จากเหยื่อสืบนนท์ยัดยา สู่ “เสี่ยโจ” รับ 40 ล้านขายที่มรดก ลั่นไม่แบ่งแม่เลี้ยงแม้บาทเดียว!
จากกรณีเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายภูวัต หรือ “โจ” สังข์สวน อายุ 24 ปี ชาว ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นผู้เสียหาย หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดรายหนึ่งเรียกรับเงินจำนวน 400,000 บาท อีกทั้งยังถูกลูกชายของแม่เลี้ยงร่วมกับเพื่อนและเจ้าหน้าที่บางราย วางแผนยัดยาเสพติดใส่รถจักรยานยนต์ของตน
นอกจากนี้ยังมีการกดเงินจากบัญชีธนาคารของตน ซึ่งมีเงินอยู่จำนวน 1,169,990 บาท จนเหลือเงินติดบัญชีเพียง 15 บาท รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอย่างสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท เลสข้อมือทองคำหนัก 2 บาท และแหวนทองคำหนัก 1 บาท รวมทองคำหนัก 5 บาท มูลค่ากว่า 250,000 บาท ถูกนำออกไปด้วย ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงขอให้ผู้สื่อข่าวช่วยเป็นกระบอกเสียงติดตามความเป็นธรรมและทวงคืนทรัพย์สินดังกล่าว
ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นายโจ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ไปออกรายการโทรทัศน์ชื่อดัง และได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินและทรัพย์สินของตน รวมถึงทองคำหนัก 5 บาท และนกกรงหัวจุกอีก 2 ตัว
นายโจเล่าว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว นายปีโป้ ถูกข่มขู่ให้ไปกดเงินให้ หากไม่ทำตามจะถูกทำร้ายร่างกาย และได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 20,000 บาท กระทั่งต่อมานายปีโป้และนายอิงได้เปิดเผยความจริงกับตนว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นการวางแผนล่วงหน้า
โดยก่อนเกิดเหตุ ตนกลับมาถึงบ้านและพบว่าป้าอุ๋ยกำลังเซ็นเอกสารโดยใช้ลายเซ็นปลอมของตน เพื่อเตรียมนำไปขายบ้าน ตนจึงปฏิเสธและเดินหนีออกมา ทำให้ฝ่ายดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ และนำยาเคตามีนจำนวน 5 กรัม ไปยัดไว้ในรถจักรยานยนต์ของตน ซึ่งตนยืนยันว่ามีพยานบุคคลที่รับรู้เหตุการณ์นี้
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาที่บ้านเพื่อทำการตรวจค้น และพบยาเคตามีนดังกล่าวภายในรถจักรยานยนต์ของตน พร้อมทั้งแสดงหมายค้นบ้านให้ดู ขณะนั้นตนได้ยืนยันว่าตนพกพาอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และยาเสพติดดังกล่าวไม่ใช่ของตน
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวตนไปยังหน่วยสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี โดยนำของกลางมาวางต่อหน้า และบอกว่าจะช่วยนำยาเคตามีนออกจากสำนวนคดีให้ เหลือเพียงข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท ตนจึงโอนเงินให้นายเต๋า ซึ่งเป็นน้องชาย เพื่อนำไปใช้เป็นเงินประกันตัว เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นข่าวโด่งดังในช่วงที่ผ่านมา และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล
ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมจากนายโจว่า ขณะนี้ตนได้ตัดสินใจขายบ้านพร้อมที่ดินเนื้อที่กว่า 500 ตารางวา ในราคา 40 ล้านบาท โดยผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำและจ่ายเงินล่วงหน้าแล้วจำนวน 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะทำธุรกรรมกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังสังเกตเห็นว่านายโจสวมใส่สร้อยคอทองคำ เลสข้อมือทองคำเส้นใหญ่ รวมถึงแหวนทองคำหลายวง จนแทบเรียกได้ว่าเป็น “เสี่ยโจ” ไปแล้ว
นายโจกล่าวอีกว่า หลังจากขายบ้านได้แล้ว ตนได้นำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนเลี้ยงไก่ชน เพื่อนำไปแข่งขันตามสนามต่าง ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็มีทั้งชนะและแพ้เป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันบ้านที่ตนอาศัยอยู่ในปัจจุบันก็เตรียมย้ายออกภายใน 1–2 วันนี้ โดยตนได้สร้างบ้านใหม่ไว้ภายในซอยสุเหร่าพระนั่งเกล้า บนที่ดินของมารดาที่มอบให้
ปัจจุบันตนตั้งใจยึดอาชีพเพาะและเลี้ยงไก่ชนไว้ขาย รวมถึงนำไปแข่งขันในสนาม โดยยังได้สาธิตวิธีการดูแลและให้น้ำไก่ชน รวมถึงการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามให้ผู้สื่อข่าวได้ชม
ส่วนความคืบหน้าทางคดี นายโจระบุว่า ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการฟ้องร้องฝ่ายแม่เลี้ยง ลูกเลี้ยง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพย์สินของตนไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกเจ็บใจมากที่สุดในขณะนี้ คือภายหลังจากที่ตนขายบ้านได้ในราคา 40 ล้านบาท ปรากฏว่าฝ่ายแม่เลี้ยงได้ให้ทนายความส่งหนังสือโนติสมายังตน โดยอ้างสิทธิ์ว่าเงินจากการขายบ้านดังกล่าว แม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงต้องมีส่วนแบ่ง และควรแบ่งกันเท่า ๆ กัน เนื่องจากแม่เลี้ยงเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาตน
อย่างไรก็ตาม นายโจยืนยันหนักแน่นว่า ตนจะไม่ยอมแบ่งเงินจากการขายบ้านครั้งนี้ให้แม้แต่บาทเดียว และพร้อมต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด โดยขอให้ทุกอย่างไปพิสูจน์กันในชั้นศาล