โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล” โต้ปมงบฮอร์โมนข้ามเพศ ชี้งบ 145 ล้าน แต่ช่วยคนกว่า 2 หมื่นราย

สยามรัฐ

อัพเดต 46 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 8 มิ.ย.69 “เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล” โต้ สว.นพ.วีระพันธ์ ปมงบฮอร์โมนคนข้ามเพศ ชี้ใช้งบเพียง 145 ล้านบาท แต่ช่วยปกป้องชีวิตประชาชนกว่า 20,000 คน และลดภาระสาธารณสุขระยะยาว

เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีที่ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสนับสนุนการรักษาด้วยฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ โดยระบุว่าข้อวิจารณ์ดังกล่าวอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสังคมเกี่ยวกับความจำเป็นทางการแพทย์ของการรักษาประเภทนี้

เบสท์กล่าวว่า การระบุในลักษณะว่า “ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย” เป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เนื่องจากภาวะ Gender Dysphoria ได้รับการรับรองในระบบ ICD-11 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ระดับสากลต่างยอมรับว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนเป็นการรักษาที่มีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

“ความทุกข์ทางจิตใจที่เกิดจากภาวะดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเล็ก และสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตนเอง หรือการสูญเสียชีวิตได้จริง การอภิปรายเรื่องนี้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางการแพทย์มากกว่าความรู้สึกส่วนบุคคล” เบสท์กล่าว

สำหรับประเด็นงบประมาณ เบสท์ระบุว่า สปสช. จัดสรรงบประมาณสำหรับบริการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 145.625 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนประมาณ 20,000 คน หรือเฉลี่ยเพียง 7,281 บาทต่อคนต่อปี คิดเป็นประมาณ 610 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ เบสท์ยังชี้ว่า ปัจจุบันคนข้ามเพศจำนวนมากยังต้องซื้อฮอร์โมนมาใช้เองจากช่องทางออนไลน์ ร้านขายยา หรือการแนะนำกันเองในชุมชน โดยไม่ได้รับการตรวจสุขภาพหรือการติดตามผลจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของตับ ความดันโลหิตสูง รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจเกิดจากการใช้ยาในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้มาตรฐาน

“นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องของการแจกยาฟรี แต่เป็นการนำประชาชนเข้าสู่ระบบการรักษาที่ปลอดภัย มีการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ประเมินความเสี่ยง และติดตามผลอย่างต่อเนื่องโดยบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งช่วยลดอันตรายจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเอง และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนในอนาคต” เบสท์กล่าว

เบสท์ระบุเพิ่มเติมว่า หลักการสำคัญของระบบสาธารณสุขสมัยใหม่คือการป้องกันก่อนเกิดปัญหา มากกว่าการรอให้ประชาชนป่วยหนักแล้วจึงใช้งบประมาณจำนวนมากในการรักษา เช่นเดียวกับนโยบายวัคซีน การคัดกรองมะเร็ง การตรวจสุขภาพ และการควบคุมโรคเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันความสูญเสียทั้งต่อชีวิตประชาชนและงบประมาณของรัฐในระยะยาว

“การดูแลคนข้ามเพศให้เข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างปลอดภัย จึงเป็นหลักการเดียวกันกับการป้องกันโรคในระบบสาธารณสุข ไม่ใช่สิทธิพิเศษของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและลดภาระค่าใช้จ่ายของประเทศในอนาคต” เบสท์กล่าว

เบสท์ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากต้องการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณด้านสาธารณสุข ยังมีประเด็นเชิงโครงสร้างอีกหลายเรื่องที่ควรถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ การจัดซื้อยา หรือปัญหาทางการเงินของโรงพยาบาล มากกว่าการตั้งคำถามต่อสิทธิการรักษาของประชาชนกลุ่มเปราะบาง

“ระบบสาธารณสุขที่ดีไม่ใช่ระบบที่เลือกดูแลเฉพาะคนส่วนใหญ่ แต่คือระบบที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์ของตนได้อย่างเท่าเทียม”

พร้อมกันนี้ เบสท์ยังตั้งคำถามกลับต่อสังคมว่า การถกเถียงเรื่องงบประมาณควรมุ่งไปที่การทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือการลดทอนสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนบางกลุ่ม

“คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า 145 ล้านบาทมากเกินไปหรือไม่ แต่คือเราจะยอมให้ประชาชนกลุ่มใดถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือไม่” เบสท์กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...