โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ห่วงต้นทุนค่าไฟพุ่ง 58 สต.สั่งกฟผ.เดินเครื่องโรงถ่านหินเพิ่ม

The Better

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
กกพ.คุมค่าไฟไม่ให้ขยับ หลัง LNG  ราคาพุ่ง กำชับกฟผ.คุมสถานการณ์แม่เมาะ เร่งซ่อม-ปรับแผนเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากขึ้นลดต้นทุนค่าไฟ

ดร. พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ในการประชุม กกพ. ครั้งที่ 11/2569(ครั้งที่ 1001) ที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์พลังงานและการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะอย่างใกล้ชิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ในสถานการณ์ที่ราคาพลังงานโลกมีความผันผวน โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น การพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยหากราคา LNG ปรับเพิ่มจากประมาณ 12 USD/MMBtu เป็น 25 USD/MMBtu จะทำให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) เพิ่มขึ้นประมาณ 0.58 บาทต่อหน่วย

ทั้งนี้จำเป็นต้องปรับแผนการผลิตไฟฟ้าโดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีต้นทุนประมาณ 0.70 บาทต่อหน่วย และมีเสถียรภาพด้านราคา จึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม และรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าของประเทศ

ปัจจุบันโรงไฟฟ้าถ่านหินของประเทศไทยดำเนินการภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด โดยมีระบบควบคุมมลพิษทางอากาศที่ได้มาตรฐานสากล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าเป็นไปอย่างสมดุลทั้งด้านความมั่นคงพลังงาน ต้นทุนค่าไฟฟ้า และการดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

“กกพ. ให้ความสำคัญทั้งความมั่นคงระบบไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยได้กำกับดูแลและเน้นย้ำให้มีการปรับแผนการผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อบริหารต้นทุนพลังงานในภาพรวม” ดร.พูลพัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ที่ประชุมได้รับทราบการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กรณีเกิดเหตุดินสไลด์ในพื้นที่ทิ้งและเก็บมูลดินทรายของเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบลำเลียงดินและการจัดหาเชื้อเพลิงลิกไนต์สำหรับการผลิตไฟฟ้า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ส่งผลให้ระบบสายพานลำเลียงดินได้รับความเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ กระทบต่อการเปิดหน้าดินและการลำเลียงถ่านหินลิกไนต์

ทางกฟผ.ได้เร่งดำเนินการแก้ไข โดยคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนภายในเดือนกรกฎาคม 2569 และจะกลับสู่สภาวะปกติได้ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในระหว่างนี้ กฟผ. ได้บริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยใช้ถ่านหินลิกไนต์จากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก พร้อมปรับแผนการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ภาคเหนือ

อย่างไรก็ตามกกพ.ได้กำชับให้ กฟผ. เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงและปรับปรุงระบบสายพานลำเลียงดินโดยเร็ว เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการได้ตามปกติภายในกรอบเวลาที่กำหนด พร้อมทั้งให้พิจารณาปรับแผนการผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งมีต้นทุนต่ำ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวมและบรรเทาผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน โดยจะดูแลทั้งด้านความมั่นคงพลังงานและการดูแลค่าไฟฟ้า เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีเสถียรภาพและค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...