โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ทราย สก็อต“ เคลียร์ชัดทุกประเด็นไม่ปิดโอกาสที่จะคุยกับอีกฝ่าย ยอมรับชีวิตเหมือนโดนทอดทิ้ง

INN News

อัพเดต 18 พ.ค. เวลา 15.58 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. เวลา 08.58 น. • INN News

“ทราย สก็อต“ เคลียร์ชัดทุกประเด็นไม่ปิดโอกาสที่จะคุยกับอีกฝ่าย ยอมรับชีวิตเหมือนโดนทอดทิ้ง อยากได้ความยุติธรรมและการชดใช้

ออกมาเคลียร์ชัดทุกประเด็นที่เป็นกระแสร้อนแรงบนโลกออนไลน์ สำหรับ “ทราย สก็อต“ ที่โดนพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศ และโดนคุณฟ้องร้องเรื่องที่ดิน ผ่านรายการโหนกระแส ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น

หลังตกเป็นผู้ถูกกระทำถูกกระทำ เราเยียวยาตัวเองยังไง
“ก็มีเพื่อนเพื่อนและคุณแม่บุญธรรมก็พยายามไปทีละวันทีละวันแล้วก็อยู่กับธรรมชาติ คือตนเป็นคนที่มีความหวังพยายามดูว่าจะมีใครที่จะพอช่วยเราได้ไหมแล้ววันนี้เราก็ไม่มีความหวังในเรื่องนั้นแล้ว”

ทำไมเราถึงเอาเรื่องนี้มาพูดตอนนี้
“ เพราะว่าคุณตาสอนให้รักครอบครัวคือทรายโตมาด้วยคุณตาเป็นคนเลี้ยงเราก็เชื่อว่าสิ่งที่เขาสอน ตนไม่อยากเอาออกมาพูดเพราะมันคือโลกที่คุณตาสร้างไว้ให้กับเรา แต่เมื่อคุณตาไม่อยู่แล้วตนก็เห็นว่าครอบครัวของตนไม่ได้เก็บจิตวิญญาณของคุณตาไว้เลย ตนไม่อยากทำร้ายครอบครัวตัวเองแต่ว่ามันหมดแล้ว ตนคิดว่าถ้าคุณคุณตาเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็คงบอกให้เราเดินออกมาเหมือนกัน มันหมดความหวังเรื่องนี้ให้กับคนพวกนี้แล้ว คือคุณตายเขาเสียชีวิตตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วตนเลยไม่มีโอกาสที่จะบอกถึงเรื่องนี้”

ฟางเส้นสุดท้าย
“คือคุณแม่ฟ้องร้องเรา เราเห็นว่ามันไม่มีจุดหยุดของผู้หญิงคนนี้ หกปีที่แล้ววันที่ตนกลับมาจากหัวหิน ตนกะว่าจะไม่บอกคุณแม่เรื่องผู้ชายเพราะยังไม่พร้อม แต่พอดีว่าตนบอกคุณแม่พี่เลี้ยง แล้วพี่เลี้ยงเขาถูกไล่ออก เขาโทรไปขู่แม่ว่าเขารู้เรื่องผู้ชาย แม่ก็เลี้ยงเรามาคุย ว่าเรื่องนี้จริงไหมซึ่งตนก็บอกแม่ไปว่าจริง และเขาก็บอกว่าห้ามบอกใคร ซึ่งตนก็รู้สึกปลอดภัยเพราะว่าพี่เลี้ยงก็ไม่อยู่แล้วเพราะสักพักนึงแม่ก็ไล่ตนออกจากบ้านที่หัวหิน แล้วตอนนั้นตนก็ไม่รู้ว่า ตนคือเจ้าของบ้านเพราะว่าแม่ก็ไม่ได้บอกเรา ตอนนั้นเราก็เก็บทุกอย่างที่อยู่ในบ้านที่พอเอาไปได้และหนีไปอยู่ภาคใต้”

เรื่องราวคดีของที่ดินเป็นมายังไง

“พึ่งมารู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของที่ดินเมื่อสองปีที่แล้วเพราะว่าตลอดเวลาคุณแม่บอกว่าเป็นที่ของเขา คือทะเบียนบ้านหมดแล้วต้องไปต่อทะเบียนบ้าน และเขามาขอลายเซ็นจึงทำให้รู้ว่าตนคือผู้ถือกรมสิทธิ์ หลังจากสองปีที่แล้วตนเป็นคนจ่ายภาษีที่ดินส่วนของตนเองหมด คือเขาก็มาฟ้องร้องเราอยากได้ที่ดินตรงนั้นคืน ในคดีฟ้องเชื่อเขาใส่ชื่อพี่ชายเราเป็นพยาน หาว่าเราเป็นลูกเนรคุณ สำหรับสิ่งที่เราพูด ซึ่งสิ่งที่เราพูดก็คือเรื่องพี่เลี้ยงที่เราเล่าให้ทุกคนฟัง ก็คือมันเป็นเรื่องจริงที่คุณแม่ตนจ้างพี่เลี้ยงที่ข่มขืนตน กลับมาทำงานที่บ้านเพื่อที่จะไล่เราออกจากบ้านที่หัวหินนั่นคือเรื่องที่ตนต้องแบกมาหกกว่าปี
สรุปแล้วพี่เลี้ยงคนนี้ครอบครัว ตนไม่ได้ดำเนินคดีและจ้างเขากลับมาทำงาน มันคงไม่มีคำบรรยายมากกว่านั้น ระหว่างสี่ห้าปีที่ตน แทบจะได้กลับไปอยู่ที่บ้านหัวหิน
พี่กับแม่ก็ไปเที่ยวกันตลอด อยู่กับพี่เลี้ยงที่ข่มขืนตน“

คุณแม่อ้างว่าเราเป็นลูกเนรคุณในเรื่องอะไร
“ จริงๆเรื่องใหญ่มันเกิดขึ้นตอนรายการตีท้ายครัวเพราะรายการนั้นมันมีช่วงนึงที่ ตนบอกว่าเขาจ้างพี่เลี้ยงที่ข่มขืนตนมาทำงาน เขาหาว่าสิ่งที่ตนพูดแบบนั้นมันทำลายชื่อเสียงเสียหาย แต่รายการตีท้ายครัวมาทุกคนในครอบครัวก็เริ่มหนาวๆ กับตน คือมันมีแชทอันนึงที่น้าของตนส่งมาให้หลังรายการตีท้ายครัวออก ” ทรายต้องไม่พูดเรื่องแม่กับพายอีกแล้วนะครับ คือตอนนี้ทุกคนก็รู้เรื่องเราอยู่แล้วควรจะจบตอนสัญญาที่เซ็น ตอนที่ตกลงที่จะให้เงินเราทุกปีตอนนี้คนตระกูลภิรมย์ภักดีไม่ค่อยแฮปปีสักเท่าไหร่ เขากำลังจะฟ้องเราว่าเราเป็นลูกทรพี ซึ่งอันนี้ทรายควรปรึกษาทนายของทรายว่ามันควรเป็นไปได้ไหม ซึ่งตนก็มีขอความช่วยเหลือจากลุงสันติ จริงๆลุงสันติได้ฟังเทปของพี่ชายซึ่งตนก็ขอความช่วยเหลือเขามาสี่เดือน ซึ่งก็ไม่ได้มาช่วยอะไรลุงก็บอกให้ตนไปขอขอโทษแม่ ทางพี่ต๊อดก็ขอความช่วยเหลือ สามปีที่แล้วเคยส่งภาพรถที่มีมีแต่สัมภาระของตน ว่าแม่ทำแบบนี้ ตนมีแชททั้งหมดที่ขอความช่วยเหลือจากลุงสันติพี่ต๊อด และน้าต่างๆ“

”แล้วถ้าเกิดจะโต้ข้อเท็จจริงก็เอาหลักฐานมาด้วยเพราะวันนี้ตนเอาหลักฐานมาหมด ตนยังมีคลิปและเสียงอัดของคนอื่นๆ ที่กดตนมาทั้งชีวิต มันไม่ใช่เรื่องที่ผู้ชายคนนึงจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้มา 20 ปี ตนก็คิดว่าทุกคนรู้ตัวดีว่าทำอะไรบ้าง จะพูดไรกับสื่อก็เอาหลักฐานมาด้วย”

คิดจะเปลี่ยนนามสกุลไหม
“คิดจะเปลี่ยนตนไม่ได้เกิดมาเป็นภิรมย์ภักดีตอนเกิดมาเป็นทรายสก๊อต ตนแค่รู้จักว่าตนคือผู้อนุรักษ์ทะเลอนุรักษ์ธรรมชาติและเป็นคนชอบทำงานช่วยเหลือคนอื่น เกิดมาแค่ตัวตนและเราก็ตายไปแค่นี้ เรื่องตระกูลเรื่องเงินทรัพย์สินมันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เราเกิดมาด้วย ต่อจากนี้ขอเดินออกจากตะกูลคุณแม่”

ล่าสุดเป็นประเด็นที่มีคนไปกดไลก์อีกฝั่งและถูกวิพากษ์วิจารณ์
“ วันที่พายปล่อยคลิปผ่านบัญชีภรรยาเขา ที่แก้ตัวโชคดีตนไม่เห็น เพราะมันถูกปล่อยตอนกลางคืนพอวันที่มาเห็นเป็นวันที่เครียดที่สุดในชีวิตของตนคุณอาจจะไม่ได้นึกแต่ว่าตนโดนเขาทำร้ายมาทั้งชีวิต ซึ่งตนไม่คิดเลยว่าเขาจะหลอกออกมาพูดที่ตรงข้าม กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นให้กับคนฟังและทำให้คนอื่นมองว่าตนคือคนบ้า การที่ข่มขืนคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องการเล่น คือตนแทบจะลุกออกจากเตียงไม่ได้เลยวันที่เห็นข่าว เพราะรู้สึกว่าเราเหมือนโดนตนทำร้ายอีกแล้ว ต่อหน้าคนอื่นด้วย ยอมรับว่าวันนั้นเป็นวันที่เครียดที่สุดในชีวิตตน โชคดีมากที่มีสติปล่อยคลิป ตอนนั้นยังไม่เห็นเรื่องดาราที่เข้ามากดไลก์ เชื่อว่าเหตุผลที่ฟ้องตนเพราะอยากให้เงียบด้วย
เหมือนตอนเด็กที่เขาบอกว่าถ้าตนทำผิดก็จะไปฟ้องคุณตา แล้ววันนี้คุณตาไม่อยู่ เขาเลยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการข่มขู่เรา“

กังวลใจไหม ว่ามีเรื่องกฎหมายตามมา
“ ตนไม่กลัวตายพูดตรงๆสิ่งที่เค้าทำกับตนมันฆ่าจิตวิญญาณเราหลายรอบแล้วตอนที่โดนไล่ออกออกจากบ้านก็รู้สึกว่าตายไปแล้ว ตอนที่พี่เขาข่มขืนเราก็รู้สึกว่าเราตาย วันที่เขาจ้างพี่เลี้ยงกลับมาก็รู้สึกว่าเราตายไปแล้ว ความตายเรื่องกฎหมายตนไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นแล้ว ตอนเกิดมามีชีวิตเดียว มีเจตนาที่ปกป้องทรัพยากรประเทศนี้ ตนจะไม่ให้ใครแม้ว่าจะมีเงินมีอำนาจเยอะขนาดขนาดไหน ไม่สามารถมาขวางทางตนในสิ่งที่ทำ ตนเกิดมาเพื่ออนุรักษ์ ทรัพยากรประเทศนี้ ไม่ได้เป็นเหยื่อของผู้ชายที่วิปริตข่มขืนน้องชายเขา หรือแม่ที่เห็นความสำคัญของชื่อเสียงและปกป้องความเลวของผู้ชายอีกคน ให้ชีวิตมีคุณค่ามากกว่านี้ ที่ตนลุกขึ้นมาพูดเพราะรู้สึกว่า พรสวรรค์ที่เกิดมาความหวังและความสามารถทางร่างกายมันเป็นเพราะสวรรค์ของตนไม่ใช่พวกเขา“

”รู้สึกว่าเรื่องมันต้องจบและมันต้องจบตอนนี้ ไม่อยากเสียเวลาที่มันไม่ได้มาจากความรักอีกแล้ว“

เรามองยังไงสำหรับคนที่ออกมาขอโทษ
”บางคนถามว่าตนจะออกไปฟ้องร้องคนที่เอาตนไปนินทาไหมตอบได้เลยว่าไม่ เพราะว่าประเทศเรามีปัญหาเรื่องกฎหมายที่ฟ้องเพื่อปิดปากโดยที่ไม่มีเหตุผลซึ่งตนก็โดนขู่เรื่องนี้มาแล้ว ตนไม่มีทางที่จะใช้อำนาจทางกฎหมายมาข่มขู่คนอื่น ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะพูดการที่คุณจะพูดอะไรมันก็ขึ้นอยู่อยู่ที่วิจารณญาณของคุณแล้ว เอาจริงๆเรื่องที่ดาราไปกดไลก์ตนไม่ได้โฟกัสอยู่แล้ว จนแค่โฟกัสเพื่อนๆและคนที่เชียร์ ซึ่งตนก็คิดว่ามันเป็นบทเรียนที่ดีในการที่ดารามีอำนาจในการพิจราณา คุณไม่สามารถคิดว่าน้ำเสียงของคุณไม่มีอำนาจได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซีเรียส การที่คุณเข้าไปกดไลก์เรื่องของที่ดินแทนที่โฟกัสเรื่องซีเรียสมากกว่านั้นคือข่มขืนมันก็สะท้อนให้เห็นว่าณตอนนั้นเขาให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร มันก็เป็นเรื่องที่พวกคุณกลับไปพิจารณากับเอง“

รู้สึกยังไงทางด้านมายด์ออกมาขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น
”ขอตอบตรงๆตนไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ขอดูจากการกระทำดีกว่า เรื่องแบบนี้มันพูดกันไม่ค่อยได้ มันจะให้มีการช่วยเหลือในเรื่องนี้ยุติธรรมหรือเปล่า จริงๆมันไม่ใช่ปัญหาที่มายด์ เขาสร้างเขาเป็นคนที่แต่งงานเข้ามาเขามีสิทธิ์ที่เขาอาจจะไม่รู้เรื่องนี้ มันไม่มีผู้ชายคนไหนหรอกที่ไปบอกว่าทำเรื่องแบบนั้นจากที่ตนเดานะคนที่ควรจะออกมารับผิดชอบก็คือพี่ชายกับแม่และ ผู้ใหญ่คนอื่นที่รู้เรื่อง ซึ่งเรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินแต่มันเกี่ยวกับเรื่องยุติธรรม”

“ทางด้านนามสกุล สก็อตก็ไม่อยากใช้แล้วเพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่ทำร้ายตน ไม่อยากใช้นามสกุลเพราะที่ดูเรื่องทุกอย่างแต่ไม่ทำอะไรจริงๆตอนนี้อยากเปลี่ยนนามสกุลตนเป็นสมุทร เขาเป็นสิ่งที่ดูแลตนมาตลอดและอยู่กับเราทั้งชีวิตถ้าเกิดว่าชื่อตนเป็นทรายสมุดมันดุอิสระ และนี่คือสิ่งที่ตนอยากได้มากที่สุดก็คือความอิสระปลอดจากคนพวกนี้จากเรื่องนี้และตระกูลนี้“

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ธงของเราต้องการอะไร
”ความยุติธรรมไม่ว่าจะเรื่องทรัพย์สินเวลาการชดเชยมันไม่มีอะไรสามารถชดเชยชีวิตของเราที่เกิดมาได้ 20 ปีมันไม่ใช่เรื่องง่ายง่ายที่จะชดเชยแต่มันสามารถจบได้จบด้วยการคุยกันแน่นอนว่าตนบล็อกเขาในไลน์ แต่คุณเป็นคนรวยมีเลขาก็ให้ติดต่อมาสิ เราก็มานั่งคุยกันถ้าเกิดกล้านะ“

จะคุยแบบไหนที่มันจะจบ ส่วนของทรายก็เป็นของทรายแค่นั้นแยกย้าย
“ ไม่คือส่วนของตนมันคือความเท่าเทียมแต่ตนโดนกระทำมันเลยต้องมีการชดเชยด้วยที่ดินแน่นอนมันคือของตนอยู่แล้ว แต่ตนจะอยู่กับคนที่ข่มขืนตนหรอ”

อะไรที่เกี่ยวข้องกับพี่คือเราไม่เกี่ยวข้องดีกว่า
” ใช่คือเขาไม่ควร เดินออกนอกบ้านคือเขาควรอยู่ในคุก เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องภายใน จริงๆตนไม่ชอบคำว่าเรื่องภายใน ครอบครัว เพราะครอบครัวมันเป็นสถาบันมันอาจทำร้ายบุคคลภายในหลายคนที่เจอเรื่องเหมือนตนฆ่าตัวตายไม่รอด ติดยา เพราะว่าทุกคนผลักมันให้เป็นในเรื่องภายในครอบครัว คุณเป็นมนุษย์อย่ามองว่ามันเป็นเรื่องภายในครอบครัว“

” ในมุมของตนคนที่โดนกระทำเราจะอยู่ในโลกที่แปลกเพราะว่าเรารู้ภายในใจเราว่าเกิดอะไรขึ้นแต่สังคมรอบนอกไม่ได้มองคนที่ทำร้ายเรา เป็นฝ่ายทำร้ายเราเขามองว่าเป็นคนปกติเรา เลยมีความรู้สึกสับสนกับความเป็นจริงหมายถึงว่าสิ่งที่เรารู้สึกในใจ มันไม่ได้ปรากฏออกมาข้างนอก เราเลยรู้สึกด้อยเพราะเราเป็นเหยื่อทั้งทั้งคนที่ทำเราเป็นคนทำผิด และอ่อนแอกว่าเรา เพราะมันไม่มีผู้ชายหรือผู้หญิงคนไหนที่จะทำร้ายเด็ก ตอนที่เราพูดออกมามันรู้สึกปลดล็อค เนื่องจากเราเปลี่ยนความเป็นจริงของคนพวกนั้นว่าเขาไม่ไม่ได้เป็นคนปกติ แต่เขาก็คนที่ทำร้ายเรา”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราตัดสินใจแล้วจะออกมาใช้ชีวิต
“ตอนทำแบบนั้นมาหกปีแล้ว ไม่กลับแล้ว ที่นั่นไม่ใช่บ้านตนเป็นผู้ชายคนนึงที่แฮปปี้มาก กับชีวิตวัยผู้ใหญ่ตนไม่มีอะไรทบทวน ได้เลยในวัยเด็กที่มีความสุข”

“ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของคนที่โดนข่มขืนในวันที่เราหันไปหาความปลอดภัยจากครอบครัวไม่มีใครยืนมาให้เราเลยความรู้สึกที่เราโดนทอดทิ้งมันเป็นความรู้สึกที่ไม่รู้จะอธิบายยังไง ตนมองว่าตนเป็นเด็กกำพร้านะ มองว่าเรื่องนี้ซีเรียสกับเรื่องที่โดนพี่ชายทำร้าย”

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...