นาซาประกาศเตรียมสร้างยานอวกาศพลังงานนิวเคลียร์ลำแรกมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารในปี 2028
จาเร็ด ไอแซคแมน (Jared Isaacman) ผู้บริหารของ NASA ประกาศความคืบหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนายานอวกาศระหว่างดาวเคราะห์พลังงานนิวเคลียร์ลำแรก โดยมีแผนที่จะปล่อยยานเพื่อเดินทางไปยังดาวอังคารภายในปี 2028
ภารกิจนี้มีชื่อว่า Space Reactor-1 (SR1) Freedom ซึ่งหากทำสำเร็จ จะถือเป็นความสำเร็จสูงสุดของการทดลองด้านระบบขับเคลื่อนด้วยนิวเคลียร์ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี และอาจเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์การเดินทางในอวกาศไปตลอดกาล
ยานอวกาศลำนี้จะใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์ (Nuclear Electric Propulsion - NEP) ซึ่งทาง NASA ระบุว่ามีประสิทธิภาพสูงมากสำหรับการขนส่งมวลสารในอวกาศลึก โดยยาน SR-1 Freedom จะติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิชชันขนาด 20 กิโลวัตต์ที่ใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะต่ำและยูเรเนียมไดออกไซด์
หลักการทำงานของยานอวกาศจะใช้พลังงานความร้อนที่ได้จากเครื่องปฏิกรณ์แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อสร้างประจุไอออนให้กับก๊าซขับเคลื่อนในเครื่องยนต์ไอออน
นอกจากนี้ ตัวยานจะถูกปรับเปลี่ยนจากการใช้แผงโซลาร์เซลล์ขนาดใหญ่ มาเป็นการติดตั้งครีบแลกเปลี่ยนความร้อนแทน เพื่อระบายความร้อนส่วนเกินจากเครื่องปฏิกรณ์และป้องกันไม่ให้ชิ้นส่วนของยานละลาย
และเพื่อความปลอดภัย เครื่องปฏิกรณ์จะถูกติดตั้งไว้ที่ปลายสุดของโครงก้านยาวเพื่อรักษาระยะห่างของรังสีจากส่วนอื่น ๆ ของยาน
แม้ที่ผ่านมานาซาจะมีการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศมานานหลายทศวรรษแล้ว เช่น ยาน Voyager 1 และ 2, ยาน New Horizons รวมถึงรถสำรวจดาวอังคารอย่าง Curiosity และ Perseverance แต่นั่นเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเทอร์โมอิเล็กทริกไอโซโทปรังสี (RTGs) ซึ่งทำงานโดยใช้ความร้อนที่เกิดจากการสลายตัวของสารกัมมันตรังสีพลูโตเนียม-238
ซึ่งแตกต่างจากระบบฟิชชันแบบใหม่นี้ที่จะให้พลังงานและแรงขับเคลื่อนที่สูงกว่า ซึ่งเหมาะสมกับการใช้งานในระบบสุริยะรอบนอกที่อยู่ห่างไกลจากดวงอาทิตย์
ก่อนหน้านี้ความพยายามในการใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์บนอวกาศเคยเกิดขึ้นสำเร็จเพียงครั้งเดียวในภารกิจ SNAP-10A เมื่อปี 1965 ซึ่งเครื่องปฏิกรณ์ทำงานได้เพียง 43 วัน ก่อนที่จะเกิดข้อผิดพลาดและดับลง หลังจากนั้นแม้จะมีความพยายามอีกหลายครั้ง เช่น โครงการ DRACO ที่เพิ่งถูกระงับและยกเลิกไปในปี 2025 แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
อย่างไรก็ตาม หากนาซาสามารถเอาชนะความท้าทายทางเทคโนโลยีและก้าวข้ามขีดจำกัดด้านเวลาเพื่อปล่อยยานได้ทันในปี 2028 เทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้มนุษยชาติสามารถส่งนักบินอวกาศและสัมภาระน้ำหนักมากไปยังดาวอังคารและระบบสุริยะรอบนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- รู้จักชุดอวกาศ OCSS ในภารกิจ Artemis ทำไมนาซาเลือกใช้สีส้มสดสะดุดตา?
- นาซายกเลิกสถานีลูนาร์เกตเวย์ ทุ่มงบ 720,000 ล้านบาท สร้างฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์แทน
- X-59 เครื่องบินเหนือเสียงแบบเงียบของ NASA เจอสัญญาณเตือนกลางอากาศ ลงจอดก่อนกำหนด
- จรวด SLS ในภารกิจ Artemis 2 ของ NASA กลับสู่ฐานปล่อยอีกครั้ง เตรียมพร้อมลุยภารกิจ 1 เมษายนนี้
- นาซาเตรียมเคลื่อนย้ายจรวด SLS ในภารกิจ Artemis II กลับสู่ฐานปล่อย 20 มี.ค. นี้ ลุ้นกำหนดการปล่อยสู่อวกาศ 1 เม.ย.