โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แผนPDP ใหม่ดึงเม็ดเงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท รองรับยุค EV Data Center

Amarin TV

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา
แผนผลิตไฟฟ้าใหม่ของไทย ปลดล็อกเม็ดเงินกว่า 1 ล้านล้านบาท จุดเริ่มต้นรอบลงทุนใหญ่ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของทุกประเทศ เพราะเมื่อเกิดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิ่งแรกที่ได้รับผลกระทบมักเป็นราคาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือค่าไฟฟ้า

สำหรับประเทศไทย แม้ปัจจุบันระบบผลิตไฟฟ้ายังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก และยังมีความเพียงพอในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า แต่คำถามสำคัญคือ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ประเทศจะปลอดภัยกว่าเดิมหรือไม่ หากสามารถกระจายความเสี่ยงไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และสร้างระบบพลังงานที่มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของโลกและพร้อมรองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเติบโตขึ้นในอนาคต

ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ออกบทวิเคราะห์ ประเมินว่า ประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่จุดเริ่มต้นของ "รอบการลงทุนครั้งใหญ่" หลังจากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือPDP (Power Development Plan) ใกล้ได้ข้อสรุป ซึ่งมีข้อดีต่อเศรษฐกิจ ตรงที่จะเปิดทางให้โครงการลงทุนด้านพลังงานจำนวนมากที่รอคอยมานานสามารถเดินหน้าได้เสียที

ตัวอย่างเช่น การลงทุนในโรงไฟฟ้า ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid รวมถึงโซลาร์รูฟท็อป พลังงานสะอาด ประเมินว่าเม็ดเงินลงทุนที่อาจเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท

แผน PDP ใหม่สำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร?

คำตอบอยู่ที่โครงสร้างเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนไปทุกวันนี้เราได้เห็นท้องถนนเต็มไปด้วยรถยน์ไฟฟ้ามากขึ้น การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ และอุตสาหกรรมดิจิทัลต่าง ๆ กำลังทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

KKPS คาดว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยจะเพิ่มจากประมาณ 35 กิกะวัตต์ (GW) ในปัจจุบัน ไปสู่ 74 กิกะวัตต์ภายในปี 2050

นั่นหมายความว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่จำนวนมากเพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

แต่สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ โรงไฟฟ้ารอบใหม่จะไม่ได้พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลักอีกต่อไปเป้าหมาย Net Zero กำลังเปลี่ยนโฉมระบบพลังงานไทย

ประเทศไทยตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ดังนั้นกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ในอนาคต ส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมด มีแนวโน้มมาจากพลังงานสะอาด

หากเป็นไปตามแผน PDP ใหม่ สัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าของไทยอาจเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากปัจจุบันที่อยู่ราว 24% ประโยชน์ไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ระบบพลังงานที่สะอาดขึ้นจะกลายเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน

อีกด้านหนึ่ง ไทยยังสามารถลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของระบบพลังงานในปัจจุบันได้อีกด้วย

ที่มาภาพ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS)
ที่มาภาพ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS)

เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาทจะไหลไปที่ไหน?

KKPS ประเมินว่า เงินลงทุนกว่า 1 ล้านล้านบาท มาจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่อาจต้องใช้เงินลงทุนถึง 994,000 ล้านบาท

แต่การขยายการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เมื่อพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์และลม มีความผันผวนตามสภาพอากาศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ฉลาดขึ้น หรือที่เรียกว่า Smart Grid เพื่อบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนนี้อาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ200,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังผลักดันการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง หากมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นจนคิดเป็น 10% ของระบบ มูลค่าการลงทุนอาจสูงถึง 200,000 ล้านบาท โดยยังไม่รวมระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งจะเป็นอีกตลาดขนาดใหญ่ในอนาคต

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการเปิดเสรีภาคพลังงานแบบค่อยเป็นค่อยไป

แม้ประเทศไทยยังใช้ระบบEnhanced Single Buyer (ESB) ซึ่งการไฟฟ้ายังคงมีบทบาทหลักในการซื้อขายไฟฟ้า แต่ล่าสุดหน่วยงานกำกับดูแลได้อนุมัติโครงการนำร่อง Direct PPA ขนาด 2 กิกะวัตต์

Direct PPA หรือ Direct Power Purchase Agreement คือ รูปแบบของสัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิต (เช่น ผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน) และผู้ใช้ไฟฟ้า (เช่น บริษัทหรือองค์กร) โดยไม่ต้องผ่านการไฟฟ้าในฐานะผู้จัดจำหน่ายเพียงรายเดียว แตกต่างจากระบบเดิมที่การไฟฟ้าฯทำหน้าที่จัดหาและจำหน่ายไฟฟ้าแบบผูกขาด

Direct PPA นี่เองที่จะเปิดทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และภาคอุตสาหกรรม สามารถซื้อไฟฟ้าสะอาดจากผู้ผลิตได้โดยตรงนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะเมื่อ Smart Grid พัฒนาไปมากขึ้น บทบาทของภาคเอกชนในตลาดพลังงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ใครได้ประโยชน์จากการลงทุนรอบใหม่นี้?

หากแผน PDP เดินหน้าเต็มรูปแบบ กลุ่มธุรกิจที่ได้อานิสงส์ไม่ได้มีเพียงผู้ผลิตไฟฟ้าเท่านั้น

กลุ่มแรกคือผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า ที่จะได้ประโยชน์โดยตรงจากการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าและโอกาสใหม่จาก Direct PPA

กลุ่มถัดมาคือ นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างชาติ หากไทยสามารถสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ส่วน ผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็มีโอกาสรับงานจากการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน

ขณะที่ กลุ่มธนาคาร จะได้รับประโยชน์จากความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุน รวมถึงรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับโครงการพลังงานขนาดใหญ่

หุ้นเด่นที่ KKPS มองว่าน่าสนใจ

KKPS มองว่าGulf Development (GULF) เป็นบริษัทที่โดดเด่นที่สุดในธีมนี้

เหตุผลสำคัญคือการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศ มีส่วนแบ่งกำลังการผลิตประมาณ 27% มีและมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

ด้าน STECON Group (STECON) ได้เปรียบจากประสบการณ์ในงานโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาโรงไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale

ขณะที่ Krung Thai Bank (KTB) ถูกมองว่าเป็นธนาคารที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ เนื่องจากมีสัดส่วนสินเชื่อในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบริการรวมกันประมาณ 30% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด

มากกว่าเรื่องพลังงาน แต่คือ "การลงทุนรอบใหม่ของประเทศ"

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแผน PDP อาจไม่ใช่แค่เรื่องไฟฟ้า แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยกำลังเข้าสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่รอบใหม่ หากแผนดังกล่าวเดินหน้าได้จริง เม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท จะไม่ได้สร้างผลประโยชน์เฉพาะในภาคพลังงานเท่านั้น แต่ยังสามารถส่งต่อไปยังภาคก่อสร้าง ภาคการเงิน นิคมอุตสาหกรรม และการลงทุนจากต่างประเทศ

ในวันที่เศรษฐกิจไทยกำลังมองหาเครื่องยนต์ตัวใหม่ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดอาจกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของประเทศในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ที่มาข้อมูล : บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS)
ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...