เมื่อเสื้อผ้าคืออีกภาษาอันทรงพลังของเรื่องเล่า สมรางวัล Best Costume Design ส่องเสื้อผ้าใน Frankenstein หลังคว้าออสการ์
แทบไม่ประหลาดใจเมื่อหนังเรื่องแฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ของกีเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) คว้ารางวัลออสการ์สาขา Best Costume Design และอีกสองรางวัลคือ Production Design และ Makeup and Hairstyling เพราะทั้งหมดทั้งมวลนี้โดยเฉพาะการออกแบบเครื่องแต่งกายโดย เคท ฮอว์ลีย์ (Kate Hawley) มีส่วนอย่างมากในการเติมเต็มหนังและกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการเล่าเรื่อง
แม้เรื่องราวของหนังจะอ้างอิงอยู่ในยุคศตวรรษที่ 19 แต่ Frankenstein ไม่ได้พยายามสร้างความสมจริงทางประวัติศาสตร์ในแบบดั้งเดิม เดล โตโร ผู้กำกับ และเคท ฝ่ายคอสตูม เลือกหลีกเลี่ยงภาพจำโกธิกวิกตอเรียนแบบทึมเทาแล้วแทนที่ด้วยสีสัน อารมณ์ และความเว่อร์วังแบบโอเปร่าที่ถูกขยายและปรับเปลี่ยนผ่านสายตาผู้กำกับและฝ่ายคอสตูม
ในหนังเราจะเห็นว่าสีไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบด้านภาพแต่ทำหน้าที่ในฐานะภาษา โดยเฉพาะ ‘สีแดง’ ที่กลายเป็นสีสำคัญสีหลักในการเชื่อมโยงตัวละครเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘วิกเตอร์ แฟรงเกนสไตน์’ ที่รับบทโดย ออสการ์ ไอแซค (Oscar Isaac) หรือ ‘เอลิซาเบธ’ ที่แสดงโดย มีอา กอธ (Mia Goth) สีแดงในหนังปรากฏในฐานะเลือด ความรัก การสูญเสีย และการสร้างชีวิต การเลือกใช้สีในหนังเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความงามเพียงอย่างเดียว เคทต้องออกแบบสีให้ทำงานกับแสง โดยเฉพาะแสงเทียนที่มีคุณสมบัติในการกลืนสีสดให้หม่นลง เธอจึงต้องใช้เทคนิคการซ้อนเลเยอร์สีในการทำเสื้อผ้า เพื่อให้เฉดที่ผู้ชมเห็นผ่านเลนส์ยังคงมีมิติและพลังทางอารมณ์
สิ่งที่ทำให้แต่ละซีนในหนังแฟรงเกนสไตน์งามประหนึ่งภาพวาดไม่ได้เกิดจากคอสตูมเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างหนักของทุกแผนก ตั้งแต่กล้อง แสง โปรดักชันดีไซน์ ไปจนถึงหน้าผมและเมกอัพ ทุกองค์ประกอบสะท้อนและต่อยอดกันและกัน อย่างเช่นรูปทรงวงกลมที่เป็นสถาปัตยกรรมหลักในฉากถูกนำมาใช้ซ้ำในซิลูเอตของเครื่องแต่งกาย หรือสีเขียวของชุดที่สะท้อนกลับไปยังฉากผ่านรายละเอียดเล็กๆ อย่างมอสบนกำแพง
อีกหนึ่งแนวคิดสำคัญของหนังคือ ‘ทำเสื้อผ้าในฐานะความทรงจำ’ โดยเฉพาะตัวละคร Creature ที่รับบทโดย เจคอบ เอลอร์ดี (Jacob Elordi) ในหนังเราจะเห็นว่าเขาค่อยๆ สร้างตัวตนขึ้นผ่านสิ่งที่สวมใส่ เสื้อผ้าชิ้นแรกของตัวละครคือเศษเสี้ยวของศพผู้อื่นต่อเป็นผืนผิวหนังเมื่อแรกเกิด เปรียบเสมือนตัวตนของมนุษย์ที่มักถูกประกอบขึ้นจากความทรงจำและประสบการณ์ของคนอื่น ในบทของเดล โตโร ยังมีแนวคิดเรื่อง ‘ความทรงจำที่ซ้อนทับกัน’ เสื้อโค้ตของตัวละครในครึ่งหลังจึงไม่ใช่แค่เสื้อ แต่เป็นความทรงจำของชายคนหนึ่ง
เส้นเรื่องของ Creature เชื่อมโยงกับวิกเตอร์ผู้ให้กำเนิดอย่างลึกซึ้ง โดยในครึ่งแรกหนังเล่าผ่านมุมมองของวิกเตอร์ก่อนจะสลับไปยัง Creature ทั้งสองตัวละครสะท้อนกันไปมาจนสลับบทบาทกันในท้ายที่สุด วิกเตอร์ค่อยๆ กลายเป็น Creature สูญเสียขา ใส่ขาเทียม ใบหน้าถูกทำลาย เสื้อผ้าฉีกขาด ขณะที่ Creature ค่อยๆ เรียนรู้ภาษา สง่างาม และมีความสามารถในการให้อภัย ทั้งหมดนี้สะท้อนผ่านทั้งงานคอสตูมและงานโปรดักชันดีไซน์รวมถึงการใช้กระจกในฉาก
ฟากเสื้อผ้าของมีอา กอธ ที่รับบทเป็นทั้งแม่ของวิกเตอร์และเอลิซาเบธ ถูกออกแบบให้มีความกูตูร์และเหนือจริง ด้วยตัวละครเอลิซาเบธเชื่อในหนังสือ Natural Theology ของวิลเลียม พาลี (William Paley)
ซึ่งมองธรรมชาติทั้งในแง่ความงามและน่าหวาดกลัว เสื้อผ้าจึงถูกออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ แมลง และสีเขียวหินนกยูง โดยใช้ผ้าไหม กำมะหยี่ลวดลาย และทีมคอสตูมต้องใช้ผ้าโปร่งจำนวนมากเพื่อสร้างความรู้สึกให้เหมือนภาพวาดที่เคลื่อนไหว ไปจนถึงสร้อยคอรูปแมลงปีกแข็งของ Tiffany & Co. ที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับแต่เป็นส่วนหนึ่งของตัวละครและการเล่าเรื่อง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นงานสร้างระดับข้ามทวีป เพราะการทำเสื้อผ้าของทีมหนังแฟรงเกนสไตน์ ได้กระจายงานไปทั่วโลก ทั้งโตรอนโต กลาสโกลว โปแลนด์ สเปน และยุโรปอีกหลายประเทศ ผ้าทั้งหมดถูกทอขึ้นเป็นพิเศษเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ใช้ทั้งเทคโนโลยีและงานฝีมือเพื่อทำชุดตัวละครหลัก ทำเอฟเฟกต์พิเศษของ Creature และเสื้อโค้ตจำนวนมากสำหรับนักแสดงประกอบ
เคทเล่าว่าทุกคนในอุตสาหกรรมทำงานหนักกันอยู่แล้ว แต่สิ่งพิเศษของ เดล โตโร คือ เขาเห็นค่าของคนในทุกแผนก เดล โตโร จะเดินดูงานและให้ความสำคัญกับทีมงานทุกคน และหลังดูหนังจบในครั้งแรก เคทรู้สึกทันทีว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำคนเดียว “แต่คือสิ่งที่ทุกคนสร้างร่วมกัน”
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://www.voguehk.com/en/article/art-lifestyle/frankenstein-film-costumes/