โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ยศชนัน’ ชูโมเดลแก้ PM2.5 แบบเข้าใจพื้นที่ ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน

The Reporters

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 07.10 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 07.10 น.

‘ยศชนัน’ ชูโมเดลแก้ PM2.5 แบบเข้าใจพื้นที่ ผสานเทคโนโลยี-ภูมิปัญญาชาวบ้าน คืนอากาศสะอาดบนฐานความเข้าใจจริง

วันนี้ (6 พ.ค. 69) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในงาน “ผนึกกำลังหาทางออกวิกฤตฝุ่น PM 2.5 - การคุ้มครองสิทธิและก้าวต่อไปของกฎหมายอากาศสะอาด” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ภาคเหนือทำให้เห็นชัดว่าการแก้ปัญหาจะใช้สูตรสำเร็จเดียวไม่ได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจบริบทพื้นที่ มีหลายมิติที่ข้อมูลตัวเลขเพียงอย่างเดียวบอกเราไม่ได้ เวทีนี้จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นภาพปัญหาที่สอดคล้องกับความจริงในปัจจุบัน

เรามีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์จุดความร้อนและแหล่งกำเนิดฝุ่นได้อย่างแม่นยำ แต่เครื่องมือจะทรงพลังเมื่อนำมาผนึกกำลังกับองค์ความรู้และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อออกแบบการแก้ปัญหาที่ตรงเป้าและยั่งยืน รัฐบาลนำแนวคิด “Circular Economy” มาเป็นแกนหลัก นำร่องในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนเพื่อเปลี่ยนภาระให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการเคารพภูมิปัญญาและวิถีชุมชน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่สมดุลทั้งมิติสิ่งแวดล้อมและปากท้องประชาชน

การแก้ปัญหาต้องก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมือง พร้อมเปิดรับและบูรณาการข้อมูลจากทุกภาคส่วน
เชื่อว่าหากแบ่งปันข้อมูลและทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายและการตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้น ทั้งนี้ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการผลักดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสิทธิในอากาศสะอาดระยะยาว

ด้าน นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย พบว่าแต่ละพื้นที่ต้องการชุดคำสั่งและการจัดการที่ต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ ซึ่งเชียงรายสามารถลดการเผาได้อย่างมีนัยสำคัญในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ไฟป่าปีนี้รุนแรงจากปัจจัยสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด กลไกรัฐที่มีอยู่ยังรองรับได้เพียงระดับหนึ่ง จึงเสนอให้เสริมศักยภาพ "หน่วยดับไฟมืออาชีพ" ในทุกพื้นที่ และลงทุนกับระบบป้องกันอย่างจริงจัง ควบคู่กับการบริหารจัดการการใช้ไฟในภาคเกษตรอย่างมีระบบ รวมถึงเตรียมพร้อมก่อนเข้าฤดูไฟ เช่น แนวกันไฟและแหล่งน้ำสำรอง โดยต้องให้ชุมชนเป็นฐานหลักในการจัดการ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...