โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Tinder และ Zoom เสนอการสแกนดวงตา “พิสูจน์ความเป็นมนุษย์” ป้องกัน deepfake

การเงินธนาคาร

อัพเดต 18 เม.ย. เวลา 14.34 น. • เผยแพร่ 18 เม.ย. เวลา 07.34 น.

Tinder และ Zoom เดินหน้าสแกนม่านตาเพื่อออก “ตัวตนดิจิทัล” ยืนยันว่าเป็นมนุษย์จริง ท่ามกลางปัญหา AI ปลอมตัวและบัญชีบอตที่พุ่งสูง โดยเทคโนโลยี World ID ถูกดันขึ้นเป็นแนวป้องกันใหม่ในยุค deepfake เมื่อโลกออนไลน์กำลังเต็มไปด้วยคอนเทนต์และตัวตนที่ “แยกไม่ออกว่าใครคือของจริง”

18 เม.ย. 2569- Tinder เตรียมเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถพิสูจน์ว่าตนเองเป็นมนุษย์จริง ไม่ใช่บอต โดยนำเทคโนโลยีสแกนดวงตาขั้นสูงเข้ามาใช้ในแอป ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการหลอกลวงแบบ deepfake ที่ทำให้แม้แต่คนใกล้ตัวก็แยกไม่ออกว่า “กำลังคุยกับคนจริงหรือ AI กันแน่” (อ่านข่าว: เมื่อ Deepfake ลบเส้นแบ่งความจริง เราจะพิสูจน์ตัวตนได้อย่างไร?)

สำนักข่าว BBC รายงานว่า แอปพลิเคชั่นหาคู่รวมถึงแพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์อย่าง Tinder และ Zoom กำลังเตรียมเปิดให้ผู้ใช้งานทำการแสกนม่านตา เพื่อรับ “ตรายืนยันความเป็นมนุษย์” (proof of humanity) ซึ่งจะแสดงอยู่บนโปรไฟล์หรือชื่อของพวกเขา โดยผู้ใช้สามารถดำเนินการได้ผ่านทั้งแบบออนไลน์ผ่านแอปฯ หรืออุปกรณ์สแกนรูปทรงคล้ายลูกบอล ที่ดำเนินการโดยเครือข่าย World เพื่อยืนยันว่าตนเองเป็นมนุษย์

ทั้งนี้ World ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Worldcoin เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Tools for Humanity สตาร์ตอัปที่ร่วมก่อตั้งและมี Sam Altman เป็นประธาน ซึ่งเขายังเป็นหัวหน้าของ OpenAI ผู้พัฒนา ChatGPT ด้วย

เมื่อผู้ใช้ได้รับการยืนยันว่าเป็นมนุษย์ผ่านเทคโนโลยีนี้แล้ว จะได้รับรหัสประจำตัวเฉพาะ (unique identification code) ซึ่งจัดเก็บอยู่ในสมาร์ตโฟน และถือเป็น World ID ของตัวเอง โดยแอป World ID ใหม่ รวมถึงความร่วมมือกับ Tinder และ Zoom ได้ถูกเปิดตัวในงานอีเวนต์สดที่ซานฟรานซิสโกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว BBC รายงานเพิ่มเติมว่า งานนี้เริ่มต้นด้วยวิดีโอที่ฉายบนจอขนาดใหญ่หลายจอในหอประชุมขนาดเล็ก โดยแสดงภาพนักข่าวชื่อดังหลายคน เช่น Walter Cronkite, Dan Rather และ Larry King รวมถึงอดีตประธานาธิบดี Ronald Reagan

[caption id="attachment_238729" align="aligncenter" width="1300"]

Sam Altman[/caption]

บุคคลเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านวิดีโอเก่าที่ถูกปรับแต่งด้วย AI ให้ดูเหมือนกำลังพูดถึงความจำเป็นในการมีวิธีระบุตัวตนมนุษย์บนอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้น Sam Altman ขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้ชมหลายร้อยคน

Sam Altman กล่าวว่า ในอนาคตอันใกล้ “คอนเทนต์ที่สร้างโดย AI จะมีมากกว่าที่มนุษย์สร้าง ผมไม่กลัวอนาคต ตราบใดที่เรายังสามารถแยกแยะระหว่างสองสิ่งนี้ได้”

ทั้งนี้ Tinder และ Zoom เผชิญปัญหาบัญชีปลอมและผู้ใช้งานที่มีเจตนาร้ายเพิ่มขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา เนื่องจากเทคโนโลยี AI พัฒนาจนสามารถเลียนแบบเสียง ภาพ และพฤติกรรมมนุษย์ได้อย่างแนบเนียน

โปรไฟล์ปลอมบน Tinder ซึ่งมักเรียกว่า “บอต” มักถูกใช้เพื่อหลอกลวงเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัวจากผู้ใช้

โดย Victoria Brooks ซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายหนึ่ง เคยเขียนในบล็อกส่วนตัวเมื่อปีที่แล้วว่า Tinder เต็มไปด้วยบอตที่พยายามหลอกลวง เธอประเมินว่า 30% ของโปรไฟล์ที่เธอพบเป็น “นักต้มตุ๋นด้านความรักที่ใช้ AI เสริมแต่ง ใช้การชักจูงทางอารมณ์ และถูกปรับแต่งด้วยอัลกอริทึม”บัญชีบอตเหล่านี้ไม่ได้ใช้แค่ภาพโปรไฟล์ปลอม แต่ยังใช้สคริปต์บทสนทนาที่สร้างโดย AI เพื่อพูดคุยกับผู้ใช้งานจริง

ตามข้อมูลของ Federal Trade Commission การหลอกลวงด้านความรัก (romance scams) ทำให้ผู้คนในสหรัฐสูญเสียเงินมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

เมื่อปลายปีที่แล้ว Tinder เริ่มกำหนดให้ผู้ใช้ทุกคนต้องส่งวิดีโอเซลฟีเพื่อยืนยันตัวตน และการเชื่อมต่อกับ World ID จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการยืนยันตัวตน หากผู้ใช้ต้องการ

Yoel Roth ผู้ดูแลด้านความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของ Match Group กล่าวว่า “การร่วมมือกับ World ID เป็นก้าวถัดไปตามธรรมชาติ เพื่อช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจว่าคนอีกฝั่งเป็นคนจริง”

ขณะที่แพลตฟอร์ม Zoom ซึ่งถูกใช้แพร่หลายในองค์กร ให้ความสำคัญกับปัญหา deepfake ที่ซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะการปลอมเป็นบุคคลที่ผู้ใช้รู้จัก โดยในปี 2024 พนักงานรายหนึ่งในฮ่องกงถูกหลอกด้วยวิดีโอ deepfake ของ CFO บริษัทและเพื่อนร่วมงานหลายคน จนโอนเงินไปถึง 25 ล้านดอลลาร์ ขณะที่งานวิจัยจาก Deloitte ระบุว่า การฉ้อโกงทางการเงินผ่าน deepfake อาจสูงถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐภายในปี 2027

สำหรับ World นั้น เปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 ใช้ชื่อแรกว่า Worldcoin และเปิดตัวคริปโทเคอร์เรนซีชื่อเดียวกัน ต่อมาในปี 2024 ได้เปลี่ยนเป็น World Network และในปีถัดมาจึงย่อเหลือ World บริษัทนี้เลือกใช้ “ม่านตา” เป็นตัวระบุตัวตน เนื่องจากเป็นส่วนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงที่สุดของมนุษย์ มากกว่าลายนิ้วมือ

World ระบุว่ากระบวนการยืนยันตัวตนนี้เป็นแบบไม่ระบุตัวตน (anonymous) ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อหรือที่อยู่ โดยบริษัทเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ผ่านการยืนยันตัวตนผ่าน World ID แล้ว 18 ล้านคน และมีการใช้งานระบบยืนยันตัวตนนี้ไปแล้วถึง 450 ล้านครั้ง

อ้างอิง: www.bbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...