วีระยุทธ สับนโยบายเหมือนตัดแปะ ไม่แก้วิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ ฉะรบ.‘ปิดตาธิปไตย’
วีระยุทธ เหน็บนโยบายรัฐบาล คาดเดาง่ายเหมือนตัดแปะ จวกนี่ไม่ใช่งานกลุ่มตามมาตรฐานครูใหญ่‘ภูมิใจไทย’ แต่เป็นการบริหารประเทศ ซัดรับมือวิกฤตน้ำมันล่าช้า ไม่กล้าตัดสินใจ
วันที่ 9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จากนั้นเวลา 13.00 น.นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า การทำงานของรัฐบาลว่าเดินตามหลังประชาชนในภาวะวิกฤต แทนที่จะคิดเผื่อและเดินนำหน้าเพื่อรับมือความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก
รัฐบาลยอมรับวิกฤตน้ำมันช้าไป 5 สัปดาห์ ตรวจสอบค่าการกลั่นช้าไป 4 สัปดาห์ และหาตัวผู้กักตุนน้ำมันช้าไป 3 สัปดาห์ ซ้ำยังโทษประชาชนว่าเป็นกองทัพมดตัวการวิกฤตน้ำมัน ซึ่งสะท้อนชัดเจนในคำแถลงนโยบายที่ทำราวกับประเทศอยู่ในสภาวะปกติ โดยมีเพียงย่อหน้าเดียวที่กล่าวถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่เนื้อหาส่วนใหญ่เหมือนย้อนกลับไป 1-2 ปีที่แล้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การเขียนนโยบาย เหมือนนำเนื้อหาเดิมหลังเลือกตั้งมาเพิ่มคำว่า วิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง เข้าไปเพียงย่อหน้าเดียว เปรียบเหมือนนักเรียนทำรายงานกลุ่มค้างไว้แล้วมาปรับแก้ส่งครู หวังว่าคุณครูจะเข้าใจ
นี่เป็นวิธีทำงานตามมาตรฐานครูใหญ่พรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ตนก็ไม่แน่ใจ ซึ่งการกระทำดังกล่าวสะท้อนว่ารัฐบาลไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดร้อนของประชาชน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ประชาชนต้องการมาตรการเร่งด่วนที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพง เช่น การชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือการออกบัตรเครดิตพลังงาน ซึ่งนโยบายเหล่านี้เคยมีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปี 2554 แต่กลับไม่มีในรัฐบาลอนุทิน 2 ปี 2569 ทั้งที่วิกฤตปัจจุบันรุนแรงกว่าหลายเท่า
นายวีระยุทธ ตั้งคำถามถึงกระทรวงการคลังที่เคยศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2565 ว่าเหตุใดจึงต้องเริ่มต้นศึกษาใหม่ ทั้งที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีในกระทรวงมาก่อน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ตนเสนอให้รัฐบาลเตรียมมาตรการระยะกลางและนโยบายเชิงรุก เพื่อรับมือหากสงครามยืดเยื้อ โดยเน้นการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้เพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเข้าถึงได้ พร้อมเรียกร้องให้สร้างฉันทามติใหม่เพื่อเป้าหมายเดียวกัน
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ถ้าถามว่ารัฐบาลอนุทิน 2 มีส่วนผสมอย่างไร ตนคิดว่าเราเห็นตรงกันว่าเป็นการรวมตัวระหว่าง บ้านใหญ่กับเทคโนแครต การเมืองบ้านใหญ่ก็มีข้อดีข้อเสียในตัวมันเอง
วิจารณ์ส่วนผสมของรัฐบาลอนุทิน 2 ว่าเป็นการหลอมรวมระหว่าง บ้านใหญ่ และ เทคโนแครต" ซึ่งนำไปสู่ระบอบ"ปิดตาธิปไตย" ที่ต่างฝ่ายต่างยอมปิดตาข้างหนึ่งเพื่ออยู่ร่วมกัน ยกตัวอย่างถ้าเป็นรัฐบาลกลุ่มบ้านใหญ่ที่ไม่กล้าสั่งลดภาษีสรรพสามิต 7 บาทเพราะเกรงกลัวเทคโนแครตท้วงติงเรื่องรายได้รัฐ
ขณะที่เทคโนแครตก็ยอมปิดตาให้เกิดโครงการที่น่ากังขา เช่น แลนด์บริดจ์ หรือโมโตจีพี แลกกับการร่วมรัฐบาลต่อไป กรณีน้ำมันหาย 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่างชัดเจนของการหลอมรวมนี้ ทำให้เราไม่ได้ทั้งรัฐบาลที่กล้าได้กล้าเสีย แบบบ้านใหญ่ แต่ก็ไม่ได้รัฐบาลที่มีหลักการแบบเทคโนแครตด้วย
“ตอนที่นายกฯ บอกว่า ไม่ต้องห่วง เพราะท่านเคยพาประเทศไทยผ่านวิกฤตโควิดมาแล้ว ผมว่าหลายคนเสียวสันหลัง คิดถึงญาติพี่น้องของตัวเองที่จากไป ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากความสูญเสียระดับปัจเจก ประเทศไทยเรายังออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอมในระดับมหาภาคด้วย”
นายวีระยุทธ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งหลักบริหารประเทศในยามวิกฤตให้ชัดเจน เพื่อพาประเทศออกจากวิกฤตในครั้งนี้ได้แบบแข็งแรงกว่าเดิมไปด้วยกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วีระยุทธ สับนโยบายเหมือนตัดแปะ ไม่แก้วิกฤต ไม่กล้าตัดสินใจ ฉะรบ.‘ปิดตาธิปไตย’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th