โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

3 ประเด็นร้อนโลก ไทยบรรลุดีลฮอร์มุซ–ม็อบ No Kings เขย่าสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่หมดศักยภาพ

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 29 มี.ค. เวลา 12.48 น.

3 ประเด็นร้อนโลก ไทยบรรลุดีลฮอร์มุซ–ม็อบ No Kings เขย่าสหรัฐฯ–อิหร่านยังไม่หมดศักยภาพ

วันที่ 29 มี.ค. 2569 สื่ออิหร่านและสื่อต่างประเทศหลายสำนักรายงาน ไทยบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน อนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันไทยแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยสื่อของประเทศอิหร่าน อย่าง Iran News 24 ได้ออกมารายงานว่า "ไทยประกาศบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเกี่ยวกับการผ่านช่องแคบฮอร์มุซของเรือต่าง ๆ"โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล ประกาศเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ว่า ประเทศไทยได้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อรับประกันการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันของไทยนายอนุทินกล่าวว่า ข้อตกลงนี้จะช่วย “บรรเทาความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้กับประเทศไทย”พร้อมเสริมว่า ประเทศไทยคาดว่าจะหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักเพิ่มเติมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคม “ด้วยข้อตกลงนี้ เรามั่นใจว่าจะไม่เผชิญกับการหยุดชะงักเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนมีนาคมอีกต่อไป”นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้อิหร่านทราบอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทย “ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง” และดังนั้นจึง “มีสิทธิในการผ่านทางทะเลอย่างปลอดภัยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ทางการไทยจะแจ้งให้อิหร่านทราบล่วงหน้าเกี่ยวกับเรือทุกลำที่แล่นผ่านช่องแคบ โดยเตหะรานจะตอบสนองต่อคำขอแต่ละครั้งด้านสำนักข่าว The Straits Times และ สำนักข่าว CNA - Channel News Asia ของประเทศสิงคโปร์ รายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้มีการบรรลุข้อตกลงที่จะอนุญาตให้เรือบรรทุกน้ำมันของไทยสามารถแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยด้าน China Daily สื่อยักษ์ใหญ่ของจีน ได้ออกมารายงานข่าวนี้เช่นเดียวกัน โดยระบุพาดหัวว่า ประเทศไทยสามารถรักษาความปลอดภัยสำหรับเรือต่าง ๆ ในการผ่านช่องแคบฮอร์มุซพร้อมรายละเอียดว่า "ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการประสานงานทางการทูตกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางตามรายงานของแผนกประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล"

ม็อบ No Kings ลามทั่วสหรัฐฯ ต่อต้าน "ทรัมป์" ค้านสงคราม–นโยบายรัฐ–ค่าครองชีพ

มีรายงานการชุมนุมครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อประชาชนจำนวนหลายล้านคนออกมาร่วมประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้แคมเปญ “NO KING” ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันในกว่า 3,000 เมือง ครอบคลุมทั้ง 50 รัฐทั่วประเทศการเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการชุมนุมระลอกที่ 3 ของขบวนการ No Kings โดยมีเป้าหมายกดดันรัฐบาลในประเด็นสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การคัดค้านสงครามกับอิหร่านที่ถูกมองว่าไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส การต่อต้านมาตรการกวาดล้างผู้อพยพของหน่วยงาน ICE ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงข้อกังวลเรื่องการใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กระทบต่อระบบประชาธิปไตยและเสรีภาพสื่อในหลายเมืองใหญ่ ผู้ชุมนุมแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน เช่น ที่ลอสแอนเจลิส มีการประกาศว่า “กองกำลังมีไว้ปกป้องประเทศ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง” ขณะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และรัฐมินนิโซตา มีบุคคลสาธารณะและนักการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมเสียงเรียกร้อง “No Kings ไม่เอาสงคราม ไม่เอาลัทธิสุดโต่ง”รายงานยังระบุว่า การประท้วงไม่ได้จำกัดเฉพาะในสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ สะท้อนแรงกระเพื่อมของประเด็นดังกล่าวในระดับนานาชาติเมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา กลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของการชุมนุม เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการบังคับใช้มาตรการตรวจคนเข้าเมืองอย่างเข้มงวด โดยมีการจัดกิจกรรมรำลึกและเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการดังกล่าวด้านนิวยอร์กและวอชิงตัน ดี.ซี. มีบุคคลในวงการบันเทิง นักวิชาการ และนักการเมืองเข้าร่วมแสดงจุดยืน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในหลายมิติขณะที่ทำเนียบขาวออกมาตอบโต้ โดยระบุว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่มีอคติทางการเมือง และไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนทั้งหมดทั้งนี้ บรรยากาศการประท้วงในหลายพื้นที่มีการใช้สัญลักษณ์เชิงเสียดสีและข้อความทางการเมือง เพื่อย้ำจุดยืนสนับสนุนประชาธิปไตย และคัดค้านการใช้อำนาจในลักษณะที่ถูกมองว่าเกินขอบเขตของผู้นำประเทศ

ศึกยังไม่จบ! ข่าวกรอง ชี้ อิหร่าน ยังรักษาศักยภาพอาวุธไว้ได้ ทำลายขีปนาวุธได้เพียง 1 ใน 3

แหล่งข่าว 5 รายที่ใกล้ชิดหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ปฏิบัติการโจมตีคลังขีปนาวุธขนาดใหญ่ของอิหร่าน สามารถยืนยันการทำลายได้แน่ชัดเพียงราว 1 ใน 3 เท่านั้นขณะที่อีกประมาณ 1 ใน 3 ยังไม่สามารถระบุสถานะได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว 4 รายประเมินว่า การโจมตีอาจสร้างความเสียหาย ทำลาย หรือทำให้ขีปนาวุธเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในอุโมงค์และบังเกอร์ใต้ดินข้อมูลด้านขีดความสามารถของโดรนอิหร่านมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยมีความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งว่า ถูกทำลายไปแล้วราว 1 ใน 3 เช่นกันการประเมินที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนนี้ สะท้อนว่า แม้อาวุธจำนวนมากของอิหร่านจะถูกทำลายหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่อิหร่านยังคงมีขีปนาวุธเหลืออยู่อีกไม่น้อย และอาจกู้คืนบางส่วนได้หลังสถานการณ์สู้รบยุติลงทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับคำกล่าวของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่า อิหร่านเหลือ “จรวดเพียงไม่กี่ลูก” โดยทรัมป์ย้ำว่า แม้จะทำลายได้ถึง 99% แต่เพียง 1% ที่เหลือก็ยังเป็นความเสี่ยงสูงต่อเรือมูลค่ามหาศาลด้านเจ้าหน้าที่เพนตากอนระบุว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงราว 90% นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น พร้อมเผยว่า สหรัฐฯ ได้สร้างความเสียหายหรือทำลายโครงสร้างด้านอาวุธของอิหร่านไปแล้วกว่า 66% รวมถึงโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรน และเรือรบฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน ทั้งการทำลายกองเรือ ขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรน รวมถึงป้องกันไม่ให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ณ วันที่ 25 มี.ค. สหรัฐฯ อ้างว่า ได้โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านแล้วกว่า 10,000 แห่ง และสามารถทำลายเรือรบขนาดใหญ่ของกองทัพเรืออิหร่านได้ถึง 92%กองทัพสหรัฐฯ ยังเผยแพร่ภาพปฏิบัติการโจมตีโรงงานผลิตอาวุธ โดยย้ำว่าไม่ได้มุ่งเป้าเพียงคลังอาวุธ แต่รวมถึงอุตสาหกรรมการผลิตด้วย อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังไม่ยืนยันตัวเลขความเสียหายของขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรนอย่างชัดเจนแหล่งข่าวระบุว่า ความยากในการประเมินส่วนหนึ่งมาจากการที่อิหร่านเก็บอาวุธจำนวนมากไว้ในบังเกอร์ใต้ดินตั้งแต่ก่อนสงครามด้านเจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลเผยว่า ก่อนสงคราม อิหร่านมีขีปนาวุธราว 2,500 ลูกที่สามารถโจมตีอิสราเอลได้ และขณะนี้ฐานยิงถูกทำลายไปแล้วกว่า 335 แห่ง คิดเป็นราว 70% ของศักยภาพทั้งหมดอย่างไรก็ตาม อิสราเอลยอมรับว่า การทำลายศักยภาพส่วนที่เหลืออีกประมาณ 30% จะยากยิ่งขึ้น และแม้จะถูกโจมตีอย่างหนัก อิหร่านยังคงแสดงให้เห็นว่ายังมีขีดความสามารถทางอาวุธหลงเหลืออยู่ไม่น้อย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...