โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มิสซังสยาม : กว่า 350 ปี คริสต์ในสยามกับนิทรรศการเอกสารโบราณและศิลปวัตถุหายาก ณ กรุงปารีส

Sarakadee Lite

อัพเดต 10 พ.ค. 2565 เวลา 07.23 น. • เผยแพร่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 02.58 น. • ดรุณี คำสุข

ถึงแม้จะมีมิชชันนารีเดินทางมาสู่สยามเมื่อร่วม 500 ปีก่อน แต่การสถาปนา มิสซังสยาม อย่างเป็นทางการเริ่มในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อพ.ศ. 2212 โดยสมเด็จพระสันตะปาปาเคลเมนต์ที่ 9 และมิสซังคณะแรกคือ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส (Missions étrangères de Paris) และเพื่อเป็นการย้อนรอยศาสนาคริสต์ในสยามอย่างเป็นทางการกว่า 350 ปี คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสจึงได้จัดนิทรรศการ ข่าวดีที่ดินแดนแห่งรอยยิ้ม: สามศตวรรษครึ่งแห่งการดำรงอยู่ของคณะมิสซังต่างประเทศในประเทศไทย (L’Évangile au Pays du Sourire: Trois siècles et demi de présence des Missions étrangèresen Thaïlande) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2565 ที่ Missions étrangères de Paris ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ภาพเขียนรูปพระยาโกษาธิบดี (ปาน) โดย ชาร์ลส์ เลอเบริง (Charles Le Brun) (ภาพ: MEP_IRFA)

ในนิทรรศการจัดแสดงเอกสารโบราณและศิลปวัตถุที่หาชมยาก เช่น สำเนาบันทึกประจำวันของพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ในขณะที่ทำหน้าที่เป็นราชทูตจากสยามที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสในสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ภาพเขียนรูปคณะทูตไทย 3 คนและล่าม พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ที่พระราชทานแก่พระสังฆราชฌอง-หลุยส์ เวย์ (Jean-Louis Vey) ประมุขมิสซังสยามในขณะนั้น บันทึกเกี่ยวกับพระวจนาถและชีวประวัติของพระเยซูที่เขียนด้วยลายมือของสังฆราชหลุยส์ ลาโน ผู้ซึ่งได้รับอภิเษกเป็นผู้แทนพระสันตะปาปา (Apostolic Vicar) หรือผู้แทนพระสันตะปาปาองค์แรกของมิสซังสยาม และสมุดข่อยเกี่ยวกับเภสัชวิทยาและการรักษาโรค นอกจากนี้ยังสามารถชมนิทรรศการแบบเสมือนจริงได้ที่ https://missionsetrangeres.com/visite-virtuelle-de-lexposition-temporaire-levangile-au-pays-du-sourire/

ภาพทูตสยาม 3 คน และคุณพ่ออาร์ตุส เดอ ลิออนน์ (Artus de Lionne)ล่ามประจำคณะทูต (ภาพ: Abbaye de Chaalis)

คำว่า มิสซัง มาจากคำว่ามิสซิญง (mission) ในภาษาฝรั่งเศส หมายถึง ขอบเขตการปกครองของพระสังฆราช หรือเรียกว่า สังฆมณฑล และที่ทำการแรกของ มิสซังสยาม อยู่ที่วัดนักบุญยอแซฟ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในนิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์ของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสในสยามที่เริ่มต้นด้วยภารกิจด้านการรักษาพยาบาลและเผยแผ่คำสอน ความรุ่งโรจน์ของมิสซังในสมัยสมเด็จพระนารายณ์และช่วงเวลาที่ยากลำบากล้มลุกคลุกคลานในช่วงเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อพ.ศ.2231 โดยพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ และกว่าจะสามารถฟื้นฟูบทบาทในสยามขึ้นมาได้ใหม่ก็เข้าสู่ในสมัยรัชกาลที่ 4 และต่อเนื่องยาวนานมาจนทุกวันนี้

พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 พระราชทานแก่พระสังฆราชฌอง-หลุยส์ เวย์ (Jean-Louis Vey) (ภาพ: ดรุณี คำสุข)

เอคริค อองครี (Écric Henry) หนึ่งในภัณฑารักษ์กล่าวว่านิทรรศการนี้ใช้เวลาเตรียมการร่วม 2 ปีกว่านับตั้งแต่ พ.ศ.2562โดยรวบรวมเอกสารโบราณและศิลปวัตถุจากคอลเล็กชันของคณะมิสซัง และคอลเล็กชันส่วนตัวของบุคคลและหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆทั้งในประเทศฝรั่งเศสและประเทศไทย เช่น จากอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร และวัดนักบุญยอแซฟ อยุธยา สาเหตุที่ใช้เวลาค่อนข้างนานเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้การเดินทางเข้าออกประเทศไทยของ ฌาค ชาร์ล กาฟ์ฟิโอท์ (Jacques Charles-Gaffiot) ภัณฑารักษ์อีกคนหนึ่งไม่เป็นไปตามกำหนดการที่ตั้งไว้

คณะทูตฝรั่งเศสถวายพระราชสาสน์แด่สมเด็จพระนารายณ์ (ภาพ:MEP_IRFA)

เริ่มต้นภารกิจของมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีสในสยาม

นิทรรศการเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงการเข้ามาของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งปารีสเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1662 ซึ่งเป็นรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ โดยคณะประกอบไปด้วยสังฆราชปิแอร์ ลอมแบรต์ เดอ ลา ม็อตต์ (Mgr Pierre Lambert de La Motte) และมิชชันนารีอีก 2 ท่านคือ ฟร็องซัวส์ เดดิเย่ร์ (François Deydier) และ ฌาค เดอ บรูกฌ์ (Jacques de Bourges) ซึ่งเดินทางมาเข้ามาในแผ่นดินสยามด้วยภารกิจสำคัญด้านการรักษาพยาบาลควบคู่ไปกับการให้การศึกษาและเผยแผ่คำสอนของศาสนาคริสต์

ในด้านสาธารณสุข คณะมิสซังได้จัดตั้งสถานพยาบาลเมื่อ ค.ศ.1669 โดยเริ่มแรกมีคนไข้เพียง 3-4 คน เท่านั้น จนกระทั่งในอีก 3 ปีถัดมาเมื่อ สังฆราชหลุยส์ ลาโน (Mgr Louis Laneau) สืบทอดตำแหน่งประมุขแห่ง มิสซังสยาม ทางโรงพยาบาลจึงมีจำนวนคนไข้เพิ่มขึ้นมาเป็นประมาณ 15 คน สังฆราชลาโนและคณะตั้งเป้าหมายให้โรงพยาบาลแห่งนี้สามารถให้บริการรักษาทุกโรคกับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ยากไร้ ทว่าโครงการนี้ไม่ประสบผลสำเร็จเพราะทางราชสำนักโดยเฉพาะเสนาบดีผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย

ส่วนภารกิจด้านการเรียนการสอนนั้นคณะมิสซังเริ่มจากสามเณรเชื้อสายอินเดียจำนวน 3 รูปต่อมาจัดตั้งโรงเรียนเล็ก ๆ ขึ้นมาแห่งหนึ่งและในเวลาต่อมาได้มีการตั้งวิทยาลัยแห่งอยุธยาขึ้นและขยายการเรียนการสอนไปยังทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายโดยสอนทั้งวิชาพื้นฐานและวิชาชีพควบคู่ไปกับหลักปฏิบัติของศาสนา

แผนที่ราชอาณาจักรสยามวาดโดยคุณพ่อปลาซิด เดอ แซงต์-เอแลน (ภาพ: สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย)

ยุครุ่งโรจน์และตกต่ำของศาสนาคริสต์ในสยาม

ช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์สุด ๆ ของคณะมิสซังคือสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ถึงขนาดที่เป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้สยามและฝรั่งเศสพัฒนาความสัมพันธ์ทางการทูตเลยก็ว่าได้ เห็นได้จากการที่สยามส่งคณะทูตไปเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 อย่างต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง และทางฝรั่งเศสเองก็ส่งคณะทูตและกองกำลังเข้ามาปักหลักในสยามด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามความวิตกว่าพระองค์อาจเข้ารีตทางศาสนาคริสต์ รวมไปถึงอิทธิพลของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้นจากการปฏิบัติของขุนนางฝรั่งนาม คอนสแตนตินฟอลคอน(Constantine Phaulkon) ที่มีบทบาทมากในราชสำนักในตำแหน่งออกพระฤทธิกำแหงภักดี (ต่อมาคือเจ้าพระยาวิไชเยนทร์) และการที่กองกำลังฝรั่งเศสเข้ามายึดและประจำการที่ป้อมบางกอกและท่าเรือเมอร์กุย (ท่าเรือเมืองมะริด) ทำให้ขุนนางฝ่ายสยามเห็นว่าเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของสยาม ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้แก่ขุนนางในราชสำนักบางส่วนที่มีพระเพทราชาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงต่อต้านฟอลคอนและคณะมิสซัง

เหตุการณ์เหล่านี้จึงนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในราชสำนักสยามรวมทั้งมิสซังที่ตั้งมาได้เกือบ 20 ปี พระเพทราชาร่วมกับหลวงสรศักดิ์และบรรดาขุนนางในราชสำนักบางส่วนได้ทำการรัฐประหารในปี ค.ศ.1688 พระโอรสและพระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ ฟอลคอนโดนประหาร และต่อมาพระนารายณ์สวรรคต พระเพทราชาได้ขับไล่ชาวฝรั่งเศสจำนวนมากออกไปจากอยุธยา ส่วนคณะมิชชันนารีนั้นถูกจำคุก และเมื่อพ้นโทษออกมาถึงแม้จะได้รับอนุญาตให้ดำเนินศาสนกิจของตนได้แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตและข้อจำกัดบางประการของทางราชสำนัก

สังฆราชลาโนเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่ถูกจับและถูกจองจำเป็นเวลา 21 เดือน เวลานั้นการติดตามคริสตังเพื่อจับเข้าคุกมีอยู่ทั่วราชอาณาจักร ส่วนสิ่งก่อสร้างต่างๆที่เกี่ยวข้องกับคณะมิสซังก็ถูกทำลายไปพร้อมกันด้วย ช่วงนี้เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากและขมขื่นของคณะมิสซังจนลุกลามไปสู่การตัดสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศกันเลยทีเดียว

การเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในสยามเกือบสิ้นสุดเมื่อคราวสิ้นกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อค.ศ.1767 คริสตังราว 300 คน ต้องหนีไปหาที่หลบภัยในเขมร สามเณรและภคินีรักกางเขนไปหลบภัยที่จันทบุรี ครั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงกอบกู้เอกราชได้และทรงก่อตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีแห่งใหม่ คณะมิสซังจึงค่อยๆฟื้นฟูบทบาทของตนเองอย่างช้าๆ

ภาพบาทหลวงกีย์ ตาชาร์ (Guy Tachard) และคณะฑูตจากสยาม วาดโดยคาร์โล มารัตตา (Carlo Maratta) (ค.ศ. 1625-1713) กรุงโรม: หอสมุดสำนักวาติกัน (ภาพ: ดรุณี คำสุข)

ฟื้นฟูคณะมิสซังและความสัมพันธ์ของไทย-ฝรั่งเศส

เมื่อย่างเข้าปี ค.ศ.1784 สังฆราชโจเซฟ กูเด (Mgr Joseph Coudé) ได้กลับมาประจำคณะมิสซังตามคำเชิญของรัชกาลที่ 1 นับว่าคณะมิสซังได้เริ่มฟื้นฟูบทบาทของตัวเองขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหมดวาระของสังฆราชกูเดแล้ว ทางสันตะสำนักที่กรุงโรมมีการแต่งตั้งประมุขมิสซังหลาย ๆ องค์สืบเนื่องต่อกันมา สังฆราชที่สำคัญและถือว่ามีบทบาทโดดเด่นในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางด้านการทูตระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ก็คือ สังฆราชฌ็อง-บาติสต์ ปาลกัว (Mgr Jean-Baptiste Pallegoix) ซึ่งดำรงตำแหน่งประมุขของ มิสซังสยาม ตะวันออก และเป็นพระสหายของรัชกาลที่ 4 และเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญทำให้มีการส่งคณะทูตเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในปีค.ศ.1861 คณะทูตจากไทยก็ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ณ พระราชวังฟงแตนโบล (Fontainebleau) ประเทศฝรั่งเศส

ปัจจุบันในประเทศไทยมีคริสตังราว 3.8 แสนคนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศตาม 11 เขตการปกครองของพระศาสนจักรคาทอลิกไทยที่เรียกว่าสังฆมณฑล (ในจำนวนนี้มี 2 อัครสงฆมณฑล คือ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง) และยังมีวัดคาทอลิกมากกว่า 500 แห่ง ที่กรุงเทพฯ มีวัดอัสสัมชัญที่ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1820 เป็นอาสนวิหารของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ และบรรดาคาทอลิกที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสจะอยู่ในความดูแลของคุณพ่อคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ที่ตั้งอยู่เลขที่ 128 rue du Bac ณ กรุงปารีส ซึ่งมีบาทหลวงและมิชชันนารีในสังกัดจำนวน 180 คณะกระจายอยู่ใน 13 ประเทศในทวีปเอเชียและแถบมหาสมุทรอินเดีย

มรดกตกทอดของคณะมิสซังในสยามทางด้านการรักษาพยาบาลคือการที่มีสุขศาลาและสถานพยาบาลเพิ่มขึ้นมากมายและโรงพยาบาลที่สำคัญคือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ ซึ่งนับเป็นโรงพยาบาลคาทอลิกแห่งแรกในบางกอกและเปิดรับผู้ป่วยชาวสยามคนแรกเมื่อ พ.ศ.2441 และเมื่อไม่นานมานี้ทางโรงพยาบาลได้ตั้งศูนย์พระเมตตาเพื่อรองรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มีชีวิตอยู่ไม่เกิน 6 เดือนและคลินิกจิตกุศล ยอห์น ปอลที่ 2 เพื่อตรวจรักษาผู้ป่วยยากไร้ในเมืองหลวงด้วยความร่วมมือของภคินีคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร

ส่วนหนึ่งของนิทรรศการที่กล่าวถึงการเดินทางเข้ามาในดินแดนตังเกี๋ยและโคชินจีนในภาพคือแบบจำลองเรือโซเลย ครัวยาล (Soleil Royal) (ภาพ:MEP_IRFA)

5 ไฮไลต์เอกสารโบราณและศิลปวัตถุในนิทรรศการ

ในนิทรรศการผู้ชมจะได้เห็นเอกสารโบราณและศิลปวัตถุที่หาชมได้ยากซึ่งทางผู้จัดได้รวบรวมมาจากที่ต่างๆ โดยมีไฮไลต์คือ

ภาพ: MEP_IRFA

บันทึกประจำวันของออกพระวิสุทธสุนทร

สำเนาจากต้นฉบับ

ที่มา: สถาบันค้นคว้าวิจัยฝรั่งเศส-ไทย (Institut de recherche FranceAsie: IRFA)

บันทึกประจำวันตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน ถึงวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1686 ที่เขียนด้วยลายมือของออกพระวิสุทธสุนทร (ต่อมาคือเจ้าพระยาโกษาธิบดี) ขณะที่ทำหน้าที่เป็นราชทูตจากสยามที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศสในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งในบันทึกโกษาปานได้บรรยายความรู้สึกอัศจรรย์ใจในระหว่างการเยือนประเทศฝรั่งเศสและได้เล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของการเดินทาง บันทึกฉบับนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่สถาบันค้นคว้าวิจัยฝรั่งเศส-ไทย ในหอจดหมายเหตุ คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการถอดความ แปล และศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด

ภาพ: Abbaye de Chaalis

ภาพทูตสยาม 3 คนและคุณพ่ออาร์ตุส เดอ ลิออนน์ ล่ามประจำคณะทูต

ภาพสีน้ำมัน ประมาณค.ศ.1715

ศิลปิน ฌาคส์ วิกูครูซ์ ดูว์เพลซีส (ค.ศ.1680-1732)

ที่มา: สถาบันฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์อารามฤษีแห่งชาลิส (Institut de France, Musée de l’Abbaye de Châalis)

คุณพ่ออาร์ตุส เดอ ลิออนน์ (Artus de Lionne) ทำหน้าที่เป็นล่ามประจำคณะทูตจากสยาม หลังจากที่โกษาปานกราบบังคมทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เป็นภาษาไทยแล้วคุณพ่อเดอ ลิออนน์จะแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแล้วคณะราชทูตก็ถอยกลับและเดินผ่านห้องปลาแนตต์ (Planètes) ไปยังห้องออมบาสซาเดอร์ (Ambassadeurs) ที่มีการจัดเลี้ยงรับรองอย่างหรูหรา หลังงานเลี้ยงเสร็จสิ้นคณะราชทูตไปถวายพระพรและถวายของขวัญแด่มกุฎราชกุมารและพระราชโอรสทั้งสาม การเข้าเฝ้าฯ อันดับสุดท้ายคือการเข้าเฝ้าฯ เจ้าชายฟิลิป ดยุกแห่งออร์เลอ็อง (Philippe d’Orlean) พระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และพระชายา คือ เอลิซาเบธ ชาร์ล็อตต์ (Élisabeth-Charlotte de Bavière) เจ้าหญิงแห่งปาลาติน (la princess Palatine)

ภาพ: ดรุณี คำสุข

พระวจนาถและชีวประวัติของพระมหาเยซู

ต้นฉบับเขียนด้วยมือ ภาษาไทย ประมาณ ค.ศ. 1683-1684 โดยพระสังฆราชหลุยส์ ลาโน

ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งมิสซังต่างประเทศแห่งปารีสในสยาม สังฆราชลาโนได้เรียบเรียงคำสั่งสอน ประวัติและเรื่องราวต่างของศาสนาคริสต์ด้วยภาษาไทยและภาษาบาลี-สันสกฤตเพื่อเผยแผ่ธรรม และท่านสังฆราชยังได้แปลคำสอนหรือพระวจนาถเป็นภาษาไทยด้วยปัจจุบันนี้ถือได้ว่าเป็นเอกสารที่เขียนด้วยปลายปากกาของท่านเพียงชิ้นเดียวที่ยังคงตกทอดและเก็บรักษาไว้มาถึงทุกวันนี้ เอกสารนี้จัดแสดงอยู่บริเวณห้องประชาสัมพันธ์บริเวณทางซ้ายมือของประตูทางเข้า ซึ่งห้องดังกล่าวอยู่ด้านนอกของห้องที่จัดแสดงนิทรรศการ

ภาพ: ดรุณี คำสุข)

สมุดข่อยหรือสมุดไทย

เอกสารต้นฉบับเขียนเป็นภาษาไทย ปลายศตวรรษที่ 18

ที่มา: พิพิธภัณฑ์คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร, กรุงเทพฯ

สมุดไทยทำจากเปลือกของต้นข่อยมีทั้งหมด 6 เล่ม สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นที่วัดแห่งหนึ่งในสมัยอยุธยา ประกอบด้วยสมุดไทยสีขาวที่เขียนด้วยตัวหนังสือสีดำจำนวน1 เล่ม เนื้อหาภายในเล่มเป็นการวิธีการต้มใบ รากและพืชสมุนไพรต่าง ๆส่วนที่เหลืออีก 5 เล่มเป็นสมุดไทยดำที่ตัวหนังสือสีขาวซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเภสัชวิทยาและสูตรในการใช้พืชสมุนไพรในการรักษาโรค บางเล่มมีการเขียนรูปสรีระร่างกายของมนุษย์ บางเล่มมีการเขียนรูปคล้ายร่างกายของผู้หญิงเพื่อแสดงวิธีการรักษาในช่วงระยะต่างๆ ระหว่างการตั้งครรภ์

ภาพ: ดรุณี คำสุข

พระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่พระสังฆราชฌอง-หลุยส์ เวย์ ประมุข มิสซังสยาม

ทรงเขียนด้วยหมึกลงบนกระดาษ และทรงลงพระปรมาภิไธย, ค.ศ. 1878

ที่มา: หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

รัชกาลที่ 5 ทรงเขียนเพื่อขอบใจพระสังฆราชฌอง-หลุยส์ เวย์ (Mgr Jean-Louis Vey) ที่น้อมเกล้าฯ ถวายพระพรในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา และทรงขอบใจในงานสาธารณะสงเคราะห์ที่บรรดามิชชันนารีคณะมิสซัง ต่างประเทศบำเพ็ญมาโดยตลอดซึ่งยังประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศไทยด้วย

ภายในนิทรรศการยังมีเอกสารโบราณที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นด้วย เช่นจดหมายของสังฆราชลัมแบรต์ถึงสังฆราชปาลกัว แบบเรียนมีภาพประกอบวิชาภาษาอังกฤษของโรงเรียนเซนต์ยอแซฟ หนังสือไวยากรณ์ภาษาไทย แนวทางการปฏับัติงานของสังฆราชและมิชชันนารีที่มาประจำแคว้นตังเกี๋ยและโคชินจีน ภาพเขียนของสังฆราชปาลกัว และสังฆราชเดอ ลา มอตต์ และบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างเลอ เชอวาลิเยร์ เดอ โชมงต์(Chevalier de Chaumont)ราชฑูตฝรั่งเศสกับราชสำนักสยาม เป็นต้น

Fact File

  • นิทรรศการ “ข่าวดีที่ดินแดนแห่งรอยยิ้ม: สามศตวรรษครึ่งแห่งการดำรงอยู่ของคณะมิสซังต่างประเทศในประเทศไทย” (L’Évangile au Pays du Sourire: Trois siècles et demi de présence des Missions étrangèresenThaïlande) เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ – 30 มิถุนายน พ.ศ.2565 ณ Missions Etrangères de Paris, 128 rue du Bac 75007 Paris ทุกวันอังคาร-เสาร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 -18.00 น. โดยมีคำบรรยายประกอบนิทรรศการทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทย
  • การเดินทาง: เมโทรสาย 10 สาย 12 สถานี Sèvres-Babylone
  • ชมนิทรรศการแบบเสมือนจริงได้ที่ https://missionsetrangeres.com/visite-virtuelle-de-lexposition-temporaire-levangile-au-pays-du-sourire/

ขอขอบคุณ

  • Missions Etrangères de Paris
  • Patricia Crouan,Services Animation des Missions Etrangères de Paris
  • Éric Henry, Services d’animation culturelle et pastorale des Missions Etrangères de Paris
  • Julien Spiewak, direction de la communication aux Missions Etrangères de Paris

The post มิสซังสยาม : กว่า 350 ปี คริสต์ในสยามกับนิทรรศการเอกสารโบราณและศิลปวัตถุหายาก ณ กรุงปารีส appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...