โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความเหลื่อมล้ำชีวิต "นักเรียนนายร้อย" ระหว่างเจ้านายกับสามัญชน เป็นเจ้าไม่ต้องฝึก!?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2566 เวลา 09.37 น.

ความเหลื่อมล้ำระหว่าง“นักเรียนนายร้อย” ที่เป็น “เจ้านาย” กับนักเรียนนายร้อยที่เป็น “สามัญชน” ได้สร้างความไม่พึงพอใจให้กับนักเรียนนายร้อยสามัญชนมาก เพราะเกิดความไม่เท่าเทียม และเลือกปฏิบัติขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม เป็นชนวนเหตุที่ทำให้นักเรียนนายร้อยสามัญชนหลายคนหันหลังให้กับ “ระบอบเก่า” และหันมาเข้าร่วมการปฏิวัติ 2475 เพื่อเปลี่ยนสยามสู่ “ระบอบใหม่”

เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างนักเรียนนายร้อยนี้ จอมพล ประภาส จารุเสถียร เมื่อครั้งเป็น นักเรียนายร้อย “ตุ๊ จารุเสถียร” บันทึกเล่าไว้ดังนี้

“…เจ้านายชั้นพระองค์เจ้า หม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ ได้นั่งโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งต่างหากออกไป เขาเรียกว่า ‘โต๊ะเจ้า’ ที่โต๊ะเจ้าปูด้วยผ้าขาว ขณะที่นักเรียนนายร้อยทั่วไปใช้ผ้าน้ำมันสีดำปู เนื่องจากเป็นผ้าที่เช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ใช้น้ำล้างโดยไม่ต้องซักแล้วเอาผึ่งแดด มีแต่โต๊ะเจ้าโต๊ะเดียวเท่านั้นที่ปูด้วยผ้าขาวสะอาด ส่วนจานชามต่าง ๆ ของนักเรียนนายร้อยและนักเรียนนายดาบทั่วไปใช้จานชามอลูมิเนียม เพราะว่าถ้าใช้จานชามกระเบื้องจะแตกหักง่ายในเวลาล้างหรือยกทำความสะอาดหรือเวลานักเรียนนายร้อยใช้ช้อนเคาะจานเคาะชามนั้น แตกต่างไปจากโต๊ะเจ้าที่ใช้จานและชามกระเบื้องอย่างดีสั่งมาจากห้างฝรั่งมีลวดลายสวยงาม

บ๋อยที่เสิร์ฟตามโต๊ะก็มีการแบ่งแยกเช่นกัน โต๊ะเจ้าใช้บ๋อยสองคน แต่ของนักเรียนนายร้อยทั่ว ๆ ไปใช้บ๋อยคนเดียวต่อสองโต๊ะ อันเท่ากับแสดงให้เห็นว่ามีสิทธิแตกต่างกันในเวลากินอาหาร แล้วอาหารก็ยังแตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือของเจ้ามีสำรับพิเศษส่งมาจากในวัง ห่อผ้าขาวโดยมหาดเล็กนุ่งผ้าม่วงมาส่งที่โต๊ะ แก้ผ้าขาวออกเชิญสำรับมาวางที่โต๊ะ พวกเจ้านายก็เสวยกันที่โต๊ะ ของอย่างที่นักเรียนนายร้อยกิน ท่านไม่เสวย ทำให้พวกเรามีความรู้สึกว่า พวกเจ้าทำอะไรและมีอะไรผิดแผกแตกต่างไปจากพวกนักเรียนนายร้อยและนักเรียนนายดาบธรรมดา…”

“…แม้แต่สิทธิในการอยู่โรง การหลับนอนก็เหมือนกัน พวกเจ้ามีสิทธิ์ที่จะออกไปนอกโรงเรียนได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องลา เพียงแต่เซ็นชื่อไว้ที่สมุดเวรเท่านั้นว่าจะไปไหนและกลับเมื่อใดแล้วก็ไปได้ ส่วนนักเรียนนายร้อยและนักเรียนนายดาบทั่วไปทำเช่นนั้นไม่ได้เป็นอันขาด แม้จะไปลาก็เป็นเรื่องที่ยากเย็นเหลือเกินที่จะได้รับอนุญาตให้ออกนอกโรงเรียน

แต่ว่าสำหรับนักเรียนนายร้อยที่เป็นเจ้านั้น สามารถไปได้ทุกเวลา บางคนทุกวันไม่เคยนอนโรงเลยกลับไปนอนบ้าน เช้ามืดนั่งรถยนต์มาฝึก เวลาฝึกก็ไม่ทำการฝึก เพียงแต่มายืน ๆ เกร่ดูเท่านั้น เพียงแต่มาแจ้งว่าไม่สบายก็ไม่ต้องฝึก ผู้บังคับหมวดและผู้บังคับกองร้อยก็ไม่ได้ว่าอะไร เวลาออกไปฝึกภาคสนามมันเป็นเวลาที่ทุกข์ยากลำบากมาก ต้องกรำแดดตั้งแต่เช้าจนค่ำต้องขุดดิน ฝังดิน ต้องเดิน ต้องวิ่งตลอดเวลา แต่พวกเจ้าไม่ต้องทำเพียงแต่ไปดูเท่านั้น มีรถยนต์ไปส่งถึงที่ทำการฝึก ขณะที่นักเรียนนายร้อยหรือนักเรียนนายดาบทั่ว ๆ ไปต้องเดินหรือวิ่งไปเป็นระยะทาง 5 ถึง 6 กิโลเมตร คิดดูก็แล้วกันจากโรงทหารที่ราชบุรีวิ่งข้ามแม่น้ำไปจนถึงเข้าวังระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร วิ่งอยู่อย่างนี้ตากแดดอยู่อย่างนั้นวันยังค่ำทุกวัน

ยิ่งไปกว่านั้นพอสิ้นปี บรรดาพวกเจ้าทั้งหลายยังได้รับพระราชทานยศก่อนและออกเป็นนายทหารก่อนนักเรียนนายร้อยสามัญชน ขณะที่นักเรียนนายร้อยคนอื่น ๆ ต้องฝึกต่อไป 3 เดือนก็มี 6 เดือนก็มีจึงจะได้ออกเป็นนายทหาร อย่างนี้เป็นต้น จึงทำให้นักเรียนนายร้อยทั้งหลายเห็นถึงความแตกต่างและความไม่เสมอภาคกันในสิทธิ

สภาพความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความเอาเปรียบของพวกเจ้านายต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทำให้เกิดความชิงชังขึ้นระหว่างพวกนักเรียนนายร้อยธรรมดาสามัญกับนักเรียนนายร้อยที่เป็นเจ้าทั้งหลาย อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียนนายร้อยเอาใจออกห่างจากพวกเจ้า…”

นอกจากนี้ บันทึกของ จอมพล ประภาส จารุเสถียร ข้างต้นแล้ว พลเอก ประมาณ อดิเรกสาร ซึ่งเป็นอดีตนักเรียนนายร้อยทหารบก ก็เคยประสบกับเหตุการณ์ความเหลื่อมล้ำคล้าย ๆ กัน โดยครั้งหนึ่ง เสนาธิการทหารบก สั่งกักบริเวณนักเรียนนายร้อยและนักเรียนนายดาบซึ่งร้องเพลงสดุดีไม่เหมือนทหารอื่น ๆ เป็นเวลา 1 วัน

เมื่อถึงตอนเย็นของวันกักบริเวณ ขณะที่นักเรียนทั้ง 300 คนนั่งกันอยู่ที่สนามหญ้าตึกบัญชาการโรงเรียน ปรากฏมีนักเรียนนายดาบกลุ่มหนึ่งแต่งเครื่องแบบเดินผ่านไปยังประตูใหญ่หน้าโรงเรียน นักเรียนนายร้อย และนักเรียนนายดาบก็ถามกันว่า ในเมื่อมีคำสั่งให้กักบริเวณ ทำไมนักเรียนกลุ่มนั้นจึงขัดคำสั่งเสนาธิการทหารบกได้ จนกระทั่งมาทราบว่านักเรียนนายดาบซึ่งเป็นเจ้านายชั้น “พระองค์เจ้า” องค์หนึ่งได้ไปขออนุญาตจากเสนาธิการทหารบกพาเพื่อนร่วมห้องเรียนไปรับประทานอาหารข้างนอกโรงเรียน เสนาธิการทหารบกก็อนุญาตให้พระองค์เจ้าองค์นั้นพาเพื่อน ๆ ออกนอกบริเวณโรงเรียนได้

เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเจ็บช้ำแก่ นักเรียนนายร้อย และนักเรียนนายดาบมาก ดังที่ พลเอก ประมาณ อดิเรกสาร บันทึกไว้ว่า “…ตั้งแต่วันถูกกักบริเวณเป็นต้นมา นักเรียนนายร้อยเป็นส่วนใหญ่ก็มีจิตใจออกห่างจากราชวงศ์และเริ่มมีการซุบซิบประณามพวกเจ้ากันมากขึ้นทุกทีซึ่งพวกครูบาอาจารย์แสดงความเห็นอกเห็นใจ เรื่องก็ยิ่งไปกันใหญ่”

“ฉะนั้นในวันที่ 24 มิถุนายน นักเรียนนายร้อย2475 นักเรียนนายร้อยจึงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนั้นสำเร็จง่ายยิ่งขึ้น เพราะการไปจับกุมเจ้านายเชื้อพระวงศ์และเจ้าและนายทหารชั้นสูงรวมทั้งเสนาธิการทหารบกผู้นั้นด้วย นักเรียนนายร้อยเป็นผู้ออกหน้าไปจับกุมทั้งสิ้น…”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

บัญชร ชวาลศิลป์, พลเอก. (มิถุนายน, 2565). นักเรียนนายร้อยรุ่น 2474 กำลังสำคัญเปลี่ยนแปลงการปกครอง. ศิลปวัฒนธรรม. ปีที่ 41 : ฉบับที่ 8.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...