โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มาดามเก่ง ร่ำไห้ ยกมือไหว้ขอโทษ บิ๊กเต่า เปิดคำพูดในวงเจรจากับ โทน บางแค 17 เม.ย.

Khaosod

อัพเดต 06 พ.ค. เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. เวลา 09.31 น.

มาดามเก่ง ร่ำไห้ ยกมือไหว้ขอโทษ บิ๊กเต่า ทำให้เดือดร้อน เล่าย้อนไทม์ไลน์ โทน บางแค ละเอียดยิบ เผยคำพูดของ บิ๊กเต่า ในวงเจรจา 17 เม.ย. ยันไม่มีข่มขู่ ทนายเตรียมขยายเส้นเงินโยงเซียนพระอีก

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 5 พ.ค.69 ที่กองบังคับการปราบปราม น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือ มาดามเก่ง พร้อมด้วยทนายความ ออกมาชี้แจงกรณีถูก นายโทนทอง สุขแก่น หรือ โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กรณีเหตุการณ์วันที่ 17 เม.ย.68

โดย มาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” ก่อนจะฝากบอกถึง นายโทนทอง ว่า ไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

ส่วนไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความสัมพันTNกับ นายโทนทอง นั้น มาดามเก่ง เล่าว่า ปี 65 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ ราคา 18 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อ นายเอ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นเซียนพระที่อยู่ในวงสนทนา แนะนำให้รู้จักกับ นายโทนทอง เนื่องจากอ้างว่า นายโทนทอง มีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มติดต่อ นายโทนทอง เป็นครั้งแรก ก่อนที่จะดีลซื้อขายด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญาอีก 10 เดือนถึงจะจ่ายเงิน

เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง ตนก็ยังคิดว่า นายโทนทอง เป็นคนดี หลังจากนั้นก็ยังซื้อขายของแบรนด์เนมเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทอง ก็มาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทต่างประเทศผลิตจำนวน 1,000 ตัว โดยนำตึกมาค้ำประกันอ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินภายหลังกลับพบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

ต่อมา นายโทนทอง ก็นำเงินไปทำธุรกิจและอ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากตนอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่ นายโทนทอง ก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้อง จึงทำให้ตนยังซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่า ไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา แต่ก็พบว่าเช็คก็เด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท

แต่ นายโทนทอง ได้นำพระพุทธรูปที่สะสม จำนวน 152 องค์ อ้างว่าหากเก็บไว้เก็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดสภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

หลังจากนั้นในวันที่ 14 ม.ค.68 ตนได้มอบหมายให้ทีมงานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบฯ แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้ นายโทนทอง รู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้ง โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ กระทั่งวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่า นายโทนทอง เป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางเป็น ป๋อง สุพรรณ

ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน, บิ๊กเต่า, นายโทนทอง, ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง, เลขาของตน และอัยการ ยืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่ง นายโทนทอง ได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เม.ย. แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่า นายโทนทอง ส่งทนายมาเพียงคนเดียว

ก่อนที่ตนจะทราบว่า ที่ นายโทนทอง ไม่มาในวันที่ 24 เม.ย. นั้นเพราะกลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่ สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่ สน.พหลโยธิน มีการแจ้งความตน กับบิ๊กเต่า รวมทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์

ส่วนอัยการที่ถูก นายโทนทอง แจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เม.ย.69 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริง ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้น work from home มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมาย แต่ไม่ส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนเพิ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้ว ว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้แจ้งความไว้แล้ว โดยยืนยันว่าเป็นการยืมมือตำรวจ เพราะมาดามเก่งถูกฉ้อโกง ส่วนจะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน ยืนยันว่า มูลค่าความเสียหายของมาดามเก่ง เดิมทีตั้งแต่ปี 65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่ชดใช้หนี้มาบางส่วนแล้ว

เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมาก น้ำหนักเป็นกิโลกรัม จึงไม่สามารถนับจำนวนได้ ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่า อยากได้เงินคืนแต่ไม่ได้เป็นการยืมมือตำรวจเพื่อมาทวงเงิน หากถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง “เงินเป็นร้อยล้าน แถมยังโดนแจ้งความกลับอีก จะไม่เสียใจและร้องไห้เหมือนวันนี้ ก็เก่งแล้ว พูดตรงๆ”

ด้าน นายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ในฐานเซียนพระ บอกว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เม.ย. จึงทำให้ไม่ถูกแจ้งความ ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมทีคู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและ นายโทนทอง เท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ กับ อั๋น โอกิ และอื่นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มาดามเก่ง ร่ำไห้ ยกมือไหว้ขอโทษ บิ๊กเต่า เปิดคำพูดในวงเจรจากับ โทน บางแค 17 เม.ย.

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...