MPJ กางกลยุทธ์ Fuel Surcharge รับมือพลังงานผันผวน มั่นใจ Q1/2569 โตแกร่ง
MPJ ชี้สถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบปริมาณตู้คอนเทนเนอร์ในวงจำกัด เหตุสัดส่วนการค้าไทยไม่สูง เดินหน้าโมเดลบริหารต้นทุนเชิงรุกผ่านค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง รักษาอัตรากำไรท่ามกลางวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ เร่งทดสอบหัวลาก EV ปูพรมพลังงานสะอาดหวังลดต้นทุนระยะยาวทดแทนน้ำมันใน 3-5 ปีข้างหน้า
20 เมษายน 2569 บมจ.เอ็ม พี เจ โลจิสติกส์ (MPJ) เปิดเผยแผนบริหารจัดการองค์กรภายใต้สภาวะความผันผวนของราคาพลังงานโลก โดยชูยุทธศาสตร์การปรับใช้ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) เป็นกลไกหลักในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมส่งสัญญาณบวกต่อผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
Fuel Surcharge อาวุธหลักสู้ราคาน้ำมัน
นายจีระศักดิ์ มานะตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารMPJ ระบุว่าบริษัทให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการต้นทุนผ่านกลยุทธ์ Fuel Surcharge ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่เรียกเก็บจากลูกค้าเพื่อชดเชยส่วนต่างของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กลไกดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจากการที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงเกินความคาดหมาย และช่วยให้บริษัทสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนโดยไม่กระทบต่อโครงสร้างกำไรหลัก
ด้านสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะเริ่มมีสัญญาณบวกจากการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างอิสราเอลและเลบานอน แต่ความไม่ชัดเจนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าผลกระทบต่อปริมาณการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ในเส้นทางดังกล่าวจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่สูงมากนัก
นายจีระศักดิ์ กล่าวถึงสถานการณ์ตลาดว่า “บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการบริหารจัดการต้นทุน ผ่านกลยุทธ์ค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง (Fuel Surcharge) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบต่อผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางสถานการณ์พลังงานที่พุ่งสูงขึ้น”
ยกระดับสู่ Green Logistics ทดสอบหัวลาก EV ลดต้นทุนระยะยาว
นอกจากการใช้กลไกราคาเพื่อบริหารต้นทุนในระยะสั้นแล้ว MPJยังได้เริ่มดำเนินแผนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัทได้เริ่มนำรถหัวลากไฟฟ้า (EV) มาทดสอบวิ่งในการให้บริการจริง เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกด้านประสิทธิภาพและอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานเปรียบเทียบกับรถหัวลากสันดาปภายในแบบเดิม
ข้อมูลจากการทดสอบดังกล่าวจะถูกนำมาใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนกองรถในอนาคต โดยบริษัทคาดการณ์ว่ารถหัวลาก EV จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป็นการสร้างฐานต้นทุนที่มั่นคงกว่าการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว
มุ่งเป้าไตรมาส 1/2569 เติบโตท่ามกลางความท้าทาย
จากการปรับตัวที่รวดเร็วทั้งในด้านการบริหารสัญญาจ้างและการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ ทำให้ MPJ มั่นใจว่าผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2569 จะยังคงรักษาทิศทางการเติบโตได้ตามเป้าหมาย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในฐานะผู้นำลานตู้คอนเทนเนอร์และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
นายจีระศักดิ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีว่า “สถานการณ์น้ำมันที่ผันผวนจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่รถหัวลาก EV เร็วขึ้น แม้ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่จะเป็นโอกาสให้ MPJยกระดับการขนส่งสู่ความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน”
ปัจจุบัน MPJยังคงติดตามสถานการณ์ค่าระวางเรือ (Freight Rate) ในเส้นทางต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อลูกค้าและวางแผนรับมือล่วงหน้า โดยเน้นย้ำถึงภาพลักษณ์การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและมีความยืดหยุ่นสูงต่อปัจจัยภายนอก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว