกผิดที่ไม่ได้เติบโตมาในห้องประชุมเดียวกับตนเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...