โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มิ.ย.ใช้ไฟน้อยยูนิตละ 3 บาท TDRI แนะรื้อ 'ค่าพร้อมจ่าย' ลดภาระ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 เม.ย. เวลา 14.44 น. • เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 00.32 น.

ครม.ไฟเขียววาระแห่งชาติ ปรับโครงสร้างพลังงาน ลดค่าไฟ 200 ยูนิต ไม่เกิน 3 บาท/หน่วย ดีเดย์รอบบิลงวด มิ.ย.นี้ พร้อมหนุนติดโซลาร์รูฟท็อป มีให้กู้ ดบ.ต่ำ-รับซื้อไฟคืน“เอกนัฏ” ฮึ่มเลิกสัญญา Adder 4,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้ 20 สตางค์ “ทีดีอาร์ไอ”ชี้ปรับโครงสร้างช่วยลดค่าไฟได้จริง เหมาะสมช่วงค่าครองชีพแพง แต่ติงอยากให้เน้นกลุ่มเปราะบางตรงจุดกว่า ห่วงลดค่าไฟถ้วนหน้า 200 หน่วยเป็นภาระหนัก ระบุ Adder ใกล้หมดอายุสัญญาแล้ว ควรพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบ แนะแก้ “ค่าพร้อมจ่าย”ช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้สูงถึง 60-70 สต.ต่อหน่วย

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 เมษายน 2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบวาระแห่งชาติด้านพลังงาน โดยที่ประชุมพิจารณาประเด็นหลักคือ บรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ผันผวน และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมอง 2 ส่วนคือ ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน และการพัฒนาศักยภาพลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

ทั้งนี้ ในส่วนเรื่องค่าไฟ ครม.เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปดำเนินการตามวาระแห่งชาติด้านพลังงาน โดยดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้า 200 ยูนิต อัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย รอบบิลในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งมาตรการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน 20 ล้านครัวเรือน

ส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟมากกว่า 200 ยูนิต รัฐบาลอยากให้พิจารณาการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพราะรัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมติดโซลาร์รูฟท็อป ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนจ่ายถูกกว่าค่าไฟ และมีกระบวนการรับซื้อคืนด้วยระบบ Net Billing ราคาค่าไฟฟ้าที่ขายคืนเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้า หากไม่ขายไฟคืนก็สามารถนำไปลดภาษีได้ และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระบบ Esco Model รวมถึงปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff และให้ลดการใช้ไฟฟ้าของหน่วยงานภาครัฐ 20% ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีพลังงานเพื่อประหยัดไฟ เช่น เปลี่ยนหลอดไฟฟ้าสาธารณะเป็นหลอด LED เปลี่ยนหลอดไฟถนนเป็นพลังงานแสงอาทิตย์

ยันค่าไฟใหม่ถูกลง 30-40%

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สูตรค่าไฟใหม่จะทำให้ค่าไฟถูกลงทั้งระบบ 30-40% ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้เฉพาะสำหรับครัวเรือนของประชาชน ไม่เกี่ยวกับกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือผู้ใช้ไฟที่เป็นเกษตรกร และไม่เกี่ยวกับผู้ที่ใช้อัตราค่าไฟแบบมิเตอร์ TOU (Time of Use หรือมิเตอร์ไฟฟ้าระบบดิจิทัลที่คิดค่าไฟตามช่วงเวลาการใช้งานจริง) โดยคำนวณแล้วมีทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือน โดยการคำนวณค่าไฟ 200 หน่วยแรกจะได้ทุกคนโดยครัวเรือนที่ใช้ไฟใน 200 หน่วยแรก ค่าไฟจะลดลง 20% ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วยจะถูกลง 10%

นายเอกนัฏกล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้เสนอ ครม.เป็นวาระแห่งชาติอาทิ การปรับโครงสร้างค่าไฟ และการส่งเสริมการใช้โซลาร์รูฟท็อป นอกจากนี้ ยังมีวาระการส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้า และจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทย และการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพในหน่วยงานราชการ ไฟบนพื้นถนน

รวมถึงการลดค่าไฟถาวร โดยจะใช้มติ ครม. ไปเร่งเจรจายกเลิกเปลี่ยนสัญญาโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นสัญญาทาสชั่วนิรันดร์ เพราะไปคำนวณอัตราค่าไฟแพง และจะลดการพึ่งพาแก๊สในการผลิตไฟฟ้า หากเราช่วยกันใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน ค่าไฟจะถูกลงกับทุกคน โดยหลังจากเข้าที่ประชุม ครม.แล้วจะร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในวันที่ 29 เมษายน 2569 เพื่อนำเรื่องทำประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะมีผลในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้

เปิดแผนรื้อโครงสร้างพลังงาน

รายงานข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้นายเอกนัฏระบุว่าจะเสนอ ครม.ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ซึ่งปัจจุบันโครงสร้างค่าไฟเป็นแบบขั้นบันไดคล้ายภาษีคือใช้ไฟน้อยจ่ายถูก ใช้ไฟมากจ่ายแพง แต่ความแตกต่างของแต่ละขั้นยังไม่ชัด

และโครงสร้างนี้แทบไม่ได้เปลี่ยนมาประมาณ 20 ปีแล้ว แนวทางที่กำลังจะปรับคือ ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนจะได้ใช้อัตราประมาณ 3 บาทต่อหน่วย (ประมาณ 15.4 ล้านครัวเรือน) ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วย (ประมาณ 7.8 ล้านครัวเรือน) จะเป็นกลุ่มอัตราค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้นเล็กน้อย

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ที่ดำเนินการมาแล้วช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยต้องการให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ 2-3 เท่า ขั้นตอนต่าง ๆ จะถูกปรับให้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ต้องขอหลายหน่วยงานจะกำหนดให้อนุมัติได้รวดเร็ว ติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัลให้เสร็จภายในไม่เกิน 30 วัน หรืออาจเร็วได้ถึงประมาณ 7 วัน และหากผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าที่ใช้ก็สามารถขายคืนเข้าสู่ระบบได้ ในอัตราที่กำลังพิจารณา ซึ่งคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย เงินส่วนนี้สามารถนำไปหักลดค่าไฟในรอบบิลได้

โดยมาตรการค่าไฟ 3 บาท สำหรับผู้ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย คาดว่าจะเริ่มใช้ในรอบบิลเดือนมิถุนายน รวมถึงระบบขายไฟคืน (Net Billing)

ในส่วนของค่าใช้จ่ายติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งต้องใช้เงินก้อน ก็มีแนวคิดในการจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เช่น การช่วยกันรับภาระดอกเบี้ยบางส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระได้ง่ายขึ้น

“ในเดือนเมษายนยังใช้อัตราเดิมอยู่ แต่พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคม เนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ LNG สูงขึ้น ทำให้ค่า FT ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยขยับจาก 3.88 บาทต่อหน่วย เป็นประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 7 สตางค์ ซึ่งคนใช้ไฟน้อยกว่า 200 หน่วย ค่าไฟจะไม่เกิน 3 บาท ส่วนผู้ใช้ไฟ 201-400 หน่วย ค่าไฟ 3.95 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นเรตปกติ ส่วนผู้ใช้ไฟ 401 หน่วยจำนวน 3.2 ล้านครัวเรือน ค่าไฟรอปรับอัตราใหม่ แต่ก็แนะนำให้ติดโซลาร์เซลล์”

เลิก Adder 4,000 เมกะวัตต์

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังกล่าวถึงแผนการยกเลิกสัญญาทาส 4,000 กว่าเมกะวัตต์ และหันมาส่งเสริมให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตรับซื้อราคาเท่ากัน ทั้ง Adder และประชาชน

โดยในส่วนของสัญญาที่มีการซื้อพลังงานทดแทนในราคาแพง มาจากสัญญาที่ไปซื้อค่าพลังงานทดแทนในระบบ Adder ไว้ก่อนหน้านี้ 4,000 กว่าเมกะวัตต์ (MW) ที่ทำให้คนไทยใช้ไฟแพงขึ้นเกือบ 20 สต. ในส่วนนี้ต้องหยุด ในที่สุดอาจต้องเป็นคดีความกับเอกชนที่เอาเปรียบประชาชน ซึ่งระบบโซลาร์จะมีการรับซื้อจากประชาชนในราคา 2.20 บาท ซึ่งในระบบ Adder ของเก่าผูกกันมานานมีราคาแพงมากกว่า 3-4 บาท จำเป็นต้องยกเลิก ซึ่งจะต้องเจรจาทบทวนสัญญา จะต้องหารืออัยการสูงสุด

“ถ้าเขามาเจรจาดี ๆ ก็จะปรับโครงสร้างให้เท่ากับราคาที่รับซื้อจากประชาชน คือ 2.20 บาท ถ้าทำตรงนี้สำเร็จจะประหยัดค่าไฟฟ้าไปได้มาก และหากต้องมีการฟ้องร้องผมก็ยินดีจะสู้ เพราะไม่สู้แล้วเมื่อไรจะสู้ ถ้ากลัวโดนถูกฟ้องแล้วไม่ทำอะไรเลย จะปล่อยให้เป็นแบบนี้แล้วผูกกันต่อไป 20-30 ปี แล้วปล่อยให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าแพงแบบนี้ผมไม่โอเคครับ” นายเอกนัฏกล่าว

Claw Back 9,400 ล้านใช้หมด

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ เราจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อราคาก๊าซในตลาดโลก เราต้องรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนประกาศอัตราใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าภาครัฐและหน่วยงานกำกับมีเป้าหมายร่วมกันในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยจะใช้กลไกต่าง ๆ เช่น เงินส่วนเกินจากกิจการไฟฟ้า เพื่อช่วยชะลอผลกระทบไม่ให้ส่งผ่านโดยตรงในทันที ซึ่งปัจจุบัน กกพ.มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า หรือ Claw Back ในปัจจุบันมีเหลืออยู่ที่ 9,400 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ให้หมด เพราะเป็นเงินของประชาชน คาดว่าจะสามารถเข้ามาอุดหนุนราคาค่าไฟได้เพียงประมาณ 13 สตางค์

TDRI ชมดีแต่เป็นภาระสูง

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้ โดยแบ่งประเภทของผู้ใช้ไฟแต่ละหน่วยถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยลดค่าไฟได้จริง และมีประโยชน์ในช่วงที่ค่าครองชีพสูง และการปรับแบบนี้จะช่วยให้เกิดการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ หากใช้ไฟครบ 200 หน่วยแล้ว ผู้ใช้ก็จะพยายามประหยัดไฟมากขึ้น เพราะยิ่งใช้มากหน่วยท้าย ๆ ก็จะมีราคาสูงขึ้น คล้ายกับการจัดเก็บในลักษณะภาษีแบบขั้นบันได

อย่างไรก็ตาม หากถามว่าสามารถทำให้ดีกว่านี้ได้ไหม ก็อยากเสนอว่าในส่วนของ 200 หน่วยแรก หากเป็นไปได้ควรกำหนดให้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง เพราะสำหรับประชาชนทั่วไปที่มีฐานะค่อนข้างดีอาจไม่ได้มีความจำเป็นต้องได้รับสิทธิค่าไฟราคาถูกในส่วนนี้

นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างค่าไฟดังกล่าวยังไม่แน่ใจว่าภาครัฐได้พิจารณาผลกระทบต่อต้นทุนหรือภาระหนี้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หรือ ปตท.มากน้อยเพียงใด จึงเห็นว่าควรมีการพิจารณาในภาพรวมของระบบด้วยว่า การปรับลดค่าไฟโดยเฉพาะใน 200 หน่วยแรก หากไม่ได้ออกแบบให้ตรงกลุ่มเป้าหมายอาจกลายเป็นภาระต้นทุนของทั้งระบบในระยะยาวได้ และอาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการช่วยเหลือให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ในกรอบนโยบายนี้ คาดว่าจำเป็นต้องใช้เวลาในการประเมินผลอย่างน้อยประมาณ 1 รอบไตรมาส จึงจะสามารถเห็นได้ชัดเจนว่ามาตรการดังกล่าวมีศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการเป็นระยะยาวหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ ผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของ กฟผ. ว่าจะมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่ และโครงสร้างราคาจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้มากน้อยเพียงใด

แนะเน้นช่วยกลุ่มเปราะบาง

อีกประเด็นสำคัญคือ แนวทางการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเปราะบางอย่างชัดเจน เช่น ครัวเรือนรายได้น้อย หรือผู้ที่ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟไม่มาก อาจไม่ถึง 200 หน่วยต่อเดือน และจะได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนโดยตรงมากกว่า ในทางกลับกันการอุดหนุนแบบหว่านแหทั้งระบบ เช่น การให้ค่าไฟราคาถูกใน 200 หน่วยแรกสำหรับทุกคน อาจไม่ใช่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากใช้งบประมาณจำนวนมากแต่ไม่ได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณควรมุ่งเน้นไปยังกลุ่มที่เดือดร้อนจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดภาระทางการคลังของภาครัฐ ในด้านกระบวนการกำหนดนโยบายหน่วยงานอย่าง TDRI ไม่ได้เป็นผู้มีบทบาทโดยตรงในการตัดสินใจ แต่จะทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ หรือความเห็นเชิงวิชาการเมื่อมีการร้องขอ ขณะที่การพิจารณาหลักยังอยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับดูแลด้านพลังงาน

แก้ค่าพร้อมจ่าย-ลดเยอะกว่า

ในส่วนของข้อเสนอการยกเลิกสัญญา Adder นั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเป็นสัญญาเก่าที่ทยอยใกล้หมดอายุอยู่แล้ว อาจจะปี 2572 โดยต้นทุนส่วนนี้เคยอยู่ในระดับค่อนข้างสูง แต่กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะเหลือเพียงรูปแบบการสนับสนุนแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วมีสัดส่วนในโครงสร้างค่าไฟไม่สูงมากประมาณ 14-20 สตางค์ต่อหน่วย

ดังนั้น แม้ในเชิงหลักการการยกเลิกสัญญา Adder เป็นไปได้ เพราะเหลืออายุสัญญาอีกไม่มาก แต่ในทางปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากเป็นสัญญาที่ทำไว้กับภาคเอกชนแล้ว การดำเนินการใด ๆ จำเป็นต้องอาศัยการเจรจา และต้องพิจารณาเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างรอบคอบ ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแตะสัญญา Adder เท่านั้น

แต่ควรมองในภาพรวมของโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด เช่น สัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (PPA) โดยเฉพาะค่าความพร้อมจ่าย ที่แม้ไม่มีการใช้ไฟจริง ก็ยังมีต้นทุนในระดับ 60-70 สตางค์ต่อหน่วย หากสามารถเจรจาปรับลดต้นทุนในส่วนนี้ได้จะส่งผลต่อการลดค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญมากกว่า Adder

นอกจากนี้ ควรมีการปฏิรูปโครงสร้างต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม โดยเฉพาะประเด็นการนำเข้า LNG ที่มีสัดส่วนสูง ควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างแท้จริง และค่อย ๆ เปิดเสรีตลาดไฟฟ้าอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดกลไกราคาในตลาดสำหรับกลุ่มผู้ที่มีความพร้อมในการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง ทั้งนี้ต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ใช้ไฟทั่วไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มิ.ย.ใช้ไฟน้อยยูนิตละ 3 บาท TDRI แนะรื้อ ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ลดภาระ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...