‘ยศชนัน’ ชูโมเดลแก้ PM2.5 แบบเข้าใจพื้นที่ ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน
‘ยศชนัน’ ชูโมเดลแก้ PM2.5 แบบเข้าใจพื้นที่ ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน คืนอากาศสะอาดบนฐานความเข้าใจจริง
วันนี้ (6 พ.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน “ผนึกกำลังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 - การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ภาคเหนือทำให้เห็นชัดว่าการแก้ปัญหาจะใช้สูตรสำเร็จเดียวไม่ได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจบริบทพื้นที่ มีหลายมิติที่ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียวบอกเราไม่ได้ เวทีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นภาพปัญหาที่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน
เรามีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์จุดความร้อนและแหล่งกำเนิดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือจะทรงพลังเมื่อนำมาผนึกกำลังกับองค์ความรู้และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าและยั่งยืน รัฐบาลนำแนวคิด “Circular Economy” มาเป็นแกนหลัก นำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพื่อเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเคารพภูมิปัญญาและวิถีชุมชน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่สมดุลทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและปากท้องประชาชน
การแก้ปัญหาต้องก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมเปิดรับและบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน
เชื่อว่าหากแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายและการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น ทั้งนี้ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดระยะยาว
ด้าน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย พบว่าแต่ละพื้นที่ต้องการชุดคำสั่งและการจัดการที่ต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเชียงรายสามารถลดการเผาได้อย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากปัจจัยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด กลไกรัฐที่มีอยู่ยังรองรับได้เพียงระดับหนึ่ง จึงเสนอให้เสริมศักยภาพ "หน่วยดับไฟมืออาชีพ" ในทุกพื้นที่ และลงทุนกับระบบป้องกันอย่างจริงจัง ควบคู่กับการบริหารจัดการการใช้ไฟในภาคเกษตรอย่างมีระบบ รวมถึงเตรียมพร้อมก่อนเข้าฤดูไฟ เช่น แนวกันไฟและแหล่งน้ำสำรอง โดยต้องให้ชุมชนเป็นฐานหลักในการจัดการ