โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส.อ.ท.ชี้ผลกระทบขยับดีเซล 3 ฉากทัศน์ สินค้าทยอยปรับราคา6-8 %

The Better

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.00 น. • THE BETTER
ส.อ.ท.มองผลกระทบต้นทุนพลังงานพุ่ง หากดีเซลปรับมากกว่า 4 บาท/ลิตร เห็นสัญญาณราคาสินค้าขยับ แฉปมน้ำมันขาดเหตุราคาขายส่งให้กลุ่มอุตฯ-เกษตร แพงกว่า 12 บาท ส่งผลแห่ไปตุนซื้อหน้าปั๊ม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้แนวโน้มดัชนีความเชื่อมั่นจะชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล กับอิหร่าน มีผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิตในภาพรวม

ทั้งนี้ภาครัฐมีการขยับกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลจากเดิมไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็น 33 บาทต่อลิตร โดยอยู่ระหว่างการทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป

ทางภาคอุตสาหกรรมประเมินว่า หากราคายังไม่เกินระดับดังกล่าว ธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการได้ แต่หากปรับตัวสูงกว่านี้จะส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 5-12% และอาจผลักดันราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ กลุ่มเหล็ก อลูมิเนียม พลาสติก เยื่อกระดาษ แก้ว เซรามิก ปิโตรเคมีและปูนซีเมนต์ จากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อแนวโน้มการปรับราคาสินค้า ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นยังได้รับผลกระทบในระดับจำกัด

นอกจากนี้ต้นทุนการขนส่งทางเรือปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากข้อจำกัดด้านเส้นทางการเดินเรือและความล่าช้าในการขนส่งสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าและแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น

ด้านต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันเตามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจาก 7-8 บาทมาอยู่ที่ประมาณ 23–24 บาทต่อลิตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน ยังเกิดปัญหาราคาเขย่งในตลาดน้ำมัน โดยราคาหน้าปั๊มและราคาขายผ่านผู้ค้ารายย่อย (Jobber) ต่างกันสูงถึง 11-12 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้ค้าขาดสภาพคล่องในการจัดหาน้ำมันไปป้อนภาคการผลิตและเกษตรกรรม จนเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนในบางพื้นที่

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ประเมินแนวโน้มราคาสินค้าไทยภายใต้ความไม่แน่นอนของสงครามและราคาน้ำมัน แบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่

กรณีฉากทัศน์ที่หนึ่ง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 1–2 บาทต่อลิตร จะถือเป็นการปรับขึ้นในระดับต่ำ โดยผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด ต้นทุนด้านการขนส่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 3–5% ส่งผลให้ราคาสินค้าโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อก็คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ SMEs อาจเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านกำไรมากขึ้น

สำหรับฉากทัศน์ที่สอง หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นในช่วง 2–4 บาทต่อลิตร ผลกระทบจะขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น โดยคาดว่าต้นทุนด้านการขนส่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 5–12% ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าและบริการในหลายภาคส่วนปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) อาจมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย จากความผันผวนของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นราว 3–5% และเริ่มเห็นแรงกดดันเงินเฟ้อในระดับ 0.5–1.0% ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SMEs จะเริ่มประสบปัญหาสภาพคล่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เซรามิก ปูนซีเมนต์ เยื่อกระดาษ และเคมี จะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 35–50% ของต้นทุนการผลิต โดยภาพรวมถือเป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน

กรณีฉากทัศน์ที่สาม หากราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะถือเป็นระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงในลักษณะใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี 2565–2566 ซึ่งราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงถึง 120–140 เหรียญต่อบาร์เรล โดยในช่วงดังกล่าวรัฐบาลได้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลให้อยู่ที่ลิตรละ 34.94 บาท ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบสูงสุดถึง 132,671 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ปี 2565

อย่างไรก็ตามระดับราคาน้ำมันดังกล่าวยังคงส่งผลทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นประมาณ 15–20% ขณะที่ค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ปรับสูงขึ้นถึง 5.16 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นราว 6–8% และทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบในวงกว้างต่อค่าครองชีพและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการรองรับเพื่อป้องกันผลกระทบลุกลาม ได้แก่ การอุดหนุนผู้ค้ารายย่อย (Jobber) เพื่อลดช่องว่างราคาน้ำมัน การพิจารณาระงับการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียม และเศษกระดาษ เพื่อรักษาวัตถุดิบในประเทศ และการบริหารราคาดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...