โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิติสงครามพิฆาตส้มถึงศาลฎีกาชงสอบป.ป.ช.ส่อสองมาตรฐานตัดสิทธิ์44สส.

PostToday

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถอดรหัสนิติสงคราม: กลไกมรดกคณะรัฐประหารลดทอนอำนาจประชาชน

"นิติสงคราม" ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน ถูกนิยามว่าเป็นกระบวนการเชิงกฎหมายที่ใช้เพื่อรักษาความต่อเนื่องของระบอบการเมืองที่เป็นมรดกมาจากการรัฐประหาร

โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุชัดเจนว่า กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดทอนอำนาจของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง และพยายามดึงอำนาจบริหารและนิติบัญญัติกลับไปไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำเพียงกลุ่มเดียว ผ่านการตีความข้อกฎหมายและใช้องค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูทางการเมือง

เปิดข้อกังขาบทบาทองค์กรอิสระ: ปรากฏการณ์สองมาตรฐานฟอกขาว

กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระกำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักว่ากลายเป็นเครื่องมือหลักในนิติสงครามหรือไม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถูกวิจารณ์ว่ามีมาตรฐานที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

  • กรณี สส. 44 คน ของพรรคก้าวไกล (เดิม): ถูกไต่สวนดำเนินคดีจริยธรรมร้ายแรงอย่างรวดเร็ว
  • กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ: ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์ว่าทำหน้าที่เป็น "องค์กรฟอกขาว" ไม่ยึดตามบรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในลักษณะเดียวกัน ทำให้เกิดสภาวะ "เซาะกร่อนบ่อนทำลาย" ความเชื่อถือและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อองค์กรอิสระอย่างรุนแรง

ยุทธวิธีพิฆาตส้ม: เด็ดดอกไม้ริดกิ่งก้านตัดสิทธิ์ผู้นำพรรค 3 รุ่น

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธี "ขุดรากถอนโคน" เพื่อสกัดกั้นการเติบโตของพรรคการเมืองตระกูลส้มอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล รวมถึงการตัดสิทธิ์ทางการเมืองต่อผู้นำพรรคมาแล้วถึง 3 รุ่น ได้แก่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนายชัยธวัช ตุลาธน ล่าสุดคือการใช้ข้ออ้างเรื่องจริยธรรมร้ายแรงเพื่อดำเนินคดีกับ สส. อีก 44 คน ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตในอนาคตอันใกล้

เปิดขั้นตอนตามกฎหมาย: สส.-สว. เข้าชื่อ 1 ใน 5 ร้องประธานศาลฎีกา

เพื่อเป็นการตอบโต้กระบวนการนิติสงคราม สส. และ สว. บางส่วนได้เริ่มรวบรวมรายชื่อตามช่องทางรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้

[สส. และ สว. ร่วมลงชื่อ 1 ใน 5 ของสองสภา] ──> [ยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา] ──> [ประธานรัฐสภาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา] ──> [ตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง]

กระบวนการนี้เป็นช่องทางเดียวตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบและเอาผิดคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ส่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่

กับดักมาตรา 236: ปัญหาดุลพินิจประธานสภาและเครือข่ายการเมือง

แม้จะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ครบตามเกณฑ์ แต่การขับเคลื่อนเพื่อเอาผิด ป.ป.ช. ยังมีข้อสังเกตและอุปสรรคสำคัญจากข้อบทในรัฐธรรมนูญ มาตรา 236

  • ช่องโหว่ดุลพินิจ: มาตราดังกล่าวถูกตีความว่าให้ดุลพินิจแก่ประธานสภาในการพิจารณาว่าจะ "ส่งหรือไม่ส่ง" เรื่องไปยังประธานศาลฎีกา
  • ความเชื่อมโยงทางการเมือง: เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์เชิงพื้นที่หรือเครือข่ายระหว่างประธานสภากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีที่ ป.ป.ช. เคยมีมติไปก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจระงับการส่งเรื่อง ทำให้กระบวนการตรวจสอบยุติลงทันทีโดยไม่มีความผิดตามกฎหมาย

ข้อเสนอผ่าทางตัน: ชงแก้ไขรัฐธรรมนูญปลดล็อกกระบวนการยุติธรรม

จากข้อจำกัดและปัญหาดุลพินิจของประธานสภาตามมาตรา 236 จึงเริ่มมีแนวคิดจากภาคส่วนการเมืองและนักวิชาการในการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกการใช้ดุลพินิจของประธานสภา เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อครบตามเกณฑ์ 1 ใน 5 แล้ว ประธานสภาจะต้องทำหน้าที่เป็นเพียง "ทางผ่าน" ในการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาโดยตรง เพื่อสร้างความโปร่งใสและคืนความเป็นธรรมให้แก่กลไกตรวจสอบองค์กรอิสระของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...