จากป้ายทะเบียนสีฟ้า การนั่งท้ายรถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานข้ามแยก ถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐบาลที่เก่งแต่ทำเรื่องง่ายให้ยาก
ประเทศไทยกำลังพิจารณาเปลี่ยนพื้นป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าบางประเภทจากสีขาวเป็นสีฟ้าสะท้อนแสง เหตุผลก็พอฟังได้ หากรถยนต์ไฟฟ้ามีความเสี่ยงและวิธีจัดการเมื่อเกิดอุบัติเหตุแตกต่างจากรถยนต์สันดาป การทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถแยกประเภทของรถได้ด้วยตาเปล่าก็มีเหตุผลรองรับอยู่พอสมควร
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าสีของป้าย คือกระบวนการที่รัฐไทยใช้กับแผ่นโลหะชิ้นเล็ก ๆ นี้
กรมการขนส่งทางบกเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อหลักการแก้ไขกฎกระทรวง ตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคมถึง 30 มิถุนายน 2569 เต็มหนึ่งเดือน ก่อนจะเดินหน้าสู่ขั้นตอนถัดไป
“เต็มหนึ่งเดือน สำหรับการเลือกสีของแผ่นป้ายทะเบียน”
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงข่าวยานยนต์ มันคือตัวอย่างขนาดพกพาของวิธีคิดที่พบได้แทบทุกวงการในประเทศนี้ รัฐไทยมีพรสวรรค์พิเศษในการทำเรื่องง่ายให้กลายเป็นเรื่องยาก ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องยากขึ้นด้วยกระบวนท่าพิสดาร และทำเรื่องที่ควรตัดสินใจให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ให้ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านพิธีกรรม เอกสาร การประชุม และขั้นตอนประกอบอีกหลายชั้น จนบางครั้งผู้คนลืมไปเสียแล้วว่าจุดมุ่งหมายเดิมของงานนั้นคืออะไร
หากการเลือกสีป้ายทะเบียนรถยังต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน ประเทศนี้ก็คงไม่ควรแปลกใจนักว่าทำไมเรื่องใหญ่กว่านั้นจึงแทบไม่เคยไปถึงไหน
หลักการดี แต่ใช้ไม่เป็น
ต้องให้ความเป็นธรรมแก่กรมการขนส่งทางบกอยู่ประการหนึ่ง หน่วยงานไม่ได้คิดขึ้นมาเองว่า ก่อนเลือกสีของป้ายทะเบียนควรเชิญชวนประชาชนทั้งประเทศมาแสดงความคิดเห็น กรอบกฎหมายกำหนดให้ต้องมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น
มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 วางหลักให้รัฐวิเคราะห์ผลกระทบก่อนออกกฎหมาย รับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และประเมินผลภายหลังการบังคับใช้ หลักการเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือสร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น
หลักการไม่มีอะไรผิด
ปัญหาอยู่ที่ระบบไทยยังแยกไม่ค่อยออกว่า เรื่องใดต้องรับฟังอย่างจริงจัง เรื่องใดควรวิเคราะห์แบบย่อ และเรื่องใดเป็นรายละเอียดทางเทคนิคที่หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญควรจัดการให้เสร็จได้เองภายในกรอบเวลาสั้น ๆ
กฎหมายภาษีที่กระทบประชาชนหลายล้านคน มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่บังคับให้ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่ม มาตรการที่จำกัดสิทธิ หรือกฎระเบียบที่สร้างภาระทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ สมควรผ่านกระบวนการที่ละเอียดรอบคอบ
แต่การเลือกสีของแผ่นป้ายทะเบียนไม่ควรใช้เครื่องมือขนาดเดียวกัน เว้นแต่เราจะเชื่อจริง ๆ ว่า สีฟ้าสะท้อนแสงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนพอ ๆ กับการปฏิรูประบบภาษีของประเทศ
OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เรียกหลักการสำคัญนี้ว่า proportionality หรือความได้สัดส่วนในการออกกฎระเบียบ หมายความว่า เวลา งบประมาณ และกำลังคนที่ใช้ในการวิเคราะห์ต้องสัมพันธ์กับขนาดของผลกระทบ เรื่องเล็กใช้กระบวนการย่อ เรื่องใหญ่จึงค่อยทำ Regulatory Impact Assessment หรือ RIA แบบเต็มรูปแบบ OECD เสนอให้ไทยมีระบบคัดกรอง หรือ triage เพื่อแบ่งว่าเรื่องใดอาจได้รับการยกเว้น เรื่องใดใช้ light RIA และเรื่องใดจำเป็นต้องใช้ full RIA
ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานมากแต่ไทยยังทำไม่ได้ดีพอ
OECD วิจารณ์ระบบไทยไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เรายังไม่มีความคืบหน้าเพียงพอในการสร้างระบบคัดกรองกฎหมายตามระดับผลกระทบ ทำให้ทรัพยากรที่มีจำกัดถูกกระจายไปกับเรื่องจำนวนมากเกินไป และอาจนำไปสู่ภาวะ “paralysis by analysis” หรือการวิเคราะห์จนเป็นอัมพาต
พูดให้ตรงกว่านั้น ประเทศไทยไม่ได้ขาดกระบวนการ
เรามีกระบวนการมากเสียจนกระบวนการกลายเป็นงานหลัก และงานจริงกลายเป็นงานรอง
เวลาราชการไม่มีใบเสร็จ แต่ไม่ได้ฟรี
อาจมีคนแย้งว่า การเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ไม่ได้แพง ระบบมีอยู่แล้ว เพียงอัปโหลดข้อมูลขึ้นเว็บไซต์แล้วรวบรวมคำตอบ ไม่ได้จ้างบริษัทสำรวจความคิดเห็น ไม่ได้เช่าโรงแรมจัดสัมมนา และไม่ได้จัดเลี้ยงอาหารว่างในห้องประชุมขนาดใหญ่ …“ถูก แต่ยังไม่ครบ”ต้นทุนที่แพงกว่าใบเสร็จคือเวลา เวลาในการจัดทำคำอธิบาย เวลาในการส่งเรื่อง เวลาในการรอครบกำหนด เวลาในการรวบรวมคำตอบ เวลาในการสรุปความคิดเห็น และเวลาในการเดินเรื่องไปสู่ขั้นตอนถัดไป…ทั้งหมดนี้ไม่มีใบแจ้งหนี้ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีราคา!
เจ้าหน้าที่ที่เสียเวลากับเอกสารเรื่องสีป้ายทะเบียน ย่อมมีเวลาน้อยลงสำหรับงานที่สำคัญกว่า เวลาของรัฐคือทรัพยากรสาธารณะ
การใช้อย่างไม่จำเป็นคือการใช้เงินภาษีรูปแบบหนึ่ง เพียงแต่เป็นเงินภาษีที่ไม่มีใครออกใบแจ้งหนี้ให้ประชาชนเห็น จึงแทบไม่มีใครรู้สึกผิด
ละเอียดกับเรื่องไม่จำเป็น แต่หละหลวมกับเรื่องจำเป็น
ความย้อนแย้งของรัฐไทยไม่ได้จบลงที่การทำเรื่องง่ายให้ยาก รัฐไทยยังมีความสามารถอีกด้านหนึ่งซึ่งฝึกฝนมาได้ดีไม่แพ้กัน นั่นคือการเพิ่มขั้นตอนอย่างพิถีพิถันในเรื่องที่ไม่จำเป็น แต่กลับถอยอย่างเรียบร้อยเมื่อถึงเวลาบังคับใช้กฎหมายกับเรื่องที่อาจทำให้ใครบางคนไม่สะดวก
ในปี 2560 รัฐบาลพยายามบังคับใช้ข้อห้ามโดยสารบริเวณท้ายรถกระบะเพื่อความปลอดภัย แต่ถอยกลับอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังเกิดแรงต่อต้านจากประชาชน ทั้งๆที่รัฐบาลชุดนั้นเป็นรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร และ ใช้กฎหมายที่เราเรียกว่า ม 44 !!
ความไม่สะดวกของประชาชนเป็นเรื่องที่รัฐต้องรับฟัง โดยเฉพาะเมื่อบางครอบครัวไม่มีทางเลือกอื่นในการเดินทาง แต่การรับฟังอย่างมีเหตุผลควรนำไปสู่มาตรการเปลี่ยนผ่าน การกำหนดข้อยกเว้นที่ชัดเจน หรือการบังคับใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป
สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือ การประกาศหลักการวันนี้ แล้วพับเก็บพรุ่งนี้เมื่อเสียงบ่นดังถึงระดับที่รัฐรับไม่ไหว!
เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดซ้ำ ๆ สังคมก็เรียนรู้บทเรียนที่เลวร้ายที่สุดข้อหนึ่ง คือกฎหมายไม่ใช่กติกา แต่เป็นเพียงข้อเสนอแนะที่ประชาชนอาจเลือกรับหรือปฏิเสธได้ตามความสะดวก
กรณีรถจักรยานยนต์ก็น่าคิด ข้อห้ามใช้สะพานข้ามแยก สะพานยกระดับ และอุโมงค์บางแห่งในกรุงเทพมหานครยังมีผลบังคับใช้อยู่ เหตุผลก็พอฟังได้ ทั้งข้อจำกัดทางกายภาพของโครงสร้าง ความแตกต่างด้านความเร็ว และความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
แต่หากการฝ่าฝืนยังเป็นภาพคุ้นตาในชีวิตประจำวัน ปัญหาไม่ใช่ว่าประเทศมีกฎน้อยเกินไป
ปัญหาคือกฎบางข้อในประเทศนี้มีสถานะคล้ายคำแนะนำด้านมารยาทมากกว่ากติกาสาธารณะ !!!!!
ผลที่ตามมาก็คาดเดาได้ไม่ยาก คนที่ทำตามกฎต้องอ้อม ต้องเสียเวลา และต้องยอมรับความไม่สะดวก ส่วนคนที่ฝ่าฝืนเดินทางได้เร็วกว่าโดยแทบไม่รู้สึกถึงต้นทุน เมื่อเกิดซ้ำนานพอ สังคมก็เรียนรู้ว่า การเคารพกติกาเป็นเรื่องของคนที่ยังไม่รู้จักโลก
รับฟังได้ แต่ไม่ใช่ปุ่มยกเลิกอัตโนมัติ
รัฐบาลที่รับฟังเสียงประชาชนไม่ใช่รัฐบาลอ่อนแอ บางครั้งนโยบายมีช่องโหว่จริง ประชาชนเห็นผลกระทบที่คนร่างมองไม่เห็น การยอมแก้ไขคือความรับผิดชอบ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่รัฐที่พลิกทิศทุกครั้งที่มีเสียงคัดค้านก็ไม่ใช่รัฐบาลที่ตอบสนองประชาชนอย่างมีคุณภาพเช่นกัน
รัฐแบบนั้นเพียงไม่มีความมั่นใจในงานของตัวเอง!
กรณีล่าสุดคือหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งนำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดามาประกอบการพิจารณา หลังเกิดเสียงวิจารณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งให้ทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากบางกรณีบุตรอาจใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้ดูแลบิดามารดาจริง
การทบทวนอาจถูกต้อง แต่คำถามที่น่าอึดอัดกว่ายังคงอยู่ตรงนี้…ผลกระทบซึ่งไม่ได้ยากเกินกว่าจะคาดการณ์ หายไปอยู่ที่ไหนในตอนร่างหลักเกณฑ์ และหากหลักการเดิมมีเหตุผลรองรับจริง เหตุใดรัฐจึงไม่สามารถอธิบาย ออกแบบข้อยกเว้นเฉพาะกรณี และยืนหยัดในส่วนที่สมควรเดินหน้าต่อได้?
รัฐที่ดีไม่ดื้อรั้นกับประชาชน แต่ก็ไม่ควรสั่นทุกครั้งที่มีใครไม่พอใจ
เรื่องเฉพาะจุด ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ
อีกอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยในประเทศนี้ คือเมื่อเกิดปัญหาเฉพาะกรณี รัฐและสังคมไทยมักรีบเสนอให้แก้กฎทั้งระบบ ทั้งที่บางเรื่องอาจจัดการได้ด้วยข้อยกเว้นแบบมีเงื่อนไข ช่องทางอุทธรณ์ หรือการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจภายใต้หลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้
แต่ราชการที่ไม่มั่นใจในวิจารณญาณของตัวเองชอบออกระเบียบเพิ่ม เพราะเอกสารใหม่ทำให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย มีหลักฐานว่าได้ดำเนินการแล้ว และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเป็นรายกรณีอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์คือกฎมีมากขึ้น แต่ความสามารถในการแก้ปัญหาไม่ได้เพิ่มตาม!!!!
เราได้ระเบียบเพิ่ม แต่ได้ผลลัพธ์น้อยลง
และทุกคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองทำงานหนักมาก
รัฐคุณภาพต่ำไม่ได้ตกลงมาจากฟ้า
ถึงตรงนี้ อาจรู้สึกสะใจหากจะตำหนิแต่ข้าราชการและนักการเมือง แต่คำอธิบายเช่นนั้นยังไม่ครบ
ระบบราชการไทยไม่ได้ลอยอยู่เหนือสังคมไทย
มันคือภาพขยายของสังคมไทย
ประชาชนที่เติบโตในวัฒนธรรมซึ่งมองการขอข้อยกเว้นให้ตัวเองเป็นเรื่องปกติ ยอมละเมิดกฎเมื่อคิดว่าไม่มีใครจับ ให้ความสำคัญกับความสะดวกเฉพาะหน้ามากกว่าความปลอดภัยส่วนรวม และพร้อมต่อต้านทุกมาตรการที่ทำให้ตัวเองเสียประโยชน์เพียงเล็กน้อย ไม่ได้หายไปเมื่อเดินผ่านประตูสำนักงานราชการคนกลุ่มเดียวกันบางส่วนโตขึ้นไปเป็นข้าราชการ เป็นตำรวจ เป็นผู้บริหาร เป็นนักการเมือง และเป็นผู้เลือกคนเหล่านั้นเข้ามา
หากวัตถุดิบเฉลี่ยของสังคมมีคุณภาพทางระบบต่ำ ผลผลิตเฉลี่ยของรัฐก็ย่อมต่ำตามไปด้วย
ไม่มีอะไรลึกซึ้งกว่านั้น
คำว่า “ประชาชนด้อยคุณภาพ” ฟังไม่รื่นหู และไม่ควรถูกใช้เพื่อเหมารวมว่าคนไทยทุกคนโง่หรือเลว ประเทศนี้มีคนเก่ง คนทำงานหนัก คนซื่อสัตย์ และคนที่คิดเป็นระบบอยู่ไม่น้อย
แต่หากพูดถึงคุณภาพเฉลี่ยของวัฒนธรรมพลเมือง ก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเรายังมีปัญหา
เรามักเรียกร้องให้รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับคนอื่น แต่ขอความเห็นใจเมื่อตัวเองได้รับผลกระทบ
เรามักตำหนิการทุจริตระดับประเทศ แต่ยอมรับการใช้เส้นสายในชีวิตประจำวัน
เรามักบ่นว่ารัฐไม่มีมาตรฐาน แต่พร้อมขอข้อยกเว้นทันทีที่มาตรฐานนั้นทำให้ตัวเองไม่สะดวก
เราอยากได้ประเทศแบบญี่ปุ่น เยอรมนี หรือเกาหลีใต้ แต่ไม่อยากจ่ายต้นทุนทางวินัยที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นเป็นเช่นนั้น
สรุปสั้น ๆ คือ เราต้องการรัฐที่มีหลักการ
แต่ขอให้ยกเว้นกรณีของเราด้วย
เมื่อทัศนคตินี้กระจายอยู่ทั่วสังคม นักการเมืองก็เรียนรู้ว่าการยืนหยัดกับมาตรการที่จำเป็นอาจไม่คุ้มค่าทางการเมือง ข้าราชการก็เรียนรู้ว่าการทำตามขั้นตอนครบทุกข้อปลอดภัยกว่าการใช้วิจารณญาณ และประชาชนก็เรียนรู้ว่า หากร้องเสียงดังพอ อาจได้รับข้อยกเว้น
วงจรจึงสมบูรณ์แบบอย่างน่าเศร้า
ประชาชนไม่ไว้ใจรัฐ จึงหลีกเลี่ยงกติกา
รัฐไม่ไว้ใจประชาชน จึงออกกฎเพิ่ม และเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจ
เมื่อเส้นสายได้ผล คนที่ทำตามกติกาก็ยิ่งเสียเปรียบ และวงจรก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
ประเทศจึงมีกฎหมายมากขึ้น แต่มีระเบียบน้อยลง
มีเอกสารครบถ้วนขึ้น แต่มีประสิทธิภาพต่ำลง
มีพิธีกรรมละเอียดขึ้น แต่มีความรับผิดชอบน้อยลง
แล้วทุกฝ่ายก็ตำหนิกันและกันว่าเป็นต้นเหตุ
ซึ่งก็ถูกทุกฝ่าย
ประเทศอื่นก็มีประชาชนขี้บ่น แต่เขาไม่ปล่อยให้เสียงบ่นขับรถแทนรัฐบาล
ประเทศอื่นก็มีประชาชนขี้บ่น มีการถกเถียง และมีการประท้วง ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ประชาชนประเทศอื่นสุภาพเรียบร้อยกว่าอย่างฟ้ากับดิน
ความแตกต่างคือ ประเทศเหล่านั้นรู้จักแบ่งระดับของเรื่อง เรื่องใหญ่ใช้การวิเคราะห์เต็มรูปแบบ เรื่องผลกระทบต่ำใช้กระบวนการย่อ เรื่องทางเทคนิคบางอย่างมอบอำนาจให้หน่วยงานเฉพาะทางจัดการได้ และที่สำคัญ รัฐของเขารู้ว่าเสียงใดเปิดเผยข้อบกพร่องจริง เสียงใดสะท้อนภาระที่ต้องเยียวยา และเสียงใดเป็นเพียงความไม่สะดวกที่ประชาชนต้องยอมรับเพื่อแลกกับประโยชน์ส่วนรวม
รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่ไม่ฟังใคร
รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่เปลี่ยนใจทุกครั้งเมื่อมีคนไม่พอใจ
รัฐที่ดีคือรัฐที่ฟังข้อมูลอย่างจริงจัง แล้วตัดสินใจอย่างมีหลัก
ฟังดูเรียบง่าย
แต่ประเทศไทยพยายามทำสิ่งนี้มาหลายทศวรรษแล้ว
จุดเริ่มต้นไม่ได้ซับซ้อน แต่ต้องการความจริงจัง
ประเทศไทยควรใช้ระบบคัดกรองกฎหมายตามระดับผลกระทบอย่างจริงจัง เรื่องเล็กและเรื่องทางเทคนิคใช้กระบวนการย่อ เรื่องระดับกลางใช้ light RIA และเรื่องที่กระทบสิทธิ ภาษี ต้นทุนธุรกิจ หรือประชาชนจำนวนมาก จึงค่อยใช้ full RIA พร้อมการรับฟังความคิดเห็นอย่างละเอียด
เมื่อตัดสินใจแล้ว รัฐต้องอธิบายเหตุผลให้ชัด บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอต้นเสมอปลาย และแก้ไขตามหลักฐาน ไม่ใช่เปลี่ยนทิศตามกระแสรายวัน
ส่วนประชาชนก็ต้องเลิกเรียกร้องประเทศคุณภาพสูง พร้อมกับขออภิสิทธิ์ส่วนตัวทุกครั้งที่กฎหมายทำให้ชีวิตไม่สะดวก
ประเทศคุณภาพสูงไม่ได้เกิดจากกฎหมายดีเพียงอย่างเดียว
ไม่ได้เกิดจากรัฐบาลเก่งเพียงอย่างเดียว
และไม่ได้เกิดจากประชาชนดีเพียงอย่างเดียว
มันเกิดจากระบบที่ทำให้การปฏิบัติตามกติกาง่ายกว่าการฝ่าฝืน ทำให้การทำผิดแพงกว่าการทำถูก และทำให้ผู้มีอำนาจต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงพิสูจน์ว่าเดินตามขั้นตอนครบทุกข้อแล้ว
กรณีป้ายทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าสีฟ้าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของประเทศ แต่กระบวนการที่ใช้กับมันเผยให้เห็นปัญหาใหญ่ของประเทศได้อย่างครบถ้วนจนน่าประทับใจ ประเทศไทยอาจเปลี่ยนพื้นป้ายทะเบียนจากสีขาวเป็นสีฟ้าได้ในที่สุด
คำถามที่ยากกว่าคือ เมื่อใดเราจะเปลี่ยนวิธีคิดที่ทำให้เรื่องง่ายกลายเป็นเรื่องยาก ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ และทำให้เวลาของประเทศถูกใช้ไปกับพิธีกรรมอย่างประณีต ในขณะที่โลกข้างนอกไม่ได้หยุดรอให้เราประชุม ประชุม และประชุม
หมายเหตุสำหรับท่านผู้อ่าน: บทความนี้มีศัพท์ภาษาอังกฤษปะปนอยู่บ้าง เช่น proportionality, triage และ Regulatory Impact Assessment แต่ได้แปลหรืออธิบายความหมายกำกับไว้ทุกครั้ง เพราะผู้เขียนยังเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า เมื่อกล่าวถึงนโยบายซึ่งใช้เงินภาษีของประชาชน หน้าที่ของผู้พูดคือทำให้ประชาชนเข้าใจ มิใช่ทำให้ประชาชนรู้สึกผิดที่ไม่ได้เติบโตมาในห้องประชุมเดียวกับตนเอง