โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สถานีตำรวจปลอม-ห้องขังคล้ายเรือนจำ เปิดฉากหลัง “ศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชา”

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 12.15 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 05.15 น.

ฉากสถานีตำรวจปลอมและห้องขังคล้ายเรือนจำใน ศูนย์สแกมเมอร์กัมพูชา กลไกหลอกลวงข้ามชาติที่ใช้ฉากจำลองและแรงงานถูกบังคับ เพื่อหลอกเหยื่อทั่วโลกผ่านวิดีโอคอล

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ความเสียหายจากอุตสาหกรรม “ไซเบอร์สแกม” ระดับโลกเริ่มเป็นที่รับรู้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2567 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันรายงานความสูญเสียจากอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตรวมกว่า 16,600 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐ และตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เพราะเหยื่อจำนวนไม่น้อยไม่เคยแจ้งความ ขณะที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแรงงานหลายหมื่นคนถูกล่อลวงหรือค้ามนุษย์เข้าไปทำงานในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่มีลักษณะคล้ายเรือนจำ พวกเขาถูกบังคับให้ใช้เวลาทั้งวันหลอกให้ผู้คนทั่วโลกลงทุนในโครงการปลอม หรือส่งเงินให้คู่รักออนไลน์ที่ไม่มีอยู่จริง หากพยายามหลบหนีหรือทำยอดเงินไม่ถึงเป้า บางคนอาจถูกทรมาน หรือเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายกว่านั้น

ที่ผ่านมา โครงสร้างและวิธีการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา หลักฐานส่วนใหญ่ได้มาจากคำให้การของผู้ที่หลบหนีออกมาได้เท่านั้น แต่ปลายปีที่ผ่านมา กองทัพไทยสามารถเข้าควบคุมศูนย์สแกมขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในกัมพูชา ระหว่างการปะทะกันบริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ ความขัดแย้งดังกล่าวในตอนแรกดูเหมือนเป็นเพียงข้อพิพาทเขตแดนที่ดำเนินมายาวนาน แต่ในเวลาต่อมารัฐบาลไทยระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวมีเป้าหมายหนึ่งคือการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ที่มักตกเป็นภัยต่อประชาชนไทย

ศูนย์สแกมที่ถูกยึดครองตั้งอยู่ในเมืองโอสมาช (O Smach) ทางตอนเหนือของกัมพูชา ใกล้ชายแดนไทยเพียงระยะเดินเท้า ในระหว่างการสู้รบช่วงเดือนธันวาคม เจ้าหน้าที่ไทย ระบุว่า กองทัพกัมพูชาได้ส่งโดรนและวางกำลังพลซุ่มยิงในพื้นที่ ทำให้ฝ่ายไทยต้องยิงปืนใหญ่ตอบโต้ หลังจากนั้นกองกำลังไทยได้รุกเข้าไปในเมือง และตั้งแนวป้องกันด้วยลวดหนามพร้อมกำลังทหารติดอาวุธหนักลาดตระเวนโดยรอบ

สิ่งที่ทหารไทยพบภายในศูนย์ดังกล่าวสร้างความประหลาดใจอย่างมาก อาคารขนาดใหญ่หลายหลังเคยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์จนเกือบถึงช่วงเวลาที่การสู้รบเริ่มต้น คนงานดูเหมือนจะหลบหนีไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งอาหารที่ยังไม่ได้กิน ขวดน้ำที่ยังไม่หมด และบัตรอนุญาตทำงานของกัมพูชาที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมายเอาไว้ ภายในพื้นที่ที่กองทัพไทยเรียกว่า “โซน A” หลายห้องถูกลูกปืนครกและกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรทำลาย จนเหลือเพียงโครงเหล็กบิดเบี้ยวและซากเถ้าถ่าน ขณะที่ภายนอกอาคาร ทหารไทยลาดตระเวนด้วยรถฮัมวีและเฝ้าระวังฐานทหารกัมพูชาที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

กัมพูชามองว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกยึดครองโดยผิดกฎหมาย ในแถลงการณ์ของ ชาย สินฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสและประธานคณะกรรมาธิการปราบปรามอาชญากรรมเทคโนโลยีของกัมพูชา ระบุว่าการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์เป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล และกัมพูชากำลังใช้ทุกกลไกที่มีเพื่อควบคุมและกวาดล้างอุตสาหกรรมดังกล่าว พร้อมกล่าวหาว่า ปฏิบัติการของไทยในโอสมาชเป็นการรุกรานที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งทำให้ความพยายามบังคับใช้กฎหมายของกัมพูชาถูกขัดขวาง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดบางคนในกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจหลอกลวงออนไลน์ หนึ่งในผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุด คือเฉิน จื้อ นักธุรกิจชาวจีนผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจขนาดใหญ่ในกัมพูชา และได้รับตำแหน่งกิตติมศักดิ์ระดับสูงจากรัฐบาล รวมทั้งเคยเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แม้ตัวเขาจะปฏิเสธข้อกล่าวหา เฉินเพิ่งถูกส่งตัวไปจีนเพื่อเผชิญข้อหาฉ้อโกง และยังถูกตั้งข้อหาในสหรัฐในคดีฉ้อโกงและฟอกเงิน ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่นจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอย่างหรูหราในกรุงพนมเปญ

ภายในศูนย์สแกมในโอสมาช ปฏิบัติการหลอกลวงถูกแบ่งออกตามสัญชาติของคนงาน โดยมีโซนสำหรับชาวจีน เวียดนาม อินเดีย และแม้แต่บราซิล ผู้สื่อข่าวพบว่าคนงานใช้เทคนิคซับซ้อนเพื่อหลอกเหยื่อ เช่น ห้องหนึ่งถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจจีนอย่างสมจริง เพื่อใช้เป็นฉากวิดีโอคอลสร้างความน่าเชื่อถือกับเหยื่อ

ในอีกพื้นที่หนึ่ง ห้องขนาดเล็กถูกตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์ของตำรวจประเทศต่าง ๆ ในโซนอินเดียยังมีภาพของมหาตมะ คานธี และอดีตนายกรัฐมนตรีชวาหระลาล เนห์รู ติดอยู่บนผนัง ขณะที่เครื่องแบบตำรวจปลอมพร้อมป้ายชื่อ เช่น “Deepak Yadav” หรือ “Agung” ถูกแขวนทิ้งไว้ตามห้องต่าง ๆ

พันเอก พัฒนา พันธุ์มงคล จากหน่วยข่าวกรองกองทัพบกไทย ระบุว่า เจ้าหน้าที่ไม่เคยทราบมาก่อนว่าสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นศูนย์หลอกลวงออนไลน์ และประเมินว่ามีคนทำงานในพื้นที่ทั้งหมดราว 20,000 คน โดยหลายคนทำงานในสภาพแวดล้อมที่คล้ายเรือนจำ

เอกสารจำนวนมากที่พบในสำนักงานต่าง ๆ ภายในศูนย์เผยให้เห็นวิธีการทำงานของเครือข่ายหลอกลวง บางพื้นที่มีเอกสารภาษาโปรตุเกสจำนวนมาก ขณะที่คู่มือบางฉบับในภาษาอังกฤษและฮินดีแนะนำวิธีสร้างความไว้วางใจกับ “ชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ” ผ่าน TikTok โดยเตือนว่าห้ามใช้คำทักทายแบบทั่วไป เช่น “ขอเป็นเพื่อนกันไหม” เพราะดูชัดเจนเกินไปว่าเป็นการหลอกลวง

ผู้สืบสวนระบุว่าคนงานในศูนย์หลอกลวง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ลาว และเมียนมา มีทั้งผู้ที่สมัครใจเพราะหวังรายได้สูง และผู้ที่ถูกบังคับโดยการค้ามนุษย์ หลายคนเริ่มต้นจากการสมัครงานผ่านโฆษณาในโซเชียลมีเดียที่เสนอ “งานบริการลูกค้า” ในประเทศไทย แต่หลังจากเดินทางมาถึง พวกเขาถูกพาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และพบว่างานที่สัญญาไว้ไม่มีอยู่จริง

โครงสร้างของอาคารในโอสมาชสะท้อนความแตกต่างระหว่างแรงงานสองกลุ่มนี้ ในพื้นที่ที่เรียกว่า “โซน G” มีบ้านเดี่ยวหรูหราตกแต่งสไตล์จีน ขณะที่ห้องพักแรงงานในอาคารหอพักมีหน้าต่างที่ติดลูกกรงเหล็ก และในชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งมีห้องขังเล็ก ๆ ไม่มีหน้าต่างจำนวน 12 ห้อง แต่ละห้องมีเพียงกล้องวงจรปิดติดเพดาน บางห้องยังพบแผ่นกระดาษแข็งที่ใช้เป็นเตียง ผ้าห่มบาง ๆ และขวดน้ำพลาสติกที่บรรจุปัสสาวะไว้

เจ้าหน้าที่ไทยยอมรับว่าการปราบปรามเครือข่ายหลอกลวงเป็นเรื่องยากมาก ประเทศไทยเป็นทั้งเป้าหมายของมิจฉาชีพ และเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ที่แรงงานค้ามนุษย์จำนวนมากเดินทางผ่าน สนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ มักเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางดังกล่าว

ตำรวจไทยระบุว่ามีคดีหลอกลวงออนไลน์รายงานเข้ามาราว 1,000 คดีต่อวัน และระหว่างปลายปี 2567 ถึงปลายปี 2568 ความเสียหายทางการเงินในประเทศไทยมีมูลค่าราว 33,400 ล้านบาท เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว เงินมักถูกโอนไปยังบัญชีจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่วินาที ทำให้เจ้าหน้าที่แทบไม่มีโอกาสอายัดเงินทัน

ภายใต้แรงกดดันจากจีน ซึ่งเรียกร้องให้ยุติการหลอกลวงที่พุ่งเป้าไปยังพลเมืองของตน ศูนย์สแกมหลายแห่งในกัมพูชาเริ่มปิดตัวลง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ปรับตัวได้รวดเร็ว ก่อนหน้านี้เครือข่ายจำนวนมากตั้งอยู่ในเมียนมา ก่อนจะย้ายมายังกัมพูชาเมื่อถูกกดดัน

หากกัมพูชากลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ กลุ่มอาชญากรรมอาจย้ายไปยังประเทศอื่น หรือกระจายปฏิบัติการเป็นศูนย์ขนาดเล็กที่ตรวจจับได้ยากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI และ Deepfake กำลังเปิดโอกาสให้การหลอกลวงออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถเข้าถึงเหยื่อได้แทบทุกแห่งในโลก

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...