โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“เช็งเม้งสีเขียว”

China Media Group

อัพเดต 20 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“เช็งเม้งสีเขียว”

โดย รศ.วิภา อุตมฉันท์

เดือนเมษายนเป็นเดือนแห่งเทศกาลสำหรับคนจีนและคนไทย สำหรับคนไทยเมษายนถูกกำหนดให้เป็นเดือนขึ้นปีใหม่มาแต่โบราณกาล ทุกวันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่ยังคงรักษาประเพณีนี้ด้วยการไปวัดไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ แต่หนุ่มๆ สาวๆ พากันลืมความสำคัญของวันนี้ไปเป็นส่วนใหญ่ จำได้แต่ว่า สงกรานต์เป็นเวลาแห่งความสุขสนุกสนาน เพราะเป็นเดือนที่อากาศร้อนจัด หนุ่มๆ สาวๆ จึงเปลี่ยนจากการสรงน้ำพระ ไปอวยพรผู้ใหญ่ด้วยการรินน้ำใส่มือและขอพรจากท่าน กลายมาเป็นการเล่นน้ำสาดใส่กันจนตัวเปียกตัวปอน ปัจจุบันพัฒนาไปเป็นการใช้ปืนบรรจุน้ำยิงใส่กัน ฝรั่งนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาเพื่อเล่นน้ำแบบนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีเยาวชนไทยสักกี่คนที่จะรู้ว่าสงกรานต์ คือ วันขึ้นปีใหม่ รู้กันแต่ว่า สงกรานต์ คือ เทศกาลเล่นน้ำเท่านั้น เทศกาลสงกรานต์ในไทยมีทีท่าว่าจะสนุกคึกครื้นยิ่งๆ ขึ้น หมดน้ำประปาไปเท่าไหร่ไม่ว่ากัน ขอแต่ให้สนุกสมใจเท่านั้นเป็นพอ

ส่วนเดือนเมษายนของจีนกลับกันกับไทย เป็นเดือนที่อากาศเย็นสบายท้องฟ้าปลอดโปร่ง เพราะฤดูหนาวเหน็บเพิ่งผ่านพ้นไปหยกๆ ต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเขียวขจี ในเดือนนี้ หลังจากที่เทศกาลตรุษจีนเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน คนจีนจึงนิยมออกท่องเที่ยวสัมผัสกับอากาศเย็นชุ่มฉ่ำ โดยเฉพาะการออกเดินทางไปเยี่ยมเยือนเคารพสุสานบรรพบุรุษประจำปีที่เรียกว่า “วันชิงหมิงเจี๋ย” หรือ “เทศกาลวันเช็งเม้ง” แปลตามตัวว่า เทศกาลแห่งความแจ่มใสรื่นรมย์บริสุทธิ์สะอาด คนจีนทั้งในครอบครัวและหมู่เครือญาติที่อยู่ตามที่ต่างๆ จะนัดหมายกันเดินทางไปกราบไหว้สุสานบรรพบุรุษ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ โดยปกติวันเช็งเม้งจะเลื่อนไปมาได้ราว 3 วัน ระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน

เช็งเม้งมีประวัติยาวนานมาไม่น้อยกว่า 2,500 ปี กล่าวกันว่า ถือปฏิบัติกันมาตามความเชื่อของลัทธิขงจื๊อ ทุกวันนี้ประเทศต่างๆ ที่มีชาวจีนอพยพก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ นัดหมายกันไปที่หลุมฝังศพ ทำพิธีเซ่นไหว้ด้วยหมูเห็ดเป็ดไก่ ช่วยกันทำความสะอาดสุสาน โปรยกระดาษสีบนเนินของหลุมฝังศพ ทาสีใหม่ที่ป้ายชื่อบรรพบุรุษให้รู้ว่าลูกหลานได้มาเยี่ยมเยือนแล้ว จากนั้น ก็จะจุดธูปเทียน เผากระดาษเงินกระดาษทอง จุดประทัดหลายๆ พวงดังสนั่นไปให้ถึงบรรพบุรุษให้มารับส่วนบุญ ก่อนที่ลูกหลานจะร่วมกันรับประทานอาหาร

คนจีนโบราณพิถีพิถันกับการเลือกที่ฝังศพบรรพบุรุษที่เรียกว่า “ฮวงจุ้ย” มาก ด้วยความเชื่อว่า ฮวงจุ้ยดีจะส่งผลให้ลูกหลานรุ่นต่อๆ ไปเจริญรุ่งเรือง เมื่อได้ฮวงจุ้ยดีๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ หันหน้าหันหลังไปตามที่ “ซินแส” บอก เสร็จแล้วก็ทำเนินดินไว้ก่อนเตรียมไว้สำหรับเอาหีบศพใส่ลงฝังเมื่อตายแล้ว ด้านหน้าเนินตกแต่งด้วยแผ่นหินรอไว้สลักชื่อผู้ตายเมื่อเวลามาถึง ฮวงจุ้ยแต่ละแห่งต้องใช้ที่ดินกว้างใหญ่มากน้อยต่างกันขึ้นกับฐานะ หากปล่อยให้ฮวงจุ้ยแบบนี้ขยายตัวต่อไปจะเห็นได้ชัดว่าจะสวนทางกับจำนวนประชากรที่นับวันตายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายที่ดินฝังคนตายอาจขยายตัวมากกว่าที่ดินทำกินของคนเป็นก็ได้ รัฐบาลจีนมองเห็นปัญหานี้ จึงได้พยายามให้การศึกษาแก่ประชาชนให้ละทิ้งความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย หันมายอมรับ “ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม”

ปัจจุบันในประเทศจีน ผู้คนยอมรับ “การฝังศพสีเขียว” มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเห็นชัดว่า ทั้งประหยัดเงินค่าที่ดิน ไม่สร้างมลภาวะ ตายแล้วสูญเหลือไว้แต่คุณความดีให้ลูกหลานจดจำตลอดไป ตัวอย่างเช่น

  • “สวนสุสานใต้ต้นไม้” ที่ชานเมืองเหลียวหยวน มณฑลจี้หลิน ได้ริเริ่มจัดทำสวนสาธารณะสำหรับผู้ตาย โดยให้นำศพผู้ตายใส่ลงไปในวัสดุบรรจุศพที่ย่อยสลายได้ ผ่านไปไม่นานศพที่อยู่ใต้ดินก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นไม้ ส่วนลูกหลานซึ่งยังจดจำสถานที่ฝังศพได้ หรือ จะทำเครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใดไว้ใต้ต้นไม้ที่ไม่ใช่การโบกปูนหนาทึบ จะมาเคารพศพเมื่อใดก็ได้ ปริมาณต้นไม้มีแต่จะเพิ่มขึ้น เป็นแนวคิดใหม่ในการทำศพแบบสีเขียว
  • ปลูกฝังความเชื่อว่า คนก็คือ ธรรมชาติอย่างหนึ่ง “เมื่อตายแล้วก็ต้องหวนคืนสู่ธรรมชาติ” การเผาศพให้เหลือแต่อัฐิ (กระดูก) แล้วนำอัฐิ พร้อมทั้งอังคารไปลอยในแม่น้ำ เป็นการรักษาระบบนิเวศที่ดีเยี่ยม
  • ให้การศึกษาเรื่องการสร้างมลพิษด้วยการจุดธูปเทียน การเผากระดาษเงินกระดาษทองและการจุดประทัด จะทำให้เกิดหมอกควันเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ญาติโยมทั้งหลายควรต้องหันมากราบไหว้ด้วยการวางดอกไม้สด กราบไหว้บรรพบุรุษผู้วายชนม์ด้วยการรำลึกถึงคุณความดีของท่านในอดีต
  • สุสานแบบดิจิทัล วิธีนี้เป็นการยกระดับการระลึกผู้ตายโดยใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ที่สุสานไท่ซีหยูในกรุงปักกิ่ง มีผู้ริเริ่มจัดทำตู้เล็กๆ เจาะเข้าไปในกำแพง ด้านนอกของตู้เป็นกระจกติดตั้งจอ LCD ญาติผู้ตายสามารถเรียกให้จอ LCD ฉายภาพ หรือ วิดีโอของผู้ล่วงลับไปแล้วออกมาดูได้ เรียกความรู้สึกรำลึกถึงผู้ตายขณะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

แม้ว่าการทำ “เช็งเม้งสีเขียว” ตามที่รัฐให้การศึกษาแก่ประชาชนทุกวิธี จะช่วยประหยัดเงินได้อย่างเห็นได้ชัด แต่รัฐก็ยังเสนอให้ค่าทำศพแก่ครอบครัวที่ยากจน ทำให้คำว่า “สีเขียว” ที่รัฐต้องการเห็นในทุกวงการปรากฏเป็นจริงแม้แต่การทำศพซึ่งเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตมนุษย์

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...