โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

Citi คาด น้ำมันดิบเบรนท์ แตะ 110-120 ดอลลาร์ เสี่ยงทะลุ 200 หากสงครามยืดเยื้อ ปิดฮอร์มุชถึงมิ.ย.

การเงินธนาคาร

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 10.17 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 03.17 น.

Citi คาด "น้ำมันดิบเบรนท์" แตะ 110-120 ดอลลาร์ เสี่ยงทะลุ 200 หากสงครามยืดเยื้อหากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวงกว้าง ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดถึงเดือนมิ.ย.

19 มี.ค. 2569 - ซิตี้ (Citi) ระบุในรายงานเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างมากจากการหยุดชะงักของอุปทานท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะปรับขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

ซิตี้ มองว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์ โดยอาจเป็นจุดที่สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจังหวะที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปล่อยน้ำมันสำรองออกมาอย่างจริงจังมากขึ้น รวมถึงอาจผลักดันให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาดำเนินการเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

รายงานซึ่งจัดทำโดย แม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกของซิตี้ ระบุว่า ในกรณีฐานซึ่งมีความน่าจะเป็น 50% คาดว่าจะเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณสูงถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน ซิตี้เตือนว่า ความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งยังคงมีนัยสำคัญ โดยใน กรณีเชิงบวก ต่อราคาซึ่งมีความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ หากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

ในทางกลับกัน กรณีเชิงลบ ต่อราคาซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% คาดว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงสู่ระดับ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้อย่างรวดเร็วและมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

นอกเหนือจากน้ำมันดิบ ซิตี้ยังมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออะลูมิเนียม โดยชี้ว่าระดับสต๊อกที่ต่ำ ประกอบกับความเป็นไปได้ที่โรงถลุงในตะวันออกกลางจะลดกำลังการผลิต อาจทำให้อุปทานอะลูมิเนียมทั่วโลกลดลงถึง 6%

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...