รมว.คลัง มอง น้ำมันแพงอีก 1-2 ปี โลกเสี่ยง Stagflation เตรียมชงมาตรการดูแลปชช. เข้าครม. 11 เม.ย. นี้
รมว. คลัง แจงสภาฯ มองสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันแพง 1-2 ปี โลกเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation ชี้ไม่ลดภาษีสรรพสามิตเพราะต้องใช้งบฯ อย่างคุ้มค่า ตรงจุด และกองทุนน้ำมันยังรับไหว เตรียมชงมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบางเข้าครม. 11 เม.ย. นี้
9 เม.ย. 2569 - ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ว่าจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและซับซ้อนส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกผันผวนและปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังลามไปถึง ปุ๋ยเคมีและสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าในอนาคตมีโอกาสขาดแคลนและปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การที่ราคาพลังงานสูงขึ้นและส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นทำให้มีโอกาสที่ทั่วโลกจะเกิด Stagflation หรือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้นในฐานะที่ผมดูแลด้านเศรษฐกิจต้องเตรียมนโยบายไว้เพื่อดูแลผลกระทบภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัดให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด”
ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมในกรณีที่วิกฤตมีความยืดเยื้อ โดยในระยะเร่งด่วน รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคาน้ำมันเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
สำหรับการข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า ภาษีดังกล่าวเป็นรายได้สำคัญที่นำไปใช้ดูแลสวัสดิการด้านอื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากภาษีดังกล่าวเป็นรายได้สำคัญที่นำไปใช้ดูแล งบประมาณโรงพยาบาลและค่ารักษาพยาบาล ของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ขณะที่ผลลัพธ์ของการลดภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันยังไม่ต่างจากการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด โดยเตรียมนำมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเฉพาะ เช่น กลุ่มขนส่ง กลุ่มประมง เกษตรกร และกลุ่มเปราะบาง เข้าหารือในที่ประชุม ครม. นัดพิเศษวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. 2569
“ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมแล้วใช้เม็ดเงินทุกบาทไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอาจทำให้เราเจอวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนที่เราเจอในปี 2540 ที่ทำให้คนตกงานจำนวนมาก เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้น”
ดร. เอกนิติ เปิดเผยว่า วิกฤตสงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ระยะสั้น แต่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกในหลายมิติซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ดังนี้
- มิติความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยในอนาคตความมั่นคงจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงเรื่องทางทหารเท่านั้น แต่จะขยายขอบเขตไปสู่ความมั่นคงด้านอาหารและยารักษาโรค เนื่องจากวิกฤตอาจทำให้สินค้าเหล่านี้ขาดแคลนหรือมีราคาสูงขึ้น โดยนี่คือโอกาสของประเทศไทยที่มีฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่ง มีสมุนไพรที่ดี และมีฐานผลิตยาที่สำคัญ ซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้
- มิติพลังงาน จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม ซึ่งจะทำให้น้ำมันราคาถูกจะไม่มีอีกต่อไปอย่างน้อยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ดังนั้นโลกจะเปลี่ยนทิศทางไปสู่พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน และ พลังงานชีวมวล ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านเพื่อให้ประชาชนลดค่าใช้จ่ายและสามารถขายไฟฟ้าคืนให้รัฐ รวมถึงส่งเสริมให้การนำอ้อย มันสำปะหลัง และน้ำมันปาล์ม มาผลิตเป็นเชื้อเพลิงเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยและลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ตลอดจนการเปิดเสรีไฟฟ้า (Direct PPA)อนุญาตให้ภาคธุรกิจลงทุนในพลังงานสะอาดและซื้อขายไฟได้โดยตรงเพื่อลดต้นทุนการผลิต
- มิติเทคโนโลยีและการใช้ AI อย่างเท่าเทียม ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลและ AI อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการหารายได้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะทำให้คนไทยทุกระดับเข้าถึงเทคโนโลยีนี้อย่างเท่าเทียม
- มิติการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยทิศทางการลงทุนโลกกำลังมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมสมัยใหม่ ซึ่งประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจอย่างมากเฉพาะในกลุ่มหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics)เศรษฐกิจดิจิทัลและ AI และ เศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย
- มิติการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยการเปลี่ยนผ่านจะสำเร็จได้ต้องมีการลงทุนในคนให้เก่งขึ้น ดังนั้นจึงมีโครงการที่เรียกว่า Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะของแรงงานไทยเข้าสู่โลกยุคใหม่ โดยเน้นให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากนักลงทุนต่างชาติสู่คนไทย เพื่อให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้นและเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ
“วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่คิดดังนั้นเราต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ในระยะสั้นต้องช่วยคนเดือดร้อนให้ผ่านไปให้ได้ และระยะยาวต้องเปลี่ยนผ่านให้เขาเติบโตหลังวิกฤตทั้งคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี ต้องเติบโตมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้สูงขึ้น ผมเชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้”