โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบอร์ 9 ต้องสาป รวมดาวดับแห่งเดอะ บริดจ์

Soccersuck

เผยแพร่ 18 ส.ค. 2565 เวลา 09.52 น. • Soccersuck

อาจไม่มีใครต้องการสวมเสื้อหมายเลข 9 ของเชลซีอีก ภายหลัง โรเมลู ลูกากู กลายเป็นกองหน้าคนล่าสุดที่โดนคำสาปจนล้มเหลวกับการค้าแข้งในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

ศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยม ได้รับการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคั่งตอนย้ายจากอินเตอร์ มิลาน มาด้วยสถิติสโมสร 97.5 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ก่อน
อย่างไรก็ดี เหมือนคนก่อนหน้าที่สวมหมายเลข 9 ลงสนาม เขาล้มเหลวทำผลงานไม่เป็นไปตามที่หวัง จากการยิง 15 ประตูรวม 44 นัดทุกรายการที่ลงสนาม
"บิ๊กตู้" ตัดสินใจตบเท้าออกจากเดอะ บริจด์ พร้อมย้ายกลับไป "เนรัซซูรี่" ด้วยสัญญายืมตัวมูลค่า 7 ล้านปอนด์ ทว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขการย้ายแบบถาวร
นั่นทำให้ โธมัส ทูเคิ่ล ประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่าในฤดูกาลนี้ ไม่มีลูกทีมของเขาคนไหนที่จะสวมเสื้อหมายเลข 9 ลงสนามล่าตาข่าย ก็ไม่รู้ว่าเป็นการรอชายหนุ่มอย่าง "บิ๊กตู้" กลับมาในปีหน้า หรือกำลังอยู่ในช่วงแห่งการมองหาดาวยิงค่าตัวแพงรายใหม่กันแน่
ต่อไปนี้คือเจ้าของเสื้อหมายเลข 9 ที่ต้องคำสาประหว่างการลงสนามให้กับ "สิงห์บลูส์" แม้หลายต่อหลายคนได้รับการยกย่องว่าเป็น "ระดับโลก" ก็ตามที

คริส ซัตตัน (1999-2000)
เมื่อปี 1999 ซัตตัน ย้ายจากแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มาอยู่ที่เวสต์ลอนดอน ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากในตอนนั้น
เขาสร้างชื่อขึ้นมากับนอริช ซิตี้ ก่อนไปคว้าแชมป์กับ "กุหลาบไฟ" ดังนั้นเขาไม่ใช่กองหน้าไก่กาที่ไหนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี เขาประสบปัญหาในการรับมือความกดดันจากค่าตัว รวมถึงสไตล์การเล่นที่ไม่เข้ากับทีม ยิงไปแค่ 3 ประตูจาก 39 เกมที่ลงสนาม ซึ่งเป็นประตูในพรีเมียร์ลีก แค่ลูกเดียวเท่านั้น
แน่นอนว่า ผลงานแบบนี้ก็อยู่ไม่ได้ ซัตตัน โดนขายไปให้ กลาสโกว เซลติก ด้วยราคา 6 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ถัดมา ก่อนที่จะสามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง
ระหว่างการค้าแข้งให้ "ม้าลายเขียว-ขาว" ยาวนาน 6 ปี ดาวยิงร่างใหญ่ ลงสนามทั้งหมด 199 นัด พร้อมทำไป 86 ประตู

มาเตย่า เคซมัน (2004-2005)
นั่นคือปีที่เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนแรก แต่มันก็ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่นของดาวยิงเซิร์บ
นั่นคือความจริง เคซมัน ก้าวเข้ามาทดแทนช่องว่างขนาดใหญ่ที่ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ทิ้งเอาไว้ ตอนที่เขาย้ายมาจากพีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์
ศูนย์หน้าทีมชาติเซอร์เบีย ย้ายมาพร้อมกับผลงานสุดยอด ตลอดเวลา 4 ปีในลีกแดนกังหัน เขาฉีกบรรดากองหลังเป็นริ้วๆแบบง่ายดาย
เบ็ดเสร็จ เคซมัน กระซวกตาข่ายไปถึง 129 ลูกจาก 176 เกมที่ลงสนามให้พีเอสวี แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกิดขึ้นเมื่อย้ายมาพรีเมียร์ลีก
หลังยิงไปแค่ 4 ประตูในพรีเมียร์ลีกจากการลงสนาม 25 นัด หรือรวม 41 เกมกับอีก 7 ประตูทุกรายการ เขาโดนขายไปให้ แอตเลติโก มาดริด แบบขาดทุน 5.3 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนถัดมา

คาลิด บูลาห์รูซ (2006-2007)
บางที เชลซี อาจพยายามทำลายคำสาปหมายเลข 9 ในเวลานี้ หรือไม่ก็คงพยายามที่จะผ่อนคลายความกดดันออกไปจากเหล่ากองหน้าค่าตัวแพงที่พวกเขาต้องการซื้อมาร่วมทีม
ในปี 2006 พวกเขามอบเสื้อหมายเลข 9 ให้กับ บูลาห์รูซ กองหลังชาวฮอลแลนด์ หลังย้ายมาจาก ฮัมบวร์ก ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์
เจ้าของฉายา "เดอะ คานนิบาล" ไม่สามารถแย่งตำแหน่งของ จอห์น เทอร์รี่ และริคาร์โด้ คาร์วัลโญ่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น อาการบาดเจ็บต่อเนื่องก็ไม่ได้ส่งผลดีให้กับเขาในการใช้ชีวิตที่ลอนดอน ท้ายสุดแล้ว บูลาห์รูซ ลงเล่นไปแค่ 20 นัดเท่านั้น ก่อนโดนส่งไปให้ เซบีญ่า ยืมตัวในเวลาต่อมา
แน่นอนว่า วันเวลาของเขาในสแตมฟอร์ด บริดจ์ หมดลงแล้ว ในปี 2008 เขาโดนขายกลับไปบุนเดสลีกา โดยมี วีเอฟบี สตุ๊ตการ์ท รับเซ้งนักเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ด้วยค่าตัวราว 4 ล้านปอนด์

สตีฟ ซิดเวลล์ (2007-2008)
อดีตเยาวชนของอาร์เซน่อล เป็นการเซ็นสัญญาที่ค่อนข้างประหลาดของ "สิงห์บลูส์"
ภายหลังทำผลงานโดดเด่นน่าประทับใจกับเร้ดดิ้งนาน 4 ปี เขาก็โดน โจเซ่ มูรินโญ่ ฉกมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว
ไมเคิ่ล เอสเซียง และแฟร้งค์ แลมพาร์ด คือสองคู่กองกลางที่ "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ใช้งานในตอนนั้น หมายความว่า ซิดเวลล์ ได้ลงเล่นไปแค่ 25 เกมก่อนโดนขายไปให้แอสตัน วิลล่า ที่ราคา 5 ล้านปอนด์ แม้ทีมอย่าง เอฟเวอร์ตันและมิดเดิ้ลสโบรช์ ก็สนใจเช่นกัน
การย้ายทีมแบบรวดเร็วของซิดเวลล์ ทำให้ตอนนี้ เบอร์ 9 กลับมารอเจ้าของคนใหม่อีกครั้งแล้ว

ฟรังโก้ ดิ ซานโต้ (2008-2009)
เป็นดาวรุ่งอาร์เจนไตน์อย่าง ดิ ซานโต้ ที่ได้เสื้อตัวนี้ไปครองภายหลังจากที่ซิดเวลล์ ย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ไป
กองหน้าร่างโย่ง ย้ายมาจากทีมเยาวชนของ ออแด็กซ์ อิตาเลียโน่ ในประเทศชิลี ตั้งแต่ปี 2007 โดยเขาทำผลงานโดดเด่นให้กับทีมสำรองในปีแรก ซัดไป 12 ประตูจาก 8 เกมที่ลงสนาม
อย่างไรก็ดี เมื่อได้โอกาสเลื่อนมาเล่นในทีมชุดใหญ่ในปีถัดมา ดิ ซานโต้ ยิงไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวจากการลงสนามทั้งหมด 8 นัดในพรีเมียร์ลีก (ตัวสำรองทั้งหมด) หรือรวมแล้วลงเล่น 16 นัด ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะยิงได้ ก่อนมาพังประตูได้ตอนปรีซีซั่นในฤดูกาล 2009-2010 ซึ่งต่อมาก็โดนส่งไปให้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ใช้งานในรูปแบบของการยืมตัว
สุดท้าย เส้นทางของเขากับทีมแห่งลอนดอน ก็จบลง และเป็นวีแกน แอธเลติก รับอาสานำตัวไปปลุกปั้นด้วยการจ่ายเงิน 2 ล้านปอนด์ให้เชลซี ในปี 2010

เฟร์นานโด ตอร์เรส (2011-2015)
แฟนๆ เชลซี อาจจะเถียงว่า ประตูยิงใส่ บาร์เซโลน่า ที่คัมป์ นู ซึ่งพาทีมผ่านเข้าไปเล่นเกมชิงชนะเลิศ แชมเปี้ยนส์ ลีกปี 2012 นั้น คุ้มค่าราคา 50 ล้านปอนด์ ที่จ่ายให้ลิเวอร์พูล ไปเรียบร้อยแล้ว
ค่าตัวดังกล่าวเป็นการทำลายสถิตินักเตะแพงที่สุดบนเกาะอังกฤษ เวลานั้น ไม่เพียงเท่านั้น ยังแพงสุดอันดับ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังด้วย
แต่จากหลากหลายเหตุผล "เอล นินโญ่" ก็ไม่ได้เข้าร่องเข้ารอยกับการสวมเสื้อของ "สิงห์บลูส์" สักเท่าไหร่
ไม่ใช่ว่าเพราะการลงสนามในพรีเมียร์ลีกอย่างแน่นอน เพราะตลอดเวลาเกือบ 4 ปีในถิ่นแอนฟิลด์ เขาซัดไปถึง 81 ประตูจาก 142 นัดที่ลงสนามรวมทุกรายการ
แม้สุดท้าย ดาวยิงแก้มแดง ตอบแทนค่าตัวของเขาจากการยิง 45 ประตูระหว่างลงเล่น 172 เกมให้กับเชลซี แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานของ "เอล นินโญ่" รวมถึงไม่ตรงกับความคาดหวังของแฟนๆด้วย
ดาวยิงทีมชาติสเปน โดนส่งไปให้ เอซี มิลาน ยืมตัวในปี 2014 และกลับไปแอตเลติโก มาดริด แบบชั่วคราว ในปี 2015-2016 ก่อนย้ายกลับไปอยู่กับ "ตราหมี" แบบถาวรในปี 2016 ด้วยสัญญา 1 ปีแบบไม่มีค่าตัว

ราดาเมล ฟัลเกา (2015-2016)
ภายหลังจากล้มเหลวไม่เป็นท่าระหว่างการยืมตัวที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ลงเล่น 29 นัด ทำไป 4 ประตู) เชลซี ทราบดีว่าพวกเขากำลังเสี่ยงในการขอยืมตัวหัวหอกโคลอมเบีย มาจากอาแอส โมนาโก
ในเวลานั้น "สิงห์ไฮโซ" ทำสัญญายืมตัว 1 ปี ราคา 4 ล้านปอนด์ พ่วงออปชั่นซื้อสุดแพง 38 ล้านปอนด์ หรือราว 50 ล้านยูโร
ศูนย์หน้าตีนคมคือระดับซุปตาร์ในวงการฟุตบอล และถล่มประตูมากมายตอนค้าแข้งในลีก เอิง ฝรั่งเศส และลา ลีกา สเปน หรือแม้แต่ในไพรเมร่า ลีกา โปรตุกีส ก่อนหน้า แต่ดูเหมือนในพรีเมียร์ลีก จะไม่ใช่เวทีของเขา
ปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน และความเร็วของเกมลูกหนังอังกฤษ ทำให้เขาลงเล่นไปแค่ 12 นัดเท่านั้น แต่ยังดีที่ยิงได้ 1 ลูก ตอบแทนค่ายืม 4 ล้านปอนด์ไปแบบแพงๆ

อัลบาโร่ โมราต้า (2017-2019)
อีกหนึ่งดาวเตะค่าตัวแพงคือ โมราต้า ดาวยิงชาวสแปนิช ที่ย้ายจากเรอัล มาดริด มาอยู่กับเชลซี ด้วยค่าตัวถึง 60 ล้านปอนด์
แฟนๆ ต่างคาดหวังในตัวของโมราต้า เป็นอย่างมาก โดยเขายิงไป 15 ประตูในฤดูกาลแรกที่ลงสนาม แต่เหมือนว่าไม่เป็นไปตามเป้า
โมราต้า ถึงขนาดพยายามเปลี่ยนไปใส่เบอร์ 29 ลงสนาม แต่สิ่งต่างๆ ยิ่งเลวร้ายลงในฤดูกาลที่สองกับสโมสร ซึ่งเขาซัดไปเพียง 5 ประตูในพรีเมียร์ลีก
แน่นอนว่าผลงานดังกล่าวไม่เป็นที่น่าประทับใจ รวมถึงการที่โมราต้า ปรับตัวในลอนดอนไม่ได้ ทำให้โดนส่งไป แอตเลติโก มาดริด แบบยืมตัวนาน 18 เดือน เมื่อ ม.ค.2019 ก่อนย้ายแบบถาวรด้วยราคา 58 ล้านปอนด์

กอนซาโล่ อิกวาอิน (2019)
เป็นการเซ็นสัญญาในฝันของเมาริซิโอ ซาร์รี่ นี่คือกองหน้าที่เขามีคู่มือพร้อมสั่งให้เดินหน้ายิงใส้แตกระหว่างคุมทีมนาโปลี พร้อมความสำเร็จมากมาย
แต่หัวหอกอาร์เจนไตน์ ซึ่งยิงไป 91 ประตูจาก 146 นัดในเนเปิ้ลส์ กลับประสบปัญหาต้องดิ้นรนอย่างหนักในอังกฤษ
ความหวั่นวิตกเรื่องสภาพความฟิต สภาพร่างกาย และความเร็วก่อนจะย้ายมาพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นความจริง
แม้ยิงไป 2 ประตูในเกมที่ 3 ของตัวเองใส่ฮัดเดอร์สฟิลด์ แต่เขาก็ไม่สามารถเรียกผลงานร้อนแรงสมัยค้าแข้งในกัลโช่ เซเรีย อา กลับมาได้อีกเลย
ตลอดเวลา 6 เดือน เขาลงสนามไป 19 นัดพร้อมทำ 5 ประตู หลังเขาต้องเก็บข้าวของกลับยูเวนตุส เนื่องจาก เชลซี ไม่ขอต่อเวลายืมตัว ซึ่งที่ตูรินนี่เอง บอสของเขาก็คือสิงห์อมควันนาม ซาร์รี่ อีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...