หนูโต้ระบอบน้ำเงินเท้งไม่ขอโทษ
“อนุทิน” ฟิต! ลุยงานทันทีหลังกลับจากฝรั่งเศส ยัน “ภท.” ไม่ใช่เอเยนต์ระบอบสีน้ำเงิน เป็นผู้สร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ลั่นไม่ติดหนี้บุญคุณ “พรรคประชาชน” แล้ว “เท้ง” เสียงแข็งไม่ขอโทษ “สว.” บอกพูดตามข้อเท็จจริง ย้อนถามเคยได้ยินคำว่าระบอบสีน้ำเงินหมายถึงสีบนธงชาติจากปากผมหรือไม่ “ปชน.” ยื่น 2 ร่างแก้ รธน.เพิ่มเติมหมวด 15/1 หวังอย่างน้อยได้บรรจุ 1 ร่าง “พิสิษฐ์” แย้ม 89 สว.ถกฝ่าย กม.เอาผิดหาฉ้อฉล “เสรีพิศุทธ์” ฉุนฝ่ายค้านไม่ร่วมลงชื่อสอบจริยธรรม “หนู-ไชยชนก” เปลี่ยนช่องยื่นผ่าน กกต.แทน “ปชป.” ออกตัวพร้อมร่วมตรวจสอบ แต่ขอศึกษาคำร้องก่อน
ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 27 พ.ค.2569 เวลา 11.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสถึงประเทศไทยเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา โดยนายกฯ มีสีหน้ายิ้มแย้มพร้อมโบกมือทักทายสื่อ จากนั้นได้สักการะองค์นรสิงห์บริเวณระเบียงชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่เวลา 12.00 น. นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าพบ และเวลา 14.00 น. ไปเป็นประธานในพิธีและกล่าวเปิดงานแสดงสินค้าอาหาร 2569 อาคาร 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้โพสต์ภาพสตอรีในอินสตาแกรม ระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย หลังเสร็จภารกิจประชุมที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นภาพนายอนุทินขณะนั่งทำงานอยู่บนเครื่องบิน พร้อมข้อความระบุว่า “ในขณะที่ทุกคนเหนื่อยและหลับใหล ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งทำงาน” ก่อนจะโพสต์อีกภาพพร้อมข้อความว่า “3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมง ผ่านไป…ยังนั่งทำงานอยู่”
ต่อมาเวลา 16.25 น. นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุพรรค ภท.เป็นเอเยนต์ระบอบสีน้ำเงินว่า พรรค ภท.ไม่ได้เป็นเอเยนต์ แต่เป็น Manufacturer (ผู้ผลิต) และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน ระบอบสีน้ำเงิน หากจะกล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องรวมถึงความเป็นประเทศ หากเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็คือประเทศไทย ดังนั้นพรรค ภท.ไม่ใช่เอเยนต์ ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย
ถามว่า มองท่าทีของนายณัฐพงษ์ที่ออกมาพูดเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจ” เมื่อถามอีกว่ากรณีที่ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค ปชน. ออกมาระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ไม่ควรมีองคมนตรี มองอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า พรรค ภท.เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของพรรคเป็นที่เรียบร้อย ติดหนี้บุญคุณประชาชนเท่านั้น
“ขอบคุณ แต่ไม่ได้ติดหนี้ และก็แล้วกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่าให้ผมเป็นนายกฯ สมัยแรก และต่อมาหัวหน้าพรรค ปชน.ก็ได้ร้องขอให้ผมยุบสภา ระหว่างการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ซึ่งผมก็ยุบสภาให้แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วตรงนั้น และที่มายืนอยู่ตรงนี้ก็มาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาลก็ไม่มี สส.ของพรรค ปชน.มาสนับสนุนผมสักคนเดียว ดังนั้นผมไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไร” นายอนุทินกล่าว
พอถามว่าการเดินเกมครั้งนี้ของพรรค ปชน.ถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “พอแล้วๆ” เมื่อซักอีกว่ามองกรณีนายณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม 89 สว.ที่กล่าวหาว่า สว.อยู่ในระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ตนไม่ได้เรียกร้องให้เขามาขอโทษ เป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งตนไม่ใช่คู่กรณี
ส่วนนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.ออกมาพูดถึงระบอบสีน้ำเงินว่า ไม่ทราบเลยระบอบอะไร ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นระบอบที่คนไทยปลูกฝังกันมา ไม่รู้ใครไปเรียกระบอบอะไร ตนไม่เข้าใจ
นายสังคม แดงโชติ สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรค ภท. โพสต์เฟซบุ๊กพื้นหลังสีส้มข้อความว่า “ล้มเจ้า อุ้มเทา เผาเมืองหลอกเด็ก ทิ้งเพื่อน เอาตัวรอด ดูถูกคนไทยเห็นใจคนเขมร เนรคุณแผ่นดินเกิด”
อย่างไรก็ตาม การโพสต์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังนายปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีต สส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์เฟซบุ๊กพื้นหลังสีเทาข้อความว่า “เนรคุณ โกหก ซื้อเสียง หน้าด้าน คอร์รัปชัน เลีย โลภ จองหองและกวนตีน”
เท้งเสียงแข็งไม่ขอโทษ สว.
ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. และผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงกรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ และ สส.พรรค ภท. โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินเป็นเพียงการสร้างวาทกรรมว่า มองว่าโจทย์สำคัญ ของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
“อยู่ที่ประชาชนแต่ละคนจะใช้ความรู้สึกของตนเองว่าสิ่งที่ผมสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกฯ ก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอร์รัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วยให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอร์รัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าว
ถามถึงกรณีนายภราดรระบุสำนึกบุญคุณพรรคส้มที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซักว่า สว.แถลงเรียกร้องให้ขอโทษและอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่าสิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมดก็เป็นข้อเท็จจริง และผมไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้นผมห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตัวของผม ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะผมพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างว่าคำพูดที่ผมพูดออกไป ผมเชื่อว่าเป็นข้อเท็จจริงแบบนั้นจริงๆ”
ถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส.กับ สว.หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ขอให้ลองปิดหน้าปิดตาแล้วถอดหมวกตนออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ปชน. คำถามคือประชาชนคนธรรมดาในประเทศนี้ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันทางการเมือง หรือกติกาทางการเมืองซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศที่ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ขณะที่กลุ่ม สว.มีความพยายามออกมาข่มขู่ตนและจะฟ้องปิดปากตน หากใช้มาตรฐานเดียวกัน สว. จะไปฟ้องปิดปากประชาชนทุกคนที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มก้อนการเมืองสีน้ำเงินอยู่ด้วยใช่หรือไม่
พอถามว่า สว.มีความพยายามโยงเรื่องระบอบสีน้ำเงินกับสีน้ำเงินบนธงชาติ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ขอถามแบบนี้ดีกว่า เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากตนหรือไม่ หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากตน แต่ได้ยินจากปากคนอื่นที่พยายามจะกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคสีส้มมาโดย ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่จนมาถึงพรรค ปชน. และใช้ข้อกล่าวหาแบบนี้เข้าสู่กระบวนการนิติสงครามในการฟ้องแกนนำและ สส.ของพรรค ฟ้องร้องการยุบพรรค
“หากไม่เคยได้ยินคำพูดนั้นออกจากปากผม ก็อยากให้ถามกลับไปเช่นเดียวกันว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมามีเจตนาอะไรกันแน่ มีเจตนาที่จะขัดขวางระบอบประชาธิปไตยในประเทศหรือไม่" หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
ปชน.ยื่น 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. และประธานวิปฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อ ย้ำว่าเราพร้อมสนับสนุนทุกร่างที่สอดคล้องกับ 3 หลักด้วยเช่นกัน คือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว.
“เหตุที่ต้องเสนอ 2 ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง ซึ่งหนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วนได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรค ปชน.ก่อนจะการยุบสภา ดังนั้นการเสนอ 2 ร่างเพื่อยืนยันว่าอย่างน้อยถ้าสมาชิกรัฐสภาทุกคนโดยเฉพาะ สว.ใช้หลักการในการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่าอย่างน้อยควรมี 1 ร่างของพรรค ปชน.ที่สามารถผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน” นายณัฐพงษ์กล่าว
ส่วนนายพริษฐ์กล่าวว่า ร่าง 2 ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียวคือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้ง 2 ร่าง ปลายทางจะมี ส.ส.ร.ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน โดยร่างที่หนึ่ง ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คน โดยแบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อให้เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ อีก 50 คน จะมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพต่างๆ จากนั้นนำรายชื่อ 150 คนนั้นส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรองต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ ซึ่งหากรับรองแล้วรายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรอง จะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
ร่างที่สอง เราให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร.สองเท่าของจํานวน ส.ส.ร.ที่มี หรือคือ 300 คน โดยแบ่งออกเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ซึ่งใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คน แล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คน
“หลักเกณฑ์คัดเลือกยึด 2 หลักการ เพื่อให้เกณฑ์การลงคะแนนป้องกันการผูกขาด หรือเสียงสภาล่างของรัฐสภาผูกขาด โดยมีการกําหนดเทคนิคการลงมติแบบลับ เพื่อทําให้ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคไหนหรือคนใด เพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.” นายพริษฐ์กล่าว
ถามถึงร่างแก้ไข รธน.ของพรรคเพื่อไทย (พท.) มีข้อขัดแย้งกับ 3 หลักการของพรรค ปชน.หรือไม่ และพร้อมที่จะลงชื่อสนับสนุนหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า เราได้หารือกับพรรค พท.มาเป็นระยะ ล่าสุดก็ได้พูดคุยกันเมื่อเช้านี้ เข้าใจว่าสาระของร่างเป็นไปตามที่พรรค พท.แถลง และหากเป็นเช่นนั้นเราเห็นว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการ ที่พรรค ปชน.ยึดถือและพร้อมจะลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าว เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการเสนอเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดของร่างทั้งหมดเพื่อพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งให้ได้ในเร็วๆ นี้
89 สว.เอาแน่ฟ้องหาฉ้อฉล
ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา กล่าวถึงการเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์ขอโทษ สว.ที่กล่าวอ้างเป็น ส่วนตัวไม่ได้คาดหวังว่าจะมาขอโทษ โดยหลังจากนี้ต้องมีการปรึกษากันกับ สว.และฝ่ายกฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะต้องดูตามข้อกฎหมาย
“คำว่าระบอบสีน้ำเงินไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์บัญญัติคำนี้ด้วยอะไร และผมก็ไม่ทราบว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร เพราะประเทศไทยไม่มีระบอบนี้ เรามีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอันนี้คือชัดเจน ส่วนระบอบสีน้ำเงิน อยากให้มีการเคลียร์ประเด็นนี้ เพราะจะได้รู้ว่าหมายถึงใคร ซึ่งผมฟังวันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าหมายถึงใคร แต่การที่นายณัฐพงษ์โจมตี สว.ว่ามีการฉ้อฉล จึงทำให้ สว.89 คน ต้องออกมาแถลงข่าวเพื่อให้มีการขอโทษ” นายพิสิษฐ์กล่าว
ถามว่า ภาพที่ออกไปจะเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างสภาสูงและสภาล่างหรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ตรงนี้ไม่ใช่ วันนี้เราไม่ได้มองตรงนั้น เมื่อถามว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบต่อการพิจารณากฎหมายของ สว.ใช่หรือไม่ นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ไม่มีแน่นอน เราต้องแยกให้ออกว่านายณัฐพงษ์แสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว ดังนั้นเราแยกแยะออกได้ว่าอันไหนคืองาน อันไหนคือเรื่องส่วนตัว ส่วนการออกกฎหมายและการร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนนี้ถือเป็นหน้าที่และอำนาจความรับผิดชอบของทั้ง 2 สภา
ที่ศาลฎีกา นายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล อดีตแกนนำกลุ่มพิราบขาว 2006 เดินทางเข้ามายื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้มีคำสั่งให้นายณัฐพงษ์ 1 ใน 10 สส.อดีตพรรคก้าวไกลที่ร่วมลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หยุดปฏิบัติหน้าที่จากกรณีพรรค ปชน.โพสต์ข้อความวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาต่างๆ และมีคำพูดของนายณัฐพงษ์ที่พูดว่า ขณะนี้มีระบอบสีน้ำเงินเข้ามาเป็นเจ้าของประเทศ ซึ่งมีประโยคที่สื่อว่าระบอบสีน้ำเงินไม่ใช่ภูมิใจไทย แต่อาจจะหมายถึงอย่างอื่น ซึ่งอาจจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนได้
วันเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงความคืบหน้าการล่าชื่อ สส.เพื่อยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเอาผิดนายอนุทิน, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขาดคุณสมบัติ สส.และรัฐมนตรี เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีการครอบครองพื้นที่เขากระโดง จ.บุรีรัมย์ ว่าขณะนี้ยังไม่มี สส.ฝ่ายค้านร่วมลงชื่อในคำร้องดังกล่าว ยกเว้น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดีเพียงคนเดียว ทั้งพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทรวมพลัง ไม่มีใครลงชื่อให้ แม้จะไปยื่นเอกสารให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังเฉยไม่ลงชื่อให้ อยากรอร่วมรัฐบาลอย่างเดียว
“เราจะเปลี่ยนช่องทางถอดถอนไปยื่นต่อ กกต.แทน เพื่อให้ใช้วินิจฉัยส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญต่อไป โดยไม่ต้องใช้รายชื่อ สส.ประกอบคำร้อง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 จะไปยื่นในวันที่ 28 พ.ค. แม้ความหวังจะลดลง แต่เชื่อมั่นในพยานหลักฐานหนักแน่นชัดเจน ถ้า กกต.เบี้ยวไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ จะยื่นฟ้อง กกต.” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าว
นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ได้เดินทางไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.เอาผิดนายอนุทิน นายไชยชนก รวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมที่ดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีไม่ดำเนินการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ จำนวน 5,083 ไร่ ที่มีคำพิพากษายืนยันว่าอยู่ในที่ดินของ รฟท. แต่ยังไม่มีการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว จึงขอให้ ป.ป.ช.ไต่สวน
ด้านนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับจุดยืนของพรรค ปชป. ในการร่วมลงชื่อตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทินและนายไชยชนกว่า พรรคกำลังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบเอกสารคำร้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยมีการประสานงานร่วมกับนายวิรัตน์ วรศสิริน เลขาธิการพรรคเสรีรวมไทยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากขั้นตอนการยื่นเรื่องต่อศาลในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีความรอบคอบและเป็นระบบ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำหน้าที่
"พรรค ปชป.พร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบในทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อความถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง การตรวจสอบครั้งนี้ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ทางการเมือง หรือการรอร่วมรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน หากพบว่ามีการกระทำที่ผิด พรรค ปชป.ก็พร้อมเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ” โฆษกพรรค ปชป.กล่าว.