เบอร์ 9 ต้องสาป รวมดาวดับแห่งเดอะ บริดจ์
อาจไม่มีใครต้องการสวมเสื้อหมายเลข 9 ของเชลซีอีก ภายหลัง โรเมลู ลูกากู กลายเป็นกองหน้าคนล่าสุดที่โดนคำสาปจนล้มเหลวกับการค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์
ศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยม ได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งตอนย้ายจากอินเตอร์ มิลาน มาด้วยสถิติสโมสร 97.5 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ก่อน
อย่างไรก็ดี เหมือนคนก่อนหน้าที่สวมหมายเลข 9 ลงสนาม เขาล้มเหลวทำผลงานไม่เป็นไปตามที่หวัง จากการยิง 15 ประตูรวม 44 นัดทุกรายการที่ลงสนาม
"บิ๊กตู้" ตัดสินใจตบเท้าออกจากเดอะ บริจด์ พร้อมย้ายกลับไป "เนรัซซูรี่" ด้วยสัญญายืมตัวมูลค่า 7 ล้านปอนด์ ทว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขการย้ายแบบถาวร
นั่นทำให้ โธมัส ทูเคิ่ล ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่าในฤดูกาลนี้ ไม่มีลูกทีมของเขาคนไหนที่จะสวมเสื้อหมายเลข 9 ลงสนามล่าตาข่าย ก็ไม่รู้ว่าเป็นการรอชายหนุ่มอย่าง "บิ๊กตู้" กลับมาในปีหน้า หรือกำลังอยู่ในช่วงแห่งการมองหาดาวยิงค่าตัวแพงรายใหม่กันแน่
ต่อไปนี้คือเจ้าของเสื้อหมายเลข 9 ที่ต้องคำสาประหว่างการลงสนามให้กับ "สิงห์บลูส์" แม้หลายต่อหลายคนได้รับการยกย่องว่าเป็น "ระดับโลก" ก็ตามที
คริส ซัตตัน (1999-2000)
เมื่อปี 1999 ซัตตัน ย้ายจากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มาอยู่ที่เวสต์ลอนดอน ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากในตอนนั้น
เขาสร้างชื่อขึ้นมากับนอริช ซิตี้ ก่อนไปคว้าแชมป์กับ "กุหลาบไฟ" ดังนั้นเขาไม่ใช่กองหน้าไก่กาที่ไหนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี เขาประสบปัญหาในการรับมือความกดดันจากค่าตัว รวมถึงสไตล์การเล่นที่ไม่เข้ากับทีม ยิงไปแค่ 3 ประตูจาก 39 เกมที่ลงสนาม ซึ่งเป็นประตูในพรีเมียร์ลีก แค่ลูกเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่า ผลงานแบบนี้ก็อยู่ไม่ได้ ซัตตัน โดนขายไปให้ กลาสโกว เซลติก ด้วยราคา 6 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ถัดมา ก่อนที่จะสามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง
ระหว่างการค้าแข้งให้ "ม้าลายเขียว-ขาว" ยาวนาน 6 ปี ดาวยิงร่างใหญ่ ลงสนามทั้งหมด 199 นัด พร้อมทำไป 86 ประตู
มาเตย่า เคซมัน (2004-2005)
นั่นคือปีที่เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรก แต่มันก็ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่นของดาวยิงเซิร์บ
นั่นคือความจริง เคซมัน ก้าวเข้ามาทดแทนช่องว่างขนาดใหญ่ที่ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ทิ้งเอาไว้ ตอนที่เขาย้ายมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์
ศูนย์หน้าทีมชาติเซอร์เบีย ย้ายมาพร้อมกับผลงานสุดยอด ตลอดเวลา 4 ปีในลีกแดนกังหัน เขาฉีกบรรดากองหลังเป็นริ้วๆแบบง่ายดาย
เบ็ดเสร็จ เคซมัน กระซวกตาข่ายไปถึง 129 ลูกจาก 176 เกมที่ลงสนามให้พีเอสวี แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้นเมื่อย้ายมาพรีเมียร์ลีก
หลังยิงไปแค่ 4 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 25 นัด หรือรวม 41 เกมกับอีก 7 ประตูทุกรายการ เขาโดนขายไปให้ แอตเลติโก มาดริด แบบขาดทุน 5.3 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนถัดมา
คาลิด บูลาห์รูซ (2006-2007)
บางที เชลซี อาจพยายามทำลายคำสาปหมายเลข 9 ในเวลานี้ หรือไม่ก็คงพยายามที่จะผ่อนคลายความกดดันออกไปจากเหล่ากองหน้าค่าตัวแพงที่พวกเขาต้องการซื้อมาร่วมทีม
ในปี 2006 พวกเขามอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ บูลาห์รูซ กองหลังชาวฮอลแลนด์ หลังย้ายมาจาก ฮัมบวร์ก ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์
เจ้าของฉายา "เดอะ คานนิบาล" ไม่สามารถแย่งตำแหน่งของ จอห์น เทอร์รี่ และริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น อาการบาดเจ็บต่อเนื่องก็ไม่ได้ส่งผลดีให้กับเขาในการใช้ชีวิตที่ลอนดอน ท้ายสุดแล้ว บูลาห์รูซ ลงเล่นไปแค่ 20 นัดเท่านั้น ก่อนโดนส่งไปให้ เซบีญ่า ยืมตัวในเวลาต่อมา
แน่นอนว่า วันเวลาของเขาในสแตมฟอร์ด บริดจ์ หมดลงแล้ว ในปี 2008 เขาโดนขายกลับไปบุนเดสลีกา โดยมี วีเอฟบี สตุ๊ตการ์ท รับเซ้งนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ด้วยค่าตัวราว 4 ล้านปอนด์
สตีฟ ซิดเวลล์ (2007-2008)
อดีตเยาวชนของอาร์เซน่อล เป็นการเซ็นสัญญาที่ค่อนข้างประหลาดของ "สิงห์บลูส์"
ภายหลังทำผลงานโดดเด่นน่าประทับใจกับเร้ดดิ้งนาน 4 ปี เขาก็โดน โจเซ่ มูรินโญ่ ฉกมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว
ไมเคิ่ล เอสเซียง และแฟร้งค์ แลมพาร์ด คือสองคู่กองกลางที่ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ใช้งานในตอนนั้น หมายความว่า ซิดเวลล์ ได้ลงเล่นไปแค่ 25 เกมก่อนโดนขายไปให้แอสตัน วิลล่า ที่ราคา 5 ล้านปอนด์ แม้ทีมอย่าง เอฟเวอร์ตันและมิดเดิ้ลสโบรช์ ก็สนใจเช่นกัน
การย้ายทีมแบบรวดเร็วของซิดเวลล์ ทำให้ตอนนี้ เบอร์ 9 กลับมารอเจ้าของคนใหม่อีกครั้งแล้ว
ฟรังโก้ ดิ ซานโต้ (2008-2009)
เป็นดาวรุ่งอาร์เจนไตน์อย่าง ดิ ซานโต้ ที่ได้เสื้อตัวนี้ไปครองภายหลังจากที่ซิดเวลล์ ย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ไป
กองหน้าร่างโย่ง ย้ายมาจากทีมเยาวชนของ ออแด็กซ์ อิตาเลียโน่ ในประเทศชิลี ตั้งแต่ปี 2007 โดยเขาทำผลงานโดดเด่นให้กับทีมสำรองในปีแรก ซัดไป 12 ประตูจาก 8 เกมที่ลงสนาม
อย่างไรก็ดี เมื่อได้โอกาสเลื่อนมาเล่นในทีมชุดใหญ่ในปีถัดมา ดิ ซานโต้ ยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวจากการลงสนามทั้งหมด 8 นัดในพรีเมียร์ลีก (ตัวสำรองทั้งหมด) หรือรวมแล้วลงเล่น 16 นัด ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะยิงได้ ก่อนมาพังประตูได้ตอนปรีซีซั่นในฤดูกาล 2009-2010 ซึ่งต่อมาก็โดนส่งไปให้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ใช้งานในรูปแบบของการยืมตัว
สุดท้าย เส้นทางของเขากับทีมแห่งลอนดอน ก็จบลง และเป็นวีแกน แอธเลติก รับอาสานำตัวไปปลุกปั้นด้วยการจ่ายเงิน 2 ล้านปอนด์ให้เชลซี ในปี 2010
เฟร์นานโด ตอร์เรส (2011-2015)
แฟนๆ เชลซี อาจจะเถียงว่า ประตูยิงใส่ บาร์เซโลน่า ที่คัมป์ นู ซึ่งพาทีมผ่านเข้าไปเล่นเกมชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2012 นั้น คุ้มค่าราคา 50 ล้านปอนด์ ที่จ่ายให้ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว
ค่าตัวดังกล่าวเป็นการทำลายสถิตินักเตะแพงที่สุดบนเกาะอังกฤษ เวลานั้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังแพงสุดอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังด้วย
แต่จากหลากหลายเหตุผล "เอล นินโญ่" ก็ไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยกับการสวมเสื้อของ "สิงห์บลูส์" สักเท่าไหร่
ไม่ใช่ว่าเพราะการลงสนามในพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน เพราะตลอดเวลาเกือบ 4 ปีในถิ่นแอนฟิลด์ เขาซัดไปถึง 81 ประตูจาก 142 นัดที่ลงสนามรวมทุกรายการ
แม้สุดท้าย ดาวยิงแก้มแดง ตอบแทนค่าตัวของเขาจากการยิง 45 ประตูระหว่างลงเล่น 172 เกมให้กับเชลซี แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานของ "เอล นินโญ่" รวมถึงไม่ตรงกับความคาดหวังของแฟนๆด้วย
ดาวยิงทีมชาติสเปน โดนส่งไปให้ เอซี มิลาน ยืมตัวในปี 2014 และกลับไปแอตเลติโก มาดริด แบบชั่วคราว ในปี 2015-2016 ก่อนย้ายกลับไปอยู่กับ "ตราหมี" แบบถาวรในปี 2016 ด้วยสัญญา 1 ปีแบบไม่มีค่าตัว
ราดาเมล ฟัลเกา (2015-2016)
ภายหลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่าระหว่างการยืมตัวที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ลงเล่น 29 นัด ทำไป 4 ประตู) เชลซี ทราบดีว่าพวกเขากำลังเสี่ยงในการขอยืมตัวหัวหอกโคลอมเบีย มาจากอาแอส โมนาโก
ในเวลานั้น "สิงห์ไฮโซ" ทำสัญญายืมตัว 1 ปี ราคา 4 ล้านปอนด์ พ่วงออปชั่นซื้อสุดแพง 38 ล้านปอนด์ หรือราว 50 ล้านยูโร
ศูนย์หน้าตีนคมคือระดับซุปตาร์ในวงการฟุตบอล และถล่มประตูมากมายตอนค้าแข้งในลีก เอิง ฝรั่งเศส และลา ลีกา สเปน หรือแม้แต่ในไพรเมร่า ลีกา โปรตุกีส ก่อนหน้า แต่ดูเหมือนในพรีเมียร์ลีก จะไม่ใช่เวทีของเขา
ปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และความเร็วของเกมลูกหนังอังกฤษ ทำให้เขาลงเล่นไปแค่ 12 นัดเท่านั้น แต่ยังดีที่ยิงได้ 1 ลูก ตอบแทนค่ายืม 4 ล้านปอนด์ไปแบบแพงๆ
อัลบาโร่ โมราต้า (2017-2019)
อีกหนึ่งดาวเตะค่าตัวแพงคือ โมราต้า ดาวยิงชาวสแปนิช ที่ย้ายจากเรอัล มาดริด มาอยู่กับเชลซี ด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านปอนด์
แฟนๆ ต่างคาดหวังในตัวของโมราต้า เป็นอย่างมาก โดยเขายิงไป 15 ประตูในฤดูกาลแรกที่ลงสนาม แต่เหมือนว่าไม่เป็นไปตามเป้า
โมราต้า ถึงขนาดพยายามเปลี่ยนไปใส่เบอร์ 29 ลงสนาม แต่สิ่งต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงในฤดูกาลที่สองกับสโมสร ซึ่งเขาซัดไปเพียง 5 ประตูในพรีเมียร์ลีก
แน่นอนว่าผลงานดังกล่าวไม่เป็นที่น่าประทับใจ รวมถึงการที่โมราต้า ปรับตัวในลอนดอนไม่ได้ ทำให้โดนส่งไป แอตเลติโก มาดริด แบบยืมตัวนาน 18 เดือน เมื่อ ม.ค.2019 ก่อนย้ายแบบถาวรด้วยราคา 58 ล้านปอนด์
กอนซาโล่ อิกวาอิน (2019)
เป็นการเซ็นสัญญาในฝันของเมาริซิโอ ซาร์รี่ นี่คือกองหน้าที่เขามีคู่มือพร้อมสั่งให้เดินหน้ายิงใส้แตกระหว่างคุมทีมนาโปลี พร้อมความสำเร็จมากมาย
แต่หัวหอกอาร์เจนไตน์ ซึ่งยิงไป 91 ประตูจาก 146 นัดในเนเปิ้ลส์ กลับประสบปัญหาต้องดิ้นรนอย่างหนักในอังกฤษ
ความหวั่นวิตกเรื่องสภาพความฟิต สภาพร่างกาย และความเร็วก่อนจะย้ายมาพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความจริง
แม้ยิงไป 2 ประตูในเกมที่ 3 ของตัวเองใส่ฮัดเดอร์สฟิลด์ แต่เขาก็ไม่สามารถเรียกผลงานร้อนแรงสมัยค้าแข้งในกัลโช่ เซเรีย อา กลับมาได้อีกเลย
ตลอดเวลา 6 เดือน เขาลงสนามไป 19 นัดพร้อมทำ 5 ประตู หลังเขาต้องเก็บข้าวของกลับยูเวนตุส เนื่องจาก เชลซี ไม่ขอต่อเวลายืมตัว ซึ่งที่ตูรินนี่เอง บอสของเขาก็คือสิงห์อมควันนาม ซาร์รี่ อีกครั้ง