AOT ลงทุน 5 ปี 7.2 หมื่นล้านบาท ยกระดับไทยศูนย์กลางการบินระดับโลก
AOT วางงบลงทุน 5 ปี 7.2 หมื่นล้านบาท ขานรับโครงการ Quick-Win ยกระดับไทยศูนย์กลางการบินโลก รองรับผู้โดยสาร 180 ล้านคนต่อปี เร่งประมูลโครงการขยายอาคารผู้โดยสารทิศตะวันออกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เฟส 3 ภายในปี 69
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. ท่าอากาศยานไทย (AOT) เปิดเผยว่า แผนลงทุนในช่วง 5 ปี (ปี 2569-2573) บริษัทจะใช้งบลงทุน 7.2 หมื่นล้านบาท ในโครงการดังต่อไปนี้
1. โครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารหลักด้านทิศตะวันออก ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (East Expansion) มูลค่าลงทุน 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าในเดือน พ.ค.น่าจะได้รับการอนุมัติ คาดเปิดประมูลในอีก 4 เดือน หลังครม.อนุมัติ ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี ทำให้สนามบินสุวรรณภูมิรองรับผู้โดยสารเป็น 70 ล้านคน จากปัจจุบันรองรับ 60 ล้านคน
2.โครงการขยายดอนเมืองเฟส 3 วงเงินลงทุนทั้งหมด 6.3 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งงบไว้ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเพิ่มอาคารผู้โดยสาร หลังที่ 3 รองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ และอาคาร Junction เพื่อเป็นอาคารให้รถบัส จอดและรับส่งผู้โดยสาร รวมถึงปรับปรุงถนนหน้าอาคารผู้โดยสารเพื่อลดจราจรติดขัด โดยในช่วง 5 ปีนี้คาดว่าใช้เงินลงทุน 3 หมื่นล้านบาท ในการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และ อาคาร Junction ก่อน หลังจากนั้นจึงย้ายการใช้อาคารผู้โดยสาร 1-2 มาที่อาคารหลังที่ 3 เพื่อปรับปรุงอาคาร 1-2 โดยผลการศึกษาอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และสภาพัฒน์ ซึ่งใกล้จะเสนอต่อครม.และคาดจะเปิดประมูลภายในสิ้นปี 2569 เริ่มก่อสร้างต้นปี 2570 ใช้เวลาก่อสร้าง 8-10 ปี ทั้งนี้หลังจากขยายตะเพิ่มการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 40 ล้านคน จากปัจจุบันมีผู้โดยสาร 31 ล้านคน
3.โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (South Terminal) มูลค่าเงินลงทุน 2.4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สนามบินสุวรรณภูมิสามารถรองรับผู้โดยสารเพิ่มเป็น 120 ล้านคน โดยในช่วง 2-3 ปีแรกจะทำการปรับหน้าดินก่อน คาดใช้เงินลงทุนราว 2 หมื่นล้านบาท
4.โครงการขยายท่าอากาศยานภูเก็ต เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท
"AOT ขานรับนโยบายรัฐบาลในการผลักดันให้สนามบินของไทยเป็นศูนย์กลางการบินไทนระดับโลก ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของสนามบินทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายใน ปี 2577"
นางสาวปวีณา กล่าวว่า ปัจจุบัน AOT มีกระแสเงินสด 1 หมื่นล้านบาท และยังมีกำไรสะสมที่เพียงพอต่อการลงทุน ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมเร่งขยายขีดความสามารถของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งตามแผนแม่บทให้มีศักยภาพรองรับผู้โดยสารได้กว่า 180 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577
ส่วนกรณีที่ AOT ปรับเพิ่มค่าบริการผู้โดยสารขาออก (Passenger Service Charge: PSC) จาก 730 บาทต่อคน เป็น 1,120 บาทต่อคน จะไม่กระทบต่อค่าตั๋ว ซึ่งน่าจะรับผลกระทบจากราคาน้ำมันมากกว่า โดยค่า PSC ที่ได้รับมาจะนำไปปรับปรุงสนามบินเพื่อให้ผู้โดยสารได้รับการบริการที่ดี ไม่ได้นำมาชดเชยกับรายได้จากคิงเพาเวอร์ ซึ่งมาจากดิวตี้ฟรีลดลง เพราะถือว่าเป็นคนละส่วนกัน
นอกจากนี้บริษัทกำลังทบทวนผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ทุกรายให้เหมาะสม เพราะต้องการรายได้ที่เป็นประโยชน์สาธารณะและเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยจะปฏิบัติกับผู้ประกอบการเท่าเทียมกัน เพราะที่ผ่านมา ร้านค้าในสนามบินมีผลขาดทุนก็จะไม่เช่าต่อ ทำให้บริษัทขาดรายได้กว่าจะได้รายใหม่ใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้นจึงจะทำให้ค่าตอบแทนให้เหมาะสม
ดังนั้นสัดส่วนรายได้ AOT จะปรับใหม่ที่จะเพิ่มรายได้หลักจากการดำเนินงานธุรกิจการบิน (Aeronautical Revenue : AERO) เป็นกว่า 60% และรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน (Non-Aero) มีสัดส่วนกว่า 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 50-50
ส่วนผลประกอบการปี 2569 กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ AOT ยอมรับว่าไม่เป็นไปตามคาด โดย 2 ไตรมาสแรก (ต.ค.2568-มี.ค.2569) มีจำนวนผู้โดยสาร 79 ล้านคน จึงคาดว่าทั้งปีจะมี 125 ล้านคน ทรงตัวจากปีก่อน
เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของบมจ. ท่าอากาศยานไทย มอบนโยบายมุ่งเน้นโครงการสำคัญแบบ Quick-Win และกำชับให้ AOT เร่งพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการ โดย AOT สนองนโยบายเร่งพัฒนาท่าอากาศยานตามแผนแม่บท มุ่งสร้างประสบการณ์การเดินทางให้น่าจดจำและน่าประทับใจ ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น พร้อมมุ่งสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไป
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ พร้อมการวางรากฐานของประเทศให้เกิดความสามารถในการแข่งขันระดับสากลอย่างยั่งยืน และได้กำชับให้กระทรวงคมนาคมเร่งพัฒนาและบูรณาการเชื่อมโยงระบบขนส่งให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีระบบคมนาคมที่ทันสมัย สะดวก ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เร่งโครงการสำคัญ 3 โครงการแบบ Quick-Win ให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ดังนี้
(1) เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน และสามารถเปิดใบริการได้โดยเร็ว ได้แก่โครงการจัดหาเทคโนโลยีตรวจจับและยับยั้งอากาศยานไร้คนขับ (Drone) โครงการป้องกันอันตรายจากนก (Bird Strike)
(2) เร่งรัดประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อม ได้แก่ โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ประกอบการรายที่ 2) โครงการให้บริการคลังสินค้า (ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้ประกอบการรายที่ 2)
(3) เร่งนำเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แผนแม่บทการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 โครงการศึกษาความเป็นไปได้และความคุ้มค่า (Preliminary Feasibility Study) ของท่าอากาศยานอันดามัน และล้านนา
นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบนโยบายสำคัญแก่ AOT ในฐานะเป็นผู้บริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศ และเป็นประตูสู่ประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ เร่งพัฒนาระบบคมนาคมทางอากาศเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการและรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน เร่งลงทุนขยายขีดความสามารถท่าอากาศยานและนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาใช้เพื่อยกระดับบริการผู้โดยสาร และศึกษาพัฒนาท่าอากาศยานอันดามัน รวมถึงศึกษาท่าอากาศยานล้านนา เพื่อรองรับและแบ่งเบาการจราจรของท่าอากาศยานหลัก