โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยายกล้วยปิ้งเปิดใจ จากขายไม่ดี-รอลูกค้า 12 ช.ม. ไร้เงินเช่าบ้าน ได้พลังโซเชียลช่วย

Khaosod

อัพเดต 03 ส.ค. 2565 เวลา 11.18 น. • เผยแพร่ 03 ส.ค. 2565 เวลา 11.18 น.
ยายกล้วยปิ้งเปิดใจน้ำตาซึม จากขายไม่ดี-ยืนรอลูกค้า 12 ช.ม. ได้พลังโซเชียลช่วย

ยายกล้วยปิ้งเปิดใจน้ำตาซึม จากขายไม่ดี-ยืนรอลูกค้า 12 ช.ม. ได้พลังโซเชียลช่วย เล่าชีวิตขายมา 25 ปี ช่วงโควิดลำบากสุด ยอดขายตกไร้เงินค่าเช่าบ้าน รักษาตัว

วันที่ 3 ส.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์เผยแพร่เรื่องราวของคุณยายบรรจง แฉล้มฉัตร วัย 70 ปี ยืนปิ้งกล้วยอยู่บนเตาถ่าน อยู่บริเวณปากซอยเข้าบ้านพ่อเลี้ยงหมื่น หรือซอย 6 ถนนราชมรรคา ใกล้ร้านแว่นท็อปเจริญ ก่อนถึงตลาดประตูเชียงใหม่ แต่เวลาล่วงเลยมาถึง 4 ทุ่ม กล้วยปิ้งยังเหลืออยู่จำนวนมาก เมื่อถามยายบรรจงได้รับคำตอบว่าขายไม่ค่อยดี จึงต้องยืดระยะเวลาขายออกไป บางวันยายต้องขายจนถึง 5 ทุ่มกว่ากล้วยปิ้งจะหมด หรือหากไม่หมดต้องเก็บใส่ถุง เพื่อขายในวันถัดไป

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ไปในโลกโซเชียล มีผู้คนเข้ามาแสดงความคิดเห็นและกดแชร์โพสต์ เพื่อช่วยกระจายข่าวให้ผู้คนในโซเชียลช่วยไปอุดหนุนคุณยายกันมากๆ ซึ่งรสชาติกล้วยปิ้งทับของยายไม่เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะที่เด็ด คือน้ำกระทิ ที่เข้มข้น หอมหวาน

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามเรื่องราวของคุณยายสู้ชีวิตรายนี้ทราบว่า ยายบรรจง ยังออกมาขายกล้วยปิ้งตามปกติ แต่วันนี้โชคร้าย เพราะยายได้กล้วยน้ำว้าสุกงอมมา จึงต้องใช้เวลาปิ้งนานเกือบชั่วโมง ทำให้ลูกค้าที่มาอุดหนุนยายหลายคนผิดหวัง ขณะที่บางคนบอกว่าเดินทางมาไกล เพื่อมาอุดหนุน จึงขอซื้อ แต่ยายบรรจงตอบปฏิเสธ เพราะไม่อยากขายกล้วยที่ยังปิ้งไม่สุกให้ลูกค้าไปทาน เพราะรสชาติไม่อร่อย

ยายบรรจง เล่าว่า ขายกล้วยปิ้งที่นี่มานานกว่า 25 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้จะเริ่มเปิดร้านขายตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงช่วงค่ำ แต่พออายุมากขึ้น สุขภาพไม่เอื้ออำนวย จึงเลื่อนเวลาออกมาขายประมาณ 11 โมงหรือเที่ยงวัน และจะขายจนกว่าของจะหมดประมาณ 2-3 ทุ่ม แต่ตอนนี้ต้องยืดเวลาขายไปถึง 4-5 ทุ่ม เพราะขายไม่ค่อยดี จากเดิมก่อนโควิด-19 ระบาดขายกล้วยปิ้งหมดแทบทุกวัน แต่หลังโควิด-19 แพร่ระบาดเกือบ 2 ปีเศษ ได้รับผลกระทบมาก และยังกระทบยาวมาจนถึงปัจจุบันด้วย

ยายบรรจง เล่าว่า เดิมเป็นชาวสุโขทัย หลังสามีเสียชีวิตจึงอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ทุกวันนี้มีภาระต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,500 บาท ยังไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ และต้องมีเงินทุนหมุนเวียนไปซื้อวัตถุดิบมาขายของต่อ ทั้งกล้วยน้ำว้า มะพร้าว น้ำตาลทราย ซึ่งตอนนี้ต้นทุนวัตถุดิบต่างๆ สูงขึ้นมาก โดยเฉพาะมะพร้าวที่ปรับราคามาเรื่อยๆ จนปัจจุบันราคาสูงกว่ากิโลกรัมละ 85 บาทแล้ว แต่ละวันยายต้องมีเงินไปซื้อวัตถุดิบไม่ต่ำกว่า 700 - 800 บาท เมื่อขายของไม่ดี ยายถึงกับต้องนั่งร้องไห้แทบทุกคืน เพราะทุกเดือนต้องไปขอผัดผ่อนจ่ายค่าเช่าบ้าน รวมทั้งต้องหาทุนไปซื้อของมาให้ได้ เพื่อจะได้มีเงินไว้ประทังชีวิต และบางส่วนก็เก็บไว้ไปหาหมอ

ยายบรรจง บอกว่า หลังมีคนนำเรื่องราวของตนเองไปโพสต์ในโซเชียล ยายไม่รู้จักว่าคืออะไร แต่ทำให้มีลูกค้ามาอุดหนุนยายมากขึ้น จนมียอดขายเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 800-1,000 บาท ทำให้ยายมีทุนไปต่อยอดซื้อของมาขายต่อวันละ 700-800 บาท ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้จ่ายค่าเช่าบ้าน และค่ากินรายวัน รวมทั้งเก็บเงินไว้ไปหาหมอเวลาไม่สบาย ซึ่งตอนนี้สุขภาพยายก็เริ่มทรุดโทรมตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะอาการปวดหลังที่เกิดจากกระดูกสันหลังคดงอ จากการที่ต้องทำงานหนักและยืนเป็นเวลานานๆวันละกว่า 10 ชั่วโมง ต้องตื่นเช้าไปซื้อของที่ตลาด และต้องยกเตาที่มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 40 - 50 กิโลกรัมด้วยตัวเอง จึงมีบางวันที่ยายป่วยจนต้องหยุดขาย แต่ถ้ายังไหวยายก็จะฝืนออกมาขายของเพราะไม่อยากขาดรายได้

สำหรับสูตรกล้วยปิ้งราดน้ำกระทิที่ทำขายอยู่ทุกวัน ยายบรรจง บอกว่า ทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่สมัยสาวๆ จนได้สูตรที่ลงตัว เคล็ดลับเด็ดของยายคือ ใช้กล้วยน้ำว้าแบบห่ามๆ ไม่สุกมาก น้ำมาปิ้งบนเตาถ่านที่ไฟไม่แรงมาก เพราะจะทำให้กล้วยไหม้ ส่วนกล้วยปิ้งทับยายขายเพียงไม่ละ 10 บาทเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...