โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อธิบดีกรมลดโลกร้อน ดัน กม.ฉบับแรกรับมือโลกเดือด ชี้ไทยเสี่ยงภัยพิบัติอันดับ 17 ของโลก

The Reporters

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

วันนี้ (5 มิ.ย. 69) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในกิจกรรม TED Talk ว่า ประเทศไทยกำลังจัดทำกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่นคงในอนาคต

ดร.พิรุณ ระบุว่า แม้ประเทศไทยไม่ใช่ผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก แต่การไม่ดำเนินการใด ๆ ไม่ใช่ทางเลือก เนื่องจากไทยมีความเปราะบางต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง ข้อมูลปี 2567 จัดให้ไทยมีความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอันดับ 17 จาก 197 ประเทศทั่วโลก ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 30 ปี ไทยอยู่ในอันดับ 22

"ต่อให้ประเทศไทยหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดในวันพรุ่งนี้ โลกก็ไม่ได้ดีขึ้นทันที เพราะเป็นปัญหาที่ทุกประเทศต้องร่วมกันแก้ไข แต่หากเราไม่ทำอะไรเลย เราจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ" ดร.พิรุณ กล่าว

ธนาคารโลกประเมินว่า หากไทยไม่ลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยพิบัติและไม่ปรับเศรษฐกิจสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ ภายในปี 2593 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อาจหายไปร้อยละ 7-14 แต่หากดำเนินการสำเร็จอาจช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ร้อยละ 4-5

ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญแรงกดดัน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน และมาตรการค้าระหว่างประเทศที่นำประเด็นความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเป็นเงื่อนไขทางการค้า ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย

สาระสำคัญของร่างกฎหมายมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ผ่านกลไกสำคัญ เช่น การกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซของภาคอุตสาหกรรม การจัดเก็บภาษีคาร์บอนในภาคพลังงาน การเก็บค่าธรรมเนียมจากสินค้าที่ปล่อยคาร์บอนสูง การส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิต และการตั้งกองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ภาษีคาร์บอนถูกออกแบบให้มีผลกระทบต่อประชาชนอย่างจำกัด ตัวอย่างเช่น หากกำหนดอัตราภาษี 200 บาทต่อตันคาร์บอน จะส่งผลต่อต้นทุนน้ำมันไม่เกิน 70 สตางค์ต่อลิตร แม้ต้นทุนถูกผลักภาระมายังผู้บริโภคทั้งหมด

ด้านตลาดคาร์บอนเครดิตจะเปิดโอกาสให้ชุมชน เกษตรกร และธุรกิจขนาดเล็กสร้างรายได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ป่าไม้ และการจัดการขยะ พร้อมกำหนดให้ภาคเอกชนใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เกินร้อยละ 15 เพื่อป้องกันการฟอกเขียวและกระตุ้นการลงทุนลดการปล่อยก๊าซจริงภายในองค์กร

กฎหมายยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ โดยเตรียมจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยงด้านภัยพิบัติจากความร้อน น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ เพื่อให้หน่วยงานนำข้อมูลไปใช้วางแผนรับมือ รวมถึงเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี Digital Twin สำหรับคาดการณ์และบริหารจัดการความเสี่ยง

กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศ คาดว่าช่วงปี 2574-2608 จะมีเงินหมุนเวียนเข้าสู่กองทุนราว 1.28 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนชุมชน ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรภาคประชาสังคม และหน่วยงานรัฐ ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มความสามารถรับมือภัยพิบัติ

"กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเฉพาะเรื่องการลดคาร์บอน แต่ต้องการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น สร้างอาชีพและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ รวมถึงรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว" ดร.พิรุณ กล่าว

ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคาดว่าจะแล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 3 ปี 2570 ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและการจัดทำกฎหมายลูกรองรับแต่ละกลไกสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...