โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปัญหาโอละแม่! ประเด็น 'จิรประภามหาเทวี' (2) : จากอัครชายาของลูก สู่เทวีองค์หนึ่งของพ่อ? / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 22 เม.ย. เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2565 เวลา 08.00 น.

ปริศนาโบราณคดี

เพ็ญสุภา สุขคตะ

ปัญหาโอละแม่!

ประเด็น ‘จิรประภามหาเทวี’ (2)

: จากอัครชายาของลูก สู่เทวีองค์หนึ่งของพ่อ?

ยังเหลือโจทย์อีก 6 ข้อที่ต้องมาไขปริศนากันต่อเกี่ยวกับ “พระนางจิรประภามหาเทวี” ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยดำรงตำแหน่งเป็นกษัตรีย์ศรีล้านนาอยู่ในช่วงสั้นๆ แบบ “ขัดตาทัพ” นั่นคือระหว่างเดือน 9 ปี พ.ศ.2088 ถึงเดือน 3 ปี 2089 รวมเวลา 7 เดือน

โดยดิฉันจะตัด 3 ประเด็นที่เฉลยตั้งแต่คราวก่อนทิ้งไป ก็จะเหลือโจทย์ 6 ข้อดังนี้

หนึ่ง พระนางเป็นพระมเหสีของ “พระเมืองเกษเกล้า” จริงหรือไม่

สอง พระนางเป็นพระราชมารดาของ “ท้าวซายคำ” “ท้าวจอมเมือง” และ “นางยอดคำ” จริงหรือไม่

สาม พระนางเป็น “แม่ยายของพระเจ้าโพธิสาลราช” และเป็น “ยายของพระไชยเชษฐาธิราช” จริงหรือไม่

หากข้อแรกได้คำตอบว่าไม่ใช่ ข้อสองกับข้อสามก็ไม่ต้องเสียเวลามาสาธยายอะไรให้เสียเวลาเปล่า และหากข้อสามไม่ใช่ มันก็น่าจะโยงไปถึงข้อ 4-6 ซึ่งพ่วงต่อกันเป็นโดมิโนอีกด้วย นั่นคือ

สี่ พระนางเป็นคนดึงเอาพระไชยเชษฐา หลานยายมานั่งเมืองเชียงใหม่ 2 ปี

ห้า พระนางติดตามพระไชยเชษฐาไปหลวงพระบางด้วย พร้อมย้ายพระคู่บ้านคู่เมือง จนถูกกล่าวหาว่าพระนางคือ “มหาเทวีผู้ทิ้งเมืองเชียงใหม่”?

หก พระนางจำลองเอารูปแบบเจดีย์ที่วัดโลกโมฬีไปสร้างไว้ที่ทาดน้อยหลวงพระบาง

จากอัครชายาพระเมืองเกษเกล้า

สู่เทวีของพระเมืองแก้วผู้พ่อ

เหตุไรจึงกล่าวว่า พระนางจิรประภามีแนวโน้มว่าน่าจะเป็น “เทวี” ของพระเมืองแก้ว กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 11 ผู้พ่อ มากกว่าที่จะเป็นอัครชายาของพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์ล้านนาลำดับที่ 12 ผู้ลูก

คำอธิบายนี้ ขออนุญาตอ้างอิงเอกสารและบทเสวนาในรายการคลับเฮาส์ของ“อาจารย์ชัยวุฒิ ไชยชนะ” เนื่องจากท่านเป็นนักวิชาการรายแรก ที่ได้ค้นพบข้อมูลประเภทคัมภีร์ใบลานฉบับใหม่ๆ ตามวัดร้างโบราณ และเป็นคนแรกที่ตั้งคำถามให้นักวิชาการในแวดวงประวัติศาสตร์ล้านนาทบทวน ว่าตกลงแล้วพระนางจิรประภาคือใคร? หลังจากที่ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ตีความหลักฐานค้นพบใหม่อย่างละเอียด

เอกสารชิ้นแรกที่อาจารย์ชัยวุฒินำเสนอก็คือ“ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับวัดร้างแห่งหนึ่งของเวียงฮอด” โดยพ่อหนานอายุกว่า 80-90 ปี ชาวจอมทองคนหนึ่งนำมาให้อาจารย์ชัยวุฒิดู เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นราว 4-5 ปีที่แล้ว ตอนอาจารย์ลงพื้นที่เก็บข้อมูลแถววัดพระธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

ข้อความหลักๆ โดยทั่วไปค่อนข้างคล้ายคลึงกับเนื้อหาในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับที่ปริวรรตโดย ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี หรือโดย ศ.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว แต่ที่น่าแปลกก็คือ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับฮอด-จอมทองนี้ มีเนื้อหาที่พรรณนาถึงเหตุการณ์ในช่วงปลายราชวงศ์ล้านนาละเอียดมากกว่าฉบับอื่น

นั่นคือ มีการระบุปีสวรรคตของพระมหาเทวีจิรประภาด้วย (ซึ่งฉบับอื่นไม่เคยมี) ว่าตรงกับปีระวายสะง้า จ.ศ.908 เทียบเป็นพุทธศักราชได้ 2089 อันเป็นตัวเลขที่สำคัญ

ตามที่เราทราบกันดีว่า พระนางจิรประภาครองเชียงใหม่จนถึงเดือน 3 ของปี 2089 เดือน 3 เหนือ หมายถึงเดือนอ้ายภาคกลาง คือราวๆ ธันวาคมย่างมกราคม

แสดงว่าหลังจากที่พระนางพ้นบัลลังก์ได้ไม่นานก็สวรรคต ถ้าเช่นนั้นพระนางจะตามหลานยาย พระไชยเชษฐาไปหลวงพระบางได้อย่างไรกัน จะบงการให้ขนเอาพระแก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ พระแก้วขาว พระแทรกคำ ไปไว้ที่หลวงพระบาง คงไม่ได้แล้วกระมัง รวมทั้งยังจะไปสร้างเจดีย์ทาดน้อยที่หลวงพระบางได้อีกล่ะหรือ?

ในเมื่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้ร่วมงานฉลองการครองราชย์ของพระไชยเชษฐาด้วยซ้ำ

เอกสารชิ้นนี้ระบุว่า พระนางจิรประภาได้รับการสถาปนาให้เป็น “เทวี” เมื่ออายุได้ 42 ปี และกินตำแหน่งนี้ในช่วงระยะเวลา 12 ปี จึงสิ้นพระชนม์ ก็เท่ากับว่าพระนางสวรรคตตอนมีอายุ 64 ปี

อ้าว! ผู้หญิงวัย 63-64 อายุมากแล้ว ยังจะไปฉลองพระองค์ในชุด “กล่องนม” ใช้เสน่ห์เย้ายวนอะไร สมเด็จพระไชยราชาอีกได้ไฉน?

เรื่องการนั่งเมืองเชียงใหม่แบบขัดตาทัพของพระนางจิรประภา 1 ปีสุดท้ายก่อนเสียชีวิตตอนอายุมากนี้ สอดคล้องกับเอกสาร “กฎหมายมังรายศาสตร์” ที่ระบุถึงลำดับรัชกาลของราชวงศ์มังราย โดยเอกสารมังรายศาสตร์เขียนว่า หลังจากที่พระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์แล้ว เทวีคนที่นั่งเมืองต่อมาก่อนที่เจ้าชายจากล้านช้างจะมาครองบัลลังก์นั้นมีลักษณะ“ทาตะ”

ทาตะ เป็นภาษาบาลี แปลว่า ผมหงอก

อาจารย์ชัยวุฒิลองบวกลบคูณหารตัวเลขดู ยึดเอาปี 2089 ตอนจิรประภาเสียชีวิตเป็นตัวตั้ง เมื่ออายุ 64 ลบ 12 ออกไป ให้ได้ศักราชตอนที่พระนางมีอายุ 42 ปี ตามที่เอกสารระบุว่านางได้รับการสถาปนาให้เป็น “เทวี” ก็จะตรงกับ พ.ศ.2067 อันเป็นปีที่ “พระเมืองแก้ว” (พระราชบิดาของพระเมืองเกษเกล้า) มีอายุ 43 ปี (พระเมืองแก้วแก่กว่าพระนางจิรประภา 1 ปี) ปีนั้นพระเมืองแก้วกำลังกระทำพิธีราชาภิเษกอีกเป็นครั้งที่ 3 พอดี ซึ่งเรียกว่าพิธีอินทราภิเษก

ทำไมพระเมืองแก้วต้องทำพิธีราชาภิเษกถึง 3 ครั้ง เมื่อสอบถามอาจารย์ชัยวุฒิได้คำตอบว่า เดิมนั้นกษัตริย์ล้านนาทำพิธีราชาภิเษกเพียง 2 ครั้ง

ครั้งแรก ขึ้นนั่งแท่นแก้วรับเป็นพระญาปกครองบ้านเมือง

ครั้งที่สอง ไปกราบพระธาตุหริภุญไชย รับเป็น “มหาราช” และโดยมากมักปกครองร่วมกับพระราชชนนีหม้ายหลังจากพระราชสวามีสิ้นพระชนม์ พระราชชนนีจะถูกเรียกว่า “พระมหาเทวี”

เป็นระบบการปกครองคู่แบบ “มหาราช-มหาเทวี” หรือลูกชายกับแม่

การทำพิธีราชาภิเษก 3 ครั้ง เพิ่งจะมีขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมา พระองค์หลงเชื่อหมอไสยศาสตร์ชาวพุกามชื่อ “มังหลุงหลว้าง” ที่ฝ่ายอยุธยาส่งมาป่วนราชสำนักล้านนา หมอพม่าแนะนำพระเจ้าติโลกราชว่าหากต้องการยิ่งใหญ่เหนือพระบรมไตรโลกนาถ จักต้องทำพิธีราชาภิเษกอีกเป็นครั้งที่สาม เพื่อประกาศความเป็นจักรพรรดิราช

ธรรมเนียมนี้กระทำกันแค่ 2 รัชกาล คือแค่พระเจ้าติโลกราช กับพระเมืองแก้วอีกองค์หนึ่ง (ตอนแรกพระยอดเชียงรายก็คงอยากดำเนินรอยตามเสด็จปู่ด้วยเช่นกัน ทว่า กระทำได้แค่ 2 ครั้ง ก็ถูกยึดอำนาจเนรเทศส่งไปอยู่เมืองปายเสียก่อน)

สรุปได้ว่า ปี 2067 ขณะที่พระเมืองแก้วกระทำการสถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็น “พระจักรพรรดิราช” ตามรอยเสด็จทวดติโลกราช ในปีเดียวกันนั้นเอง สอดคล้องกับศักราชที่อาจารย์ชัยวุฒิคำนวณว่า พระนางจิรประภาก็ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น “เทวี” เช่นเดียวกัน

ดั่งนี้แล้ว พระนางจิรประภาจะอยู่ในฐานะอัครชายาของพระเมืองเกษเกล้าคงไม่ได้แล้ว ด้วยเหตุที่ขณะนั้น พระนางได้รับการสถาปนาให้เป็นเทวี เป็นเทวีของใครหรือ ในเมื่อปีนั้นพระเมืองเกษเกล้ายังไม่ได้ครองราชสมบัติ

หากเรามองแบบให้สมเหตุสมผลว่าพระนางจิรประภามีอายุอ่อนกว่าพระเมืองแก้วเพียงปีเดียว ในขณะที่พระนางแก่กว่าพระเมืองเกษเกล้าถึง 13 ปี ยิ่งคนสมัยก่อนนิยมแต่งงานกันตั้งแต่อายุน้อยๆ ไม่ถึง 20 ปี จึงยิ่งยากที่จะให้เข้าใจได้ว่า พระนางจิรประภาเป็นชายาของพระเมืองเกษเกล้า

อ้าว! แล้วที่ผ่านๆ มา ใครเป็นคนระบุว่าพระนางคืออัครชายาของพระเมืองเกษเกล้ากันเล่า เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าควรยกผลประโยชน์ให้จำเลย เหตุที่นักวิชาการในอดีตไม่เคยพบหลักฐานว่าพระนางสวรรคตตอนอายุเท่าไหร่กันแน่

หลักฐานที่เราทราบเท่าๆ กันก็คือปี 2088 จู่ๆ นางก็ถูกเชิญให้มานั่งเมืองหลังพระเมืองเกษเกล้าเสียชีวิต ดังนั้น พฤติเหตุแวดล้อมเช่นนี้ย่อมทำให้หลายท่านเชื่อโดยสนิทใจว่าพระนาง “น่าจะเป็น” พระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้ากระมัง?

เอาล่ะ! ในเมื่อจิรประภาไม่ใช่อัครชายาของลูกเสียแล้ว แต่มีสถานะเป็น “เทวี” องค์หนึ่งของพ่อ ก็มาสู่คำถามที่ว่า หรือดีไม่ดีพระนางอาจเป็นพระราชมารดาของพระเมืองเกษเกล้า?

เด็กสาวอายุ 13 นี่ พอจะเป็นแม่คนได้บ้างไหม? อันที่จริง พระราชชายา เจ้าดารารัศมี เองก็ถูกราชสำนักล้านนาถวายตัวให้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ตั้งแต่อายุ 13 ขวบเช่นกัน

อันที่จริงพระเมืองแก้วอายุมากกว่าพระนางจิรประภาแค่เพียงปีเดียว ก็ย่อมแสดงว่าพระเมืองแก้วเป็นพ่อคนตอนอายุแค่ 14-15 เท่านั้น ดิฉันถามอาจารย์ชัยวุฒิว่าในเมื่อพ่อก็ยังเด็กแค่ 14 แล้วทำไมแม่จะเป็นเด็กสาวอายุแค่ 13 บ้างไม่ได้?

อาจารย์ชัยวุฒิบอกว่า เมื่อพิจารณาถึงบริบทเหตุการณ์ ประกอบกับข้อมูลจากเอกสารต่างๆ อย่างถี่ถ้วนแล้ว พบว่าพระนางจิรประภาแม้จะเป็นเทวีองค์หนึ่งของพระเมืองแก้วก็จริง ทว่า ยังมิใช่พระราชมารดาของพระเมืองเกษเกล้าอยู่นั่นเอง

เป็น “กุ้ยเฟย” มิใช่ “ฮองเฮา”

เห็นได้ว่า ตำนานไม่ได้เรียกพระนางจิรประภาสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นชายาองค์หนึ่งของพระเมืองแก้ว ว่าเป็น “พระราชเทวี” หรือ “อัครเทวี” แต่เรียกว่า “เทวี” เฉยๆ แสดงว่าพระเมืองแก้วย่อมมี “มเหสีหลัก” เป็นใครอีกคนหนึ่ง และสตรีผู้นั้นก็ควรจะเป็นแม่ของพระเมืองเกษเกล้านั่นเอง

ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ระบุว่าปี จ.ศ.896 หรือ พ.ศ.2077 มหาเทวีอโนชา ผู้เป็นพระราชมารดาของพระเมืองเกษเกล้าสิ้นพระชนม์ เห็นได้ว่าศักราชการเสียชีวิตของพระมเหสีเอกของพระเมืองแก้วพระองค์นี้ เกิดขึ้นก่อนการที่พระมหาเทวีจิรประภาจะได้นั่งเมืองเชียงใหม่ ในปี 2088

ดังนั้น ตัดประเด็นที่ว่าจิรประภาเป็นแม่พระเมืองเกษเกล้าทิ้งไปได้เลย

มหาเทวีผู้เป็นแม่ของพระเมืองเกษเกล้า เรายังไม่พบหลักฐานว่ามีนามจริงอะไร เพราะคำว่า “อโนชาเทวี” เป็นตำแหน่งของอัครมเหสี

นอกจากพระเมืองแก้วจะมี “มหาเทวีอโนชา” เป็นอัครมเหสี (หรือ “ฮองเฮา” ในราชสำนักจีน) และมี “จิรประภาเทวี” (สถานะ “กุ้ยเฟย”) เป็นชายารองอีกองค์แล้ว ยังพบว่าพระเมืองแก้วมีชายาอีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญและมีสีสันไม่แพ้จิรประภาอีกด้วย นางชื่ออะไรนั้นขออุบไว้ก่อนในตอนนี้ เนื่องจากยังไม่จบประเด็นของจิรประภา

ฉบับหน้า เราจะมาเฉลยว่า “ใครคือมหาเทวีผู้ทิ้งเมืองเชียงใหม่” กันแน่ ตกลงแล้วมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงๆ หรือ? ฤๅทั้งหมดเกิดจากการอ่านและแปลเอกสารอักษรธัมม์ล้านนาจากต้นฉบับผิดพลาด จนทำให้เกิดเหตุการณ์โอละแม่

ลากจิรประภาเสียยาว จากคนที่ตายไปแล้ว ยังปลุกให้มาทิ้งเมืองเชียงใหม่ แถมหอบพระคู่บ้านเมืองหนีไปไกลสุดหล้าฟ้าหลวงพระบางโน่นเทียว •

https://www.matichonweekly.com/column/article_585859

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัญหาโอละแม่! ประเด็น ‘จิรประภามหาเทวี’ (2) : จากอัครชายาของลูก สู่เทวีองค์หนึ่งของพ่อ? / ปริศนาโบราณคดี : เพ็ญสุภา สุขคตะ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...