'ศุภจี' กางแผนงบปี 70 ลุยปราบนอมินี ดันส่งออก-เกษตร ฝ่าวิกฤตโลก
วันนี้ (29 มิ.ย. 2569) เมื่อเวลา 18.38 น. ที่อาคารรัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องประชาชน ราคาสินค้าเกษตร รายได้ SME และการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการไทยถูกเอาเปรียบจากนอมินีและทุนเทา
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลทำงานภายใต้งบประมาณที่จำกัด และต้องเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้การค้าแบ่งขั้วรุนแรงขึ้น วิกฤตตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงานและค่าขนส่ง โครงสร้างแรงงานไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และกับดักรายได้ปานกลางที่ต้องเร่งแก้ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมให้แข่งขันได้
ทั้งนี้ แนวทางของรัฐบาลต้องทำทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย Plus” เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนและช่วยผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชน ส่วนระยะยาวต้องปรับโครงสร้างภาคเกษตร เพราะแรงงาน 1 ใน 3 ของประเทศอยู่ในภาคนี้ แต่สร้างรายได้ไม่ถึง 10% ของจีดีพี
ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำใช้การตลาดนำการผลิตและการทำโซนนิ่ง ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดหรือคุณภาพไม่ตรงความต้องการ กลางน้ำส่งเสริม “ล้งชุมชน” เพื่อรวบรวมและแปรรูปสินค้า เช่น มะพร้าวน้ำหอมที่ราชบุรี ซึ่งรัฐช่วยทั้งเครื่องมือ องค์ความรู้ และตลาดรองรับ
ขณะที่ ปลายน้ำใช้การตลาดล่วงหน้า โดยเฉพาะทุเรียนที่ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 30% และมีขนาดลูกเล็กจากสภาพอากาศ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งทำตลาดไซส์เล็ก และเปิด Green Lane 40 ช่องทางที่ด่านชายแดน เพื่อเร่งระบายสินค้าไปยังจีน แข่งขันกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
นอกจากนี้ สำหรับข้าว รัฐบาลติดตามพื้นที่ที่มีอุปทานส่วนเกิน ใช้มาตรการซื้อนำตลาด และผลักดันเศรษฐกิจข้าวประณีตหรือ New Rice Economy นำร่อง 200 ชุมชน ตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชน ให้เกษตรกรปรับบางพื้นที่ไปปลูกพืชมูลค่าสูงหรือพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น
ด้าน SME รัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีจาก 35% เป็น 40% โดยฝึกทักษะผู้ประกอบการแล้วกว่า 55,400 ราย ส่งเสริมโมเดลแฟรนไชส์ซึ่งสร้างรายได้กว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี และผลักดัน IP Finance ให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ
นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลยังเดินหน้าปราบนอมินีและทุนเทา ร่วมกับ 23 หน่วยงาน โดยเพิ่มการตรวจหลักฐานการเงินก่อนจดทะเบียนบริษัท ลดกลุ่มเสี่ยงนอมินีได้ 51-65% เชื่อมข้อมูลบัญชีม้า ตรวจกรณีใช้ชื่อผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปจดทะเบียนบริษัท ลงพื้นที่ตรวจ 35 พื้นที่ใน 11 จังหวัด ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรตรวจภาษี 14,800 ราย และกรมที่ดินตรวจที่ดินกว่า 7,000 ราย
ด้านการส่งออก กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจา FTA กับ EU รอบที่ 9 ปิดแล้ว 11 จาก 24 ข้อบท พร้อมหาตลาดใหม่ในลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และจีน ควบคู่กับใช้ AI ตรวจนอมินี ช่วยจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา แนะนำสิทธิประโยชน์ FTA และใช้ข้อมูลดาวเทียมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคาดการณ์ผลผลิตล้นตลาดให้เข้าแก้ปัญหาได้ทันเวลา