โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากเหยื่อสืบนนท์ยัดยา สู่ “เสี่ยโจ” รับ 40 ล้านขายที่มรดก ลั่นไม่แบ่งแม่เลี้ยงแม้บาทเดียว!

เดลินิวส์

อัพเดต 15 มี.ค. เวลา 22.31 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 15.31 น. • เดลินิวส์
หนังคนละม้วน! หนุ่มนนทบุรีเปิดโปงเบื้องหลังถูกลูกชายแม่เลี้ยงวางแผนยัดยาใส่รถ ก่อนถูกชุดสืบฯ รีดเงินซ้ำ ล่าสุดชีวิตเปลี่ยนหลังขายบ้านได้เงินก้อนโตจนถูกขนานนาม

จากกรณีเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายภูวัต หรือ “โจ” สังข์สวน อายุ 24 ปี ชาว ต.สวนใหญ่ อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นผู้เสียหาย หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจังหวัดรายหนึ่งเรียกรับเงินจำนวน 400,000 บาท อีกทั้งยังถูกลูกชายของแม่เลี้ยงร่วมกับเพื่อนและเจ้าหน้าที่บางราย วางแผนยัดยาเสพติดใส่รถจักรยานยนต์ของตน

นอกจากนี้ยังมีการกดเงินจากบัญชีธนาคารของตน ซึ่งมีเงินอยู่จำนวน 1,169,990 บาท จนเหลือเงินติดบัญชีเพียง 15 บาท รวมถึงทรัพย์สินมีค่าอย่างสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท เลสข้อมือทองคำหนัก 2 บาท และแหวนทองคำหนัก 1 บาท รวมทองคำหนัก 5 บาท มูลค่ากว่า 250,000 บาท ถูกนำออกไปด้วย ทำให้ตนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก จึงขอให้ผู้สื่อข่าวช่วยเป็นกระบอกเสียงติดตามความเป็นธรรมและทวงคืนทรัพย์สินดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 มี.ค. นายโจ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ตนได้ไปออกรายการโทรทัศน์ชื่อดัง และได้ให้สัมภาษณ์ตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรับเงินและทรัพย์สินของตน รวมถึงทองคำหนัก 5 บาท และนกกรงหัวจุกอีก 2 ตัว

นายโจเล่าว่า ในเหตุการณ์ดังกล่าว นายปีโป้ ถูกข่มขู่ให้ไปกดเงินให้ หากไม่ทำตามจะถูกทำร้ายร่างกาย และได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 20,000 บาท กระทั่งต่อมานายปีโป้และนายอิงได้เปิดเผยความจริงกับตนว่า เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นการวางแผนล่วงหน้า

โดยก่อนเกิดเหตุ ตนกลับมาถึงบ้านและพบว่าป้าอุ๋ยกำลังเซ็นเอกสารโดยใช้ลายเซ็นปลอมของตน เพื่อเตรียมนำไปขายบ้าน ตนจึงปฏิเสธและเดินหนีออกมา ทำให้ฝ่ายดังกล่าวเกิดความไม่พอใจ และนำยาเคตามีนจำนวน 5 กรัม ไปยัดไว้ในรถจักรยานยนต์ของตน ซึ่งตนยืนยันว่ามีพยานบุคคลที่รับรู้เหตุการณ์นี้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาที่บ้านเพื่อทำการตรวจค้น และพบยาเคตามีนดังกล่าวภายในรถจักรยานยนต์ของตน พร้อมทั้งแสดงหมายค้นบ้านให้ดู ขณะนั้นตนได้ยืนยันว่าตนพกพาอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย และยาเสพติดดังกล่าวไม่ใช่ของตน

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวตนไปยังหน่วยสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี โดยนำของกลางมาวางต่อหน้า และบอกว่าจะช่วยนำยาเคตามีนออกจากสำนวนคดีให้ เหลือเพียงข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืน แต่มีเงื่อนไขว่าต้องจ่ายเงินจำนวน 400,000 บาท ตนจึงโอนเงินให้นายเต๋า ซึ่งเป็นน้องชาย เพื่อนำไปใช้เป็นเงินประกันตัว เหตุการณ์ดังกล่าวได้กลายเป็นข่าวโด่งดังในช่วงที่ผ่านมา และขณะนี้คดีอยู่ระหว่างกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล

ต่อมา ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยเพิ่มเติมจากนายโจว่า ขณะนี้ตนได้ตัดสินใจขายบ้านพร้อมที่ดินเนื้อที่กว่า 500 ตารางวา ในราคา 40 ล้านบาท โดยผู้ซื้อได้วางเงินมัดจำและจ่ายเงินล่วงหน้าแล้วจำนวน 20 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะทำธุรกรรมกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังสังเกตเห็นว่านายโจสวมใส่สร้อยคอทองคำ เลสข้อมือทองคำเส้นใหญ่ รวมถึงแหวนทองคำหลายวง จนแทบเรียกได้ว่าเป็น “เสี่ยโจ” ไปแล้ว

นายโจกล่าวอีกว่า หลังจากขายบ้านได้แล้ว ตนได้นำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนเลี้ยงไก่ชน เพื่อนำไปแข่งขันตามสนามต่าง ๆ ซึ่งผลการแข่งขันก็มีทั้งชนะและแพ้เป็นเรื่องปกติ ขณะเดียวกันบ้านที่ตนอาศัยอยู่ในปัจจุบันก็เตรียมย้ายออกภายใน 1–2 วันนี้ โดยตนได้สร้างบ้านใหม่ไว้ภายในซอยสุเหร่าพระนั่งเกล้า บนที่ดินของมารดาที่มอบให้

ปัจจุบันตนตั้งใจยึดอาชีพเพาะและเลี้ยงไก่ชนไว้ขาย รวมถึงนำไปแข่งขันในสนาม โดยยังได้สาธิตวิธีการดูแลและให้น้ำไก่ชน รวมถึงการฝึกซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามให้ผู้สื่อข่าวได้ชม

ส่วนความคืบหน้าทางคดี นายโจระบุว่า ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการฟ้องร้องฝ่ายแม่เลี้ยง ลูกเลี้ยง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำทรัพย์สินของตนไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกเจ็บใจมากที่สุดในขณะนี้ คือภายหลังจากที่ตนขายบ้านได้ในราคา 40 ล้านบาท ปรากฏว่าฝ่ายแม่เลี้ยงได้ให้ทนายความส่งหนังสือโนติสมายังตน โดยอ้างสิทธิ์ว่าเงินจากการขายบ้านดังกล่าว แม่เลี้ยงและลูกเลี้ยงต้องมีส่วนแบ่ง และควรแบ่งกันเท่า ๆ กัน เนื่องจากแม่เลี้ยงเป็นผู้จัดการมรดกของบิดาตน

อย่างไรก็ตาม นายโจยืนยันหนักแน่นว่า ตนจะไม่ยอมแบ่งเงินจากการขายบ้านครั้งนี้ให้แม้แต่บาทเดียว และพร้อมต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรมจนถึงที่สุด โดยขอให้ทุกอย่างไปพิสูจน์กันในชั้นศาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...