หากฮูตี ‘ปิดทะเลแดง’ สายเคเบิลใต้น้ำ 90% อยู่ในความเสี่ยง
ท่ามกลางการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านอย่างสะพานไปจนถึงฐานทัพอิหร่านอย่างหนักหน่วงโดยสหรัฐ พร้อมขู่โจมตีโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภคสำคัญต่างๆ ต่อ มีความเป็นไปได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ว่า อิหร่านจะร้องขอ “พันธมิตรฮูตี” ในเยเมน ให้ร่วมปิดช่องแคบ“บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) ที่เป็นประตูสู่“ทะเลแดง”
หากนี่เกิดขึ้นจริง ไม่เพียงจะกระทบการค้าโลก แต่ยังเป็นการ “ตัดเส้นทางเลี่ยงฮอร์มุซของซาอุดีอาระเบีย” ด้วย ที่ลำเลียงน้ำมันผ่านท่อ East-West Pipeline ไปออกทะเลแดงโดยตรง
สำหรับ “ทะเลแดง” เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก เชื่อมคลองสุเอซกับมหาสมุทรอินเดีย โดยมีการค้าทางทะเลของโลกประมาณ 12-15% และการขนส่งตู้สินค้าราว 30% ผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละปี คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลจากองค์การทางทะเลระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (IMO)
สินค้าที่ขนส่งผ่านทะเลแดงครอบคลุมตั้งแต่ธัญพืช ปุ๋ย แร่โลหะ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
- ทะเลแดง (ภาพ: Al Jazeera/ วิบูลย์ ดีเอี่ยม) -
สำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐ (EIA) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเฉลี่ย 4.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านคลองสุเอซและท่อส่งน้ำมันสุเอซ-เมดิเตอร์เรเนียน (SUMED Pipeline) ขณะที่อีก 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านช่องแคบบับ เอลมันเดบ รวมกันทั้งสามเส้นทางนี้ คิดเป็นประมาณ “6% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก”
ความสำคัญของทะเลแดงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขนส่งสินค้า แต่ยังเป็น “คอขวดด้านดิจิทัล” ของโลก เพราะสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลที่เชื่อมยุโรปกับเอเชีย “ประมาณ 90%” พาดผ่านเส้นทางนี้
อับดุลลาห์ จาเบอร์ อัลไซดี ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงของศูนย์วิจัยอ่าวอาหรับ เขียนไว้ในบทความของ Council on Foreign Relations (CFR) ว่า สายเคเบิลเหล่านี้ “เป็นโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำที่มีความสำคัญต่ออธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเส้นทางขนส่งน้ำมันและเส้นทางการค้า”
หากเกิดความเสียหายต่อสายเคเบิล ไม่ว่าจะจากการโจมตีหรือการสู้รบ อาจส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต บริการคลาวด์ และระบบสื่อสารในยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และเอเชียให้หยุดชะงักในวงกว้างได้
ผู้เชี่ยวชาญมองว่า หากช่องแคบบับ เอล-มันเดบซึ่งมีความกว้างเพียง 32 กิโลเมตร ถูกปิด โลกอาจเผชิญวิกฤติห่วงโซ่อุปทานรอบใหม่ ราคาพลังงานพุ่งสูง และต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก
“ซาอุดีอาระเบีย” จะได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะส่งออกน้ำมันผ่านท่อมายังท่าเรือริมทะเลแดงราว 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากช่องแคบถูกปิด เส้นทางส่งออกสำคัญของประเทศอาจหยุดชะงัก
เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน ผู้เชี่ยวชาญจาก Council on Foreign Relations (CFR) กล่าวว่า “ในทางทฤษฎี กลุ่มฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน สามารถปิดช่องแคบบับ เอล-มันเดบได้ ซึ่งแทบจะทำให้ซาอุดีอาระเบียไม่มีเส้นทางส่งออกน้ำมันเลย”
ที่ผ่านมา การโจมตีของฮูตีในทะเลแดงเคยทำให้ปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบลดลงจาก 9.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2023 เหลือเพียง 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2024 แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
โลกมีทางเลือก แต่ต้องแลกด้วยต้นทุน
แม้เรือสามารถอ้อมแหลมกู๊ดโฮปของแอฟริกาใต้ หรือใช้เส้นทางบกบางส่วนที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับกำลังพัฒนาขึ้นได้ แต่ทุกทางเลือกหมายถึงระยะทางที่ยาวขึ้น ใช้เวลาขนส่งมากขึ้น และมีต้นทุนสูงกว่าเดิม
เอ็ดเวิร์ด ฟิชแมน ผู้เชี่ยวชาญจาก Council on Foreign Relations กล่าวว่า แม้จะมีเส้นทางขนส่งทางเลือก แต่ล้วนมีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาก ตัวอย่างเช่น น้ำมันที่ส่งออกจากท่าเรือริมทะเลแดงของซาอุดีอาระเบียไปยังเอเชีย อาจต้องเดินเรือขึ้นเหนือผ่านคลองสุเอซ เข้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนอ้อมทวีปแอฟริกาทั้งทวีปเพื่อเข้าสู่มหาสมุทรอินเดีย
หากการหยุดชะงักเกิดขึ้นพร้อมกันทั้ง “ช่องแคบฮอร์มุซ” และ“ช่องแคบบับ เอล-มันเดบ” เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่คิดเป็น “เกือบ 1 ใน 4” ของปริมาณน้ำมันโลกนี้ อาจได้รับผลกระทบ ซึ่งจะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
อ้างอิง: cfr, aljazeera