โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

EXIM BANK สานพลังพันธมิตรเดินเกมเปลี่ยนประเทศไทย สร้าง SMEs เป็นนักรบเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ Supply Chain การส่งออกของโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 ก.ค. 2565 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2565 เวลา 09.16 น.

ปัจจุบัน SMEs ไทยมีอยู่ราว 3.18 ล้านราย โดยส่วนใหญ่ค่อนข้างเปราะบาง ในจำนวน SMEs ทั้งหมดพบว่า 1 ใน 3 เข้าถึงเงินทุน 1 ใน 4 อยู่ในระบบหรือจดทะเบียนนิติบุคคล ขณะที่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทส่วนบุคคลและอื่นๆ รวมถึงวิสาหกิจชุมชน1 ใน 100 เป็นผู้ส่งออก หรือ 0.7% ของทั้งระบบ สวนทางกับหลายประเทศที่มีสัดส่วนสูง เช่น แคนาดา 12% เวียดนาม 8% ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียง 1 ใน 3 ของ SMEs ที่เป็นผู้ส่งออกที่ใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จำนวน SMEs เพิ่มขึ้นน้อย เฉลี่ยปีละ 2% อีกทั้ง SMEs ไทยยังสามารถเพิ่มบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจได้อีกมาก โดยสัดส่วน GDP ของ SMEs ไทยในปี 2556 อยู่ที่ 33% ขยับสู่ระดับ 34% ในปัจจุบัน ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียนมีสัดส่วน GDP ของ SMEs เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียที่ปัจจุบันอยู่ที่ 61% เวียดนาม 45% และมาเลเซีย 39%

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า SMEs ไทยเป็นผู้ส่งออกค่อนข้างน้อยและสินค้าบางกลุ่มอาจไม่ตอบโจทย์ตลาดโลกมากเท่าที่ควร เนื่องจากSMEs ส่วนใหญ่มีปัญหา 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้และทักษะทางธุรกิจ สะท้อนจาก Startup Skills Index (ความรู้และทักษะสำหรับเริ่มต้นธุรกิจ) ของ Global Entrepreneurship and Development Institute ซึ่งจัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 64 จากทั้งหมด 137 ประเทศ เทียบกับไต้หวันอันดับ 46 และฟิลิปปินส์อันดับ 57R&D และนวัตกรรม โดยมีเพียง 0.2% ของ SMEs ไทยทั้งระบบที่ใช้ R&D ยกระดับธุรกิจ ขณะที่สัดส่วน R&D ต่อ GDP ของไทยก็อยู่ที่ 1% เทียบกับหลายประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ 4.5% สิงคโปร์ 2% การเชื่อมโยงกับ Global Trend สินค้าของ SMEs ไทยควรเชื่อมโยงกับ Megatrend โลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์ที่เกี่ยวกับ Green ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม Digital ธุรกิจด้านดิจิทัล และ Health ธุรกิจที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ สะท้อนจาก Internationalization Index ของ Global Entrepreneurship and Development Institute ซึ่งจัดอันดับประเทศไทยอยู่ที่ 61 เทียบกับไต้หวันอันดับ 41 และมาเลเซียอันดับ 45 ความแตกต่าง สินค้าบางกลุ่มมีความคล้ายคลึงกัน จึงควรสร้างความแตกต่างเพื่อให้สินค้ามีความโดดเด่นมากขึ้น

กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK กล่าวว่า ทางออกจากปัญหาหรือข้อจำกัดข้างต้น คือ SMEs ไทยต้องขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสที่กว้างและหลากหลาย เนื่องจากหลายประเทศเป็นตลาดใหญ่ เช่น เวียดนาม 98 ล้านคน อินโดนีเซีย 272 ล้านคน ขณะที่ไทยมีเพียง 66 ล้านคน การทำธุรกิจแค่ในประเทศเปรียบเสมือนการตกปลาอยู่แค่ในแม่น้ำ ขณะที่การส่งออกไปตลาดโลกเสมือนการตกปลาในมหาสมุทร นอกจากนี้ หลายประเทศยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง จึงเป็นเหตุผลว่า SMEs ที่ส่งออกส่วนใหญ่มักมีผลประกอบการที่ดีกว่าผู้ประกอบการภายในประเทศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Data Analytics) พบว่า SMEs ที่ส่งออกมีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 4 เท่า กำไรสุทธิเฉลี่ยมากกว่า 1 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) เฉลี่ยมากกว่า 1 เท่า

เป็นที่น่าสังเกตว่า จากBusiness Life Cycle ของธุรกิจที่แบ่งได้เป็น 4 ช่วงหลัก ๆ ได้แก่ Beginning หรือช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ผู้ประกอบการมักขาดความรู้หรือทักษะการทำธุรกิจ ไม่รู้จะเริ่มต้นธุรกิจหรือเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างไรExpansion หรือช่วงขยายธุรกิจ เป็นจังหวะที่ธุรกิจกำลังขาขึ้น ผู้ประกอบการมักเร่งเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตเต็มที่เพื่อขยายกิจการจนถึงช่วงPeak หรือช่วงที่ธุรกิจขยายตัวสูงสุด ก่อนที่จะเข้าสู่วัฏจักรขาลงที่ธุรกิจจะเข้าสู่การ Transition หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะต้องยกระดับธุรกิจ SMEs ต้องสร้าง S-Curve เส้นใหม่อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านจุดสูงสุดของ Business Life Cycle แล้ว เพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ (Industry Shift) หรือการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ (Country Shift) ขณะเดียวกัน SMEs ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือโลกยุค Next Normal ด้วยการใช้นวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ดร.รักษ์ กล่าวต่อไปว่า สินค้าที่กำลังติดเทรนด์ในตลาดโลกยุค Next Normal เป็นกลุ่มสินค้าแห่งความรัก SMEs ควรเร่งนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมายกระดับประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้สามารถพัฒนาสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและตอบโจทย์เทรนด์ใหม่ๆ ในตลาดโลกได้เสมอ

• รักโลก กลุ่มสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและช่วยให้โลกเติบโตอย่างยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติอย่างเยื่อพืชและสามารถย่อยสลายเองได้ รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันอย่างเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าที่ทำจากขยะรีไซเคิลหรือวัสดุเหลือใช้ เป็นต้น

• รักสบาย กลุ่มสินค้าที่อำนวยความสะดวกให้การทำงานหรือการใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น แขนกลอัจฉริยะในโรงงาน ระบบ Automation หุ่นยนต์ทำความสะอาด หุ่นยนต์เสิร์ฟอาหาร เป็นต้น

• รักตัวเอง คือ กลุ่มสินค้าที่ช่วยให้ตัวเองดูดีและมีสุขภาพแข็งแรง เช่น อาหารและเครื่องดื่มเสริมวิตามิน, Plant-based Food, Organic Food รวมถึง Smart Watch ที่มีระบบเช็คสุขภาพในเบื้องต้น เป็นต้น

ดร.รักษ์ กล่าวว่า EXIM BANK จึงร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน เพื่อสานพลังนำจุดแข็งของแต่ละองค์กรมาบูรณาการความร่วมมือพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้เพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้นและสามารถส่งออกได้ หรือเป็นการปรับจากการทำธุรกิจแบบ “ทำมาก ได้น้อย” เป็น “ทำน้อย ได้มาก”

ในส่วนของ Country Shift หรือการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศเพื่อให้เติบโตต่อได้ อาจเริ่มต้นที่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพอย่าง CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม) เนื่องจากอิทธิพลของ Soft Power ที่ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นชอบดูละคร ซีรีส์ เพลงของไทย ทำให้คุ้นเคยกับสินค้าไทยเป็นอย่างดี ซึ่งช่วยสร้าง Multiplier Effect ต่อไปยังสินค้าและบริการอื่นๆ ตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว อาหาร ของใช้ สินค้าไลฟ์สไตล์ เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้า Made in Thailand ถูกยอมรับว่าเป็นสินค้า Premium ดังนั้น สินค้าไทยจึงได้รับความนิยมเป็นวงกว้างและสามารถรุกตลาด CLMV ได้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ CLMV เป็นตลาดที่น่าสนใจ สะท้อนจาก เศรษฐกิจโตสูง โดยเฉพาะเวียดนามที่มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง เฉลี่ยปีละ 6.8% ในอีก 5 ปีข้างหน้า และกัมพูชาปีละ 6.1% ตลาดมีขนาดใหญ่ ประชากรกว่า 170 ล้านคน ในจำนวนนี้มากกว่า 60% อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) มี FTA กับหลายประเทศ เช่น EVFTA (EU-เวียดนาม), CKFTA (กัมพูชา-เกาหลีใต้) ทำให้โอกาสส่งออกสินค้าของ CLMV เพิ่มขึ้น ขณะที่ไทยได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการส่งออกสินค้าทุน/วัตถุดิบไป CLMV และFDI โตสูงเฉลี่ยปีละ 12% (ช่วงปี 2559-2563) ตอกย้ำว่า CLMV เป็นหนึ่งในแหล่งลงทุนที่เนื้อหอมที่สุดและเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค

ดร.รักษ์ กล่าวว่า EXIM BANK พร้อมเป็นกัปตันนำกองเรือไทยลุยตลาดส่งออก ด้วยการตอบโจทย์ทุกมิติ ทุกความต้องการ ตลอดวงจรการค้า ช่วยเตรียมความพร้อมก่อนออกลุยน่านน้ำ ทั้งบ่มเพาะ ต่อยอด และสร้างโอกาส อีกทั้งเสริมเครื่องยนต์เรือให้สุดแรง ไปได้ไกล ไม่สะดุด ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสในตลาดการค้าโลกยุคใหม่

• สินเชื่อเอ็กซิมเพื่อซัพพลายเออร์ส่งออก วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ย Prime Rate (เท่ากับ 5.75% ต่อปี ณ ปัจจุบัน) ตลอดอายุโครงการ 5 ปี

• สินเชื่อ EXIM Logistics วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยต่ำสุด 5.0% ในปีแรก

• สินเชื่อเอ็กซิม ลุยตลาด RCEP วงเงินสูงสุด 50 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยต่ำสุด 2.75% ในปีแรก สำหรับการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP)

• สินเชื่อสำหรับผู้ส่งออกหน้าใหม่ เช่น สินเชื่อเพื่อผู้ส่งออกป้ายแดง ที่ผู้ส่งออกหน้าใหม่เข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 5% โดยใช้เพียงบุคคลค้ำประกันหรือหนังสือค้ำประกันจาก บสย.

• EXIM Biz Transformation Loan วงเงินสูงสุด 100 ล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำสุด 2% ต่อปี สำหรับอัพเกรดธุรกิจ ด้วยการซื้อเทคโนโลยี เครื่องจักร ซอฟต์แวร์ ใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

นอกจากนี้ ธนาคารมีเรือยางพร้อมชูชีพ อุ่นใจ ไร้กังวล ด้วย Risk Protection Program คือ บริการประกันการส่งออก คุ้มครองความเสี่ยงให้สูงสุดถึง 90% ของความเสียหายที่เกิดขึ้น และบริการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ซื้อ/ธนาคารผู้ซื้อ ประเมิน Profile ของผู้ซื้อ/ธนาคารผู้ซื้อ ประกอบการตัดสินใจของผู้ส่งออก มีบริการป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน และมีบริการด้านการลงทุน เช่น สินเชื่อโครงการลงทุนในต่างประเทศ โดย EXIM BANK สามารถสนับสนุนเงินทุนได้หลายสกุลเงิน เช่น USD, EUR, JPY ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบการและเงื่อนไขในการลงทุน และบริการประกันการลงทุน คุ้มครองความเสี่ยงทางการเมืองแก่โครงการลงทุนของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

EXIM BANK สานพลังทุกภาคส่วนให้บริการครบวงจรสร้างนักรบเศรษฐกิจรายใหม่ด้วยการพัฒนา Ecosystem ครบวงจร และตั้งเป้าเปลี่ยน SMEs จากเก่งกระจุก ให้เก่งกระจาย ตลอด Supply Chain ของการค้าระหว่างประเทศใน 3 แนวทาง ดังนี้

• Quick Win ทำได้ทันที สนับสนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ให้เติบโต โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Supply Chain ยาว หรือมี SMEs อยู่ใน Supply Chain จำนวนมาก เช่น ค้าปลีกค้าส่ง เพื่อช่วย SMEs ทางอ้อมจากความต้องการสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นอีกมาก

Medium Term ระยะกลาง อาจเรียกว่าเป็นโมเดลพี่จูงน้อง ในกรณีที่ค้าขายกันอยู่แล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถดึงให้ Supplier ที่อยู่ใน Supply Chain เดียวกันเข้าสู่วงจรการค้าระหว่างประเทศได้ง่ายขึ้นผ่าน Supply Chain Financing Platform ที่ EXIM BANK พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งแนวทางนี้ SMEs ที่อยู่ใน Supply Chain สามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่กิจการในต้นทุนที่ต่ำลงด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่จะช่วยการันตีเครดิตให้ ล่าสุด EXIM BANK สานพลังสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย รวมถึงวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ในโครงการความร่วมมือด้านวิชาการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้วยทักษะและสมรรถนะในโลกการค้ายุคใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจทุกระดับตลอดห่วงโซ่การส่งออกตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึงรายเล็ก

Long Term ระยะยาว เปลี่ยน Indirect Exporters เป็น Direct Exporters โดย EXIM BANK จะเปลี่ยน Indirect Exporter ที่มีอยู่ราว 10% ของ SMEs ทั้งระบบหรือราว 300,000 ราย ให้ก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกทางตรงด้วยการพัฒนาผู้ส่งออกแบบครบวงจร ซึ่งตรงนี้ EXIM BANK พร้อมให้บริการในรูปแบบ Beyond Banking หรือเป็นมากกว่าธนาคาร เพื่อบ่มเพาะ SMEs ให้มีความพร้อมในทุกมิติก่อนเข้าสู่เวทีโลก เริ่มตั้งแต่ Training & Incubation โดย EXIM BANK และ Business Schools ชั้นนำ Business Matching จับคู่ธุรกิจโดยสำนักงานผู้แทนใน CLMV รวมถึง Online Channels “EXIM Thailand Pavilion” ร้านค้าออนไลน์ของ EXIM BANK บน E-Commerce ชั้นนำระดับโลก ตลอดจน Product Development ที่ปรึกษาในการพัฒนาสินค้าให้พร้อมส่งออกด้วย SME Export Studio

“EXIM BANK พร้อมเป็นมากกว่าธนาคาร (Beyond Banking) ทำหน้าที่ซ่อม สร้าง เสริม และสานพลังการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำพาผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวออกจากพรมแดนไทย (Beyond Borders) ไปสู่เวทีโลก โดยอาจเริ่มที่ตลาดศักยภาพใกล้ไทยอย่าง CLMV ทำหน้าที่ Business Partners เคียงข้างธุรกิจไทยตลอดวงจรธุรกิจ บ่มเพาะและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาอย่างก้าวไกล (Beyond Yourselves) มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจ รับมือและเข้าถึงโอกาสใหม่ๆ ในโลก Next Normal ได้” ดร.รักษ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...