โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักดาราศาสตร์จับภาพการกำเนิด “แมกนีตาร์” ไขปริศนาแหล่งพลังงานของซูเปอร์โนวาที่สว่างที่สุดในจักรวาล

SPACEMAN

อัพเดต 13 มี.ค. เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. เวลา 01.05 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่นักดาราศาสตร์สามารถสังเกตการณ์การกำเนิดของ "แมกนีตาร์" (Magnetar) หรือดาวนิวตรอนที่หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็วและมีสนามแม่เหล็กกำลังสูงมาก การค้นพบครั้งนี้ช่วยยืนยันว่าดาวมฤตยูเหล่านี้คือแหล่งพลังงานเบื้องหลังการระเบิดของดาวฤกษ์ หรือที่เรียกว่าซูเปอร์โนวา (Supernova) ซึ่งมีความสว่างมากที่สุดบางดวงในเอกภพ งานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยเป็นการตอกย้ำทฤษฎีที่นักฟิสิกส์เคยเสนอไว้เมื่อ 16 ปีก่อน พร้อมทั้งเปิดเผยให้เห็นปรากฏการณ์ใหม่ของการระเบิดที่มีลักษณะกราฟแสงกระพริบถี่ขึ้นคล้ายเสียงนกร้อง ซึ่งสามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

นับตั้งแต่มีการค้นพบในช่วงต้นทศวรรษ 2540 ซูเปอร์โนวาที่มีความสว่างยิ่งยวด (Superluminous supernova) ซึ่งสว่างกว่าซูเปอร์โนวาทั่วไปถึงสิบเท่าหรือมากกว่านั้น ได้สร้างความประหลาดใจให้กับวงการดาราศาสตร์มาโดยตลอด เดิมทีเชื่อกันว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษ์มวลมากราว 25 เท่าของดวงอาทิตย์ แต่แสงสว่างกลับคงอยู่ยาวนานกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับวงจรปกติที่แก่นเหล็กของดาวฤกษ์ยุบตัวและชั้นบรรยากาศผิวนอกถูกเป่าหลุดออกไป

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2553 แดน คาเซน นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์เชิงทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้เสนอแนวคิดเป็นคนแรกว่า แหล่งพลังงานที่ทำให้แสงสว่างคงอยู่ยาวนานนั้นมาจากแมกนีตาร์ ทฤษฎีนี้ระบุว่าเมื่อดาวฤกษ์มวลมากสิ้นอายุขัยและยุบตัวลง มวลส่วนใหญ่จะถูกบีบอัดจนกลายเป็นดาวนิวตรอนที่มีความหนาแน่นสูงมาก ซึ่งเป็นสภาวะที่เกือบจะกลายไปเป็นหลุมดำ หากดาวฤกษ์ดวงเดิมมีสนามแม่เหล็กที่แข็งแกร่งมาก สนามแม่เหล็กนั้นจะถูกขยายกำลังขึ้นมหาศาลระหว่างการก่อตัวของแมกนีตาร์ ส่งผลให้มีสนามแม่เหล็กแรงกว่าดาวนิวตรอนปกติหรือพัลซาร์ (Pulsar) ถึง 100 ถึง 1,000 เท่า แมกนีตาร์ที่เพิ่งเกิดใหม่นี้อาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงประมาณ 16 กิโลเมตร แต่สามารถหมุนรอบตัวเองได้เร็วกว่า 1,000 รอบต่อวินาที การหมุนอย่างบ้าคลั่งนี้จะเร่งอนุภาคที่มีประจุให้พุ่งชนกับเศษซากที่กำลังขยายตัวจากซูเปอร์โนวา ทำให้ความสว่างของมันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของทฤษฎีนี้ปรากฏขึ้นเมื่อ โจเซฟ ฟาราห์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตาบาร์บารา และหอดูดาวลาส คุมเบรส ได้วิเคราะห์ข้อมูลของซูเปอร์โนวาชื่อ SN 2024afav ซึ่งถูกค้นพบเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 ซูเปอร์โนวาดวงนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณหนึ่งพันล้านปีแสง และได้รับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของความสว่างอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 200 วัน สิ่งที่ฟาราห์พบคือ หลังจากความสว่างพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันที่ 50 แสงกลับไม่ได้จางหายไปแบบเรียบเนียนตามปกติ แต่กลับมีความสว่างแกว่งตัวลดลงอย่างช้า ๆ โดยมีรอบการแกว่งตัวที่สั้นลงเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความสว่างนูนขึ้นบนกราฟแสงถึงสี่ครั้ง ลักษณะคล้ายกับความถี่ของเสียงนกร้องที่ค่อย ๆ แหลมสูงขึ้น

ฟาราห์และทีมงานได้อธิบายกลไกนี้ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป โดยอธิบายว่าสสารบางส่วนจากการระเบิดได้ร่วงกลับลงมาหาแมกนีตาร์และก่อตัวเป็นจานพอกพูนมวล (Accretion disk) เนื่องจากสสารเหล่านี้ไม่ได้เรียงตัวอย่างสมมาตร แกนการหมุนของจานพอกพูนมวลจึงเอียงทำมุมกับแกนการหมุนของดาวนิวตรอน เมื่อมวลมหาศาลที่กำลังหมุนทำการลากปริภูมิ-เวลา (Space-time) ไปพร้อมกันตามหลักการของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการหมุนควงแบบเลนส์-ทิร์ริง (Lense-Thirring precession) ส่งผลให้จานสสารเกิดการส่าย การส่ายนี้จะบดบังและสะท้อนแสงจากแมกนีตาร์เป็นระยะ คล้ายกับประภาคารอวกาศที่กระพริบแสงสลับไปมา และเมื่อจานสสารหดเล็กลงเข้าหาศูนย์กลางดาว มันจะส่ายเร็วขึ้น ทำให้แสงกระพริบถี่ขึ้นจนเกิดเป็นลวดลายกราฟแสงแบบเสียงนกร้องที่นักดาราศาสตร์สังเกตพบ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด นักดาราศาสตร์ประเมินว่าดาวนิวตรอนดวงนี้มีคาบการหมุนรอบตัวเองที่ 4.2 มิลลิวินาที และมีสนามแม่เหล็กแรงกว่าโลกถึง 300 ล้านล้านเท่า ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติเด่นของแมกนีตาร์ อเล็กซ์ ฟิลิปเพนโก ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เน้นย้ำว่านี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่าแมกนีตาร์ก่อตัวขึ้นจริง ณ ใจกลางของการระเบิด แม้จะไม่ได้หมายความว่าซูเปอร์โนวาที่มีความสว่างยิ่งยวดทุกดวงต้องเกิดจากแมกนีตาร์เสมอไป เพราะอาจมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นกระแทกชนกับสสารรอบดาวฤกษ์ หรือบางกรณีอาจเป็นการก่อตัวของหลุมดำ แต่การค้นพบนี้ก็สามารถอธิบายซูเปอร์โนวาสว่างยิ่งยวดส่วนหนึ่งได้อย่างชัดเจน

การค้นพบครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการนำทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมาใช้อธิบายกลไกทางกลศาสตร์ของซูเปอร์โนวา ในอนาคตเมื่อหอดูดาวเวรา ซี. รูบิน (Vera C. Rubin Observatory) เริ่มเปิดใช้งานเต็มรูปแบบเพื่อสำรวจท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างครอบคลุมที่สุด นักดาราศาสตร์คาดหวังว่าจะค้นพบซูเปอร์โนวาที่มีลักษณะการกระพริบแสงเช่นนี้เพิ่มอีกหลายสิบดวง ซึ่งจะช่วยตอกย้ำว่าเอกภพยังมีกลไกอันน่าทึ่งอีกมากมายที่รอให้เราค้นหาคำตอบ

ข้อมูลอ้างอิง: UC Berkeley News

  • Astronomers capture birth of a magnetar, confirming link to some of universe’s brightest exploding stars
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...