สหรัฐฯ โต้กลับหลังพบเรือพาณิชย์ถูกโจมตีรอบ 2 อิหร่านประณามทำข้อตกลงสั่นคลอน
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ Centcom ระบุว่า ได้โจมตีเป้าหมายหลายแห่งทั่วอิหร่านเพื่อตอบโต้โดยตรงต่อ "การรุกรานอย่างต่อเนื่อง" ต่อการเดินเรือพาณิชย์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยเป้าหมายที่ถูกโจมตีประกอบด้วยยุทโธปกรณ์ทางทหาร ระบบสื่อสาร ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และคลังเก็บโดรน
Centcom ระบุในแถลงการณ์ว่า อิหร่านได้รับโอกาสในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงแล้ว แต่เลือกที่จะไม่ทำ เมื่อกองกำลังของตนส่งโดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียว (one-way attack drone) เข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน MT Kiku ซึ่งจดทะเบียนในปานามา Centcom ยังระบุเพิ่มเติมว่า เรือพาณิชย์ยังคงเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างต่อเนื่อง
ไม่นานหลังจากมีการประกาศการโจมตีครั้งล่าสุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้โพสต์บน Truth Social ว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่รัฐบาลอิหร่านจะ "ไม่มีวันเรียนรู้" พร้อมกล่าวว่าการโจมตีครั้งล่าสุดเป็นการตอบโต้ที่อิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และขู่ว่าอาจจะถึงจุดหนึ่งที่ไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป
ขณะเดียวกัน ไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตีของสหรัฐฯ คูเวตและบาห์เรนต่างรายงานว่าได้เปิดใช้งานระบบป้องกันภัยทางอากาศ โดยกองทัพคูเวตระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตกำลังรับมือกับการโจมตีจากขีปนาวุธและโดรนของฝ่ายศัตรูพร้อมขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย ส่วนกระทรวงมหาดไทยของบาห์เรนได้ขอให้ประชาชนรักษาความสงบและมุ่งหน้าไปยังสถานที่ปลอดภัยที่ใกล้ที่สุด
การโจมตีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งวัน หลังจากสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีตอบโต้อิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยโดรนต่อเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ MV Ever Lovely เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา
Centcom ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ เป็น "การตอบโต้ที่หนักแน่น" ต่อเหตุโจมตีเรือสินค้า พร้อมกล่าวว่าการรุกรานต่อเรือพาณิชย์ของกองกำลังอิหร่านโดยไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (27 มิถุนายน) ประณามการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าการโจมตีเป้าหมายหลายแห่งบริเวณชายฝั่งตอนใต้ของอิหร่านเป็นการกระทำที่ "โหดร้าย" และถือเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ รวมถึงบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเพิ่งลงนามร่วมกัน
อิหร่านระบุว่า เป้าหมายของการโจมตีคือสถานีเฝ้าระวังชายฝั่ง พร้อมกล่าวหาว่าอิสราเอลได้โจมตีเลบานอนโดยประสานงานกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงฉบับเดียวกันเช่นกัน
ซึ่งในเวลาต่อมากองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC เปิดเผยว่า กองทัพเรือของอิหร่านได้โจมตีตอบโต้ฐานที่ตั้งของกองทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันตก เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ
IRGC ยังระบุว่า อิหร่านได้สกัดกั้นเรือลำหนึ่งที่ใช้เส้นทางเดินเรือ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่า ตามบันทึกความเข้าใจระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อิหร่านเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารจัดการการเดินเรือในช่องแคบแห่งนี้
ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังอิหร่านและสหรัฐฯ ลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เพื่อยุติความขัดแย้งในภูมิภาค รวมถึงสถานการณ์ในเลบานอน และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อจัดทำข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายประเด็นสำคัญ เช่น การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ มาตรการด้านการเงิน และสถานการณ์ความขัดแย้งในเลบานอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ทำเนียบขาวเปิดภาพล่าสุด หนังสือเดินทางรุ่นใหม่ ฉลอง 250 ปีสหรัฐฯ
- ยูเอ็นหยุดภารกิจคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังเรือสินค้าถูกโจมตี
- ผอ. IAEA ยืนยันจะเข้าไปตรวจโครงการนิวเคลียร์ในอิหร่าน ตามข้อตกลง
- "Starlink" กลายเป็นอาวุธการเมือง โค่นรัฐบาลอิหร่าน
- ปธน.อิหร่านย้ำเรื่องขีปนาวุธจะ "ไม่มีวัน" รวมใน MOU กับสหรัฐฯ