โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กทม. ยกระดับมาตรฐานผิวจราจรด้วยระบบควบคุมแบบ 3 มิติครั้งแรกในไทย เพิ่มความเรียบ ปลอดภัย ไร้น้ำขัง

สวพ.FM91

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยีระบบควบคุมแบบ 3 มิติ (3D Control System) มาใช้ในการปูผิวและซ่อมผิวจราจรแอสฟัลต์ (ลาดยาง) ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยดำเนินการผ่านสำนักงานวิศวกรรมทาง สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนนให้มีความแม่นยำตามหลักวิศวกรรมสมัยใหม่

เทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มใช้งานในประเทศสหรัฐอเมริกา และกรุงเทพมหานครได้นำมาประยุกต์ใช้กับโครงการนำร่องบนสะพานก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโครงการพร้อมสำหรับการทดลองระบบ อาทิ สะพานข้ามแยกคลองตัน สะพานข้ามแยกลำสาลี ทางยกระดับคู่ขนานบรมราชชนนี และในอนาคตจะมีการขยายผลไปสู่การซ่อมและปูผิวจราจรบนถนนสายต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานคร

นายวิศณุ กล่าวว่า จุดเด่นของระบบ 3 มิติ ช่วยให้การปูผิวทางมีความเรียบเนียน ได้ระดับที่แม่นยำ และสามารถแก้ปัญหาผิวถนนเป็นคลื่นหรือมีแอ่งน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญของการปูยางแบบเดิม โดยการปูยางแบบทั่วไป ผิวทางใหม่จะล้อไปตามสภาพพื้นผิวเดิม หากถนนเดิมเป็นคลื่นหรือมีจุดแอ่งตัว เมื่อปูใหม่ก็ยังคงเกิดปัญหาเดิมอยู่ แต่ระบบ 3 มิติจะช่วยออกแบบผิวจราจรใหม่ทั้งหมด ทั้งค่าโปรไฟล์และความลาดชัน เพื่อให้ผิวทางกลับมาอยู่ในระดับที่ถูกต้องตามมาตรฐานวิศวกรรม

สำหรับขั้นตอนการทำงานของระบบ 3 มิติ เริ่มต้นจากการใช้เทคโนโลยี 3D Laser Scanning สแกนพื้นผิวจราจรเดิมอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบค่าระดับและลักษณะผิวทางในปัจจุบัน ว่ามีจุดแอ่งตัว จุดที่ความลาดชันผิดรูป หรือบริเวณที่เริ่มเกิดปัญหาน้ำขังหรือไม่ หลังจากนั้น วิศวกรจะนำข้อมูลที่ได้มาทำการออกแบบผิวจราจรใหม่ในรูปแบบ 3 มิติ โดยคำนวณทั้งระดับความเรียบ ค่าความลาดเอียง และแนวทางการระบายน้ำ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบควบคุมของเครื่องปูยางแอสฟัลต์

ในระหว่างการปฏิบัติงาน เครื่องปูยางจะปรับระดับ “เตารีด” หรือชุดปาดผิวจราจรแบบอัตโนมัติผ่านระบบควบคุม 3 มิติ โดยอ้างอิงตำแหน่งจริงของรถปูยางจากกล้อง Robotic Total Station ที่เชื่อมต่อกับแบบจำลอง 3 มิติตลอดเวลา ทำให้การปูผิวทางเป็นไปอย่างแม่นยำตามแบบที่ออกแบบไว้

เมื่อดำเนินงานแล้วเสร็จ กรุงเทพมหานครจะทำการสแกนผิวถนนอีกครั้งเพื่อจัดเก็บข้อมูล As-built Profile หรือค่าระดับจริงหลังการก่อสร้าง พร้อมคำนวณค่า IRI (International Roughness Index) ซึ่งเป็นดัชนีมาตรฐานสากลสำหรับวัดความเรียบของผิวทาง เพื่อตรวจสอบว่าคุณภาพงานเป็นไปตามข้อกำหนดของกรุงเทพมหานครหรือไม่

ทั้งนี้ เทคโนโลยีระบบควบคุมแบบ 3 มิติ ยังมีข้อดีสำคัญใน 3 ด้านหลัก ได้แก่

1. เพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ช่วยให้ผิวถนนมีความเรียบต่อเนื่องตลอดเส้นทาง ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงสามารถปรับค่าซูเปอร์อีเลเวชั่น (Super-elevation) หรือความลาดเอียงในทางโค้งให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ทำให้รถยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น และช่วยลดปัญหาน้ำขังบนพื้นผิวจราจร

2. เพิ่มประสิทธิภาพการก่อสร้าง

ระบบสามารถควบคุมปริมาณวัสดุและยางแอสฟัลต์ได้อย่างแม่นยำ ลดการสูญเสียวัสดุโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยให้รอยต่อและการเปลี่ยนระดับความลาดชันของถนนมีความเรียบเนียนมากขึ้น

3. เพิ่มความทนทานของผิวทาง

เมื่อผิวถนนถูกปูในระดับที่ถูกต้อง จะช่วยกระจายน้ำหนักของยานพาหนะได้สม่ำเสมอ ลดโอกาสการเกิดหลุมบ่อ การแตกร้าว และช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนในระยะยาว

ทั้งนี้ กทม.ยืนยันเดินหน้านำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพถนน เพิ่มความปลอดภัย และสร้างมาตรฐานใหม่ด้านงานวิศวกรรมจราจรให้กับประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพมหานคร

#เดินทางดี #กทม #ปูผิวจราจร3D

#ถนนปลอดภัย #SmartBangkok #3DLaserScanning

เครดิต คุณ นิกรณ์ สปส. ประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...