โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

MetaComp ผนึกกำลัง Solana บุกบริการ Cross Boarder ใน Emerging Market ทั่วโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 เม.ย. เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 27 เม.ย. เวลา 09.03 น.

MetaComp ผนึกกำลัง Solana ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนและการบริหารความมั่งคั่งยุคใหม่ มุ่งเป้าตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

วันที่ 27 เมษายน 2569 - MetaComp Pte. Ltd. พร้อมด้วยบริษัทในเครือ Alpha Ladder Finance Pte. Ltd. (Alpha Ladder) ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันให้เครือข่ายบล็อกเชน Solana ก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Primary Chain) รองรับกลุ่มธุรกิจหลักของบริษัท ทั้งในด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน การบริหารจัดการ เงินสดองค์กร (Treasury Management) และการทำ Tokenization สำหรับสินทรัพย์ในโลกจริง (Real-World Assets - RWA)

โดยการขยับตัวครั้งนี้ถือเป็นการรุกเข้าสู่เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูงและมีต้นทุน ต่ำอย่างเต็มตัว เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ฐานลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา

MetaComp พร้อมยกระดับบริการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านการบูรณาการเครือข่าย Solana เข้ากับระบบ StableX Network เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการชำระเงินแบบหลายช่องทาง (Multi-rail settlement) บนบล็อกเชนที่มีเสถียรภาพสูงสุดสำหรับการใช้งานระดับสถาบัน โดยมีระบบ StableX Engine เป็นกลไกหลักใน การวิเคราะห์และคัดเลือกเส้นทางการชำระเงินระหว่างเงินตราปกติ (Fiat) และ Stablecoin แบบเรียลไทม์ เพื่อมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านความเร็ว ต้นทุน และสภาพคล่อง

ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของ Solana ที่รองรับธุรกรรม Stablecoin ได้สูงถึง 6.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ด้วยต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่า 0.0012 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ MetaComp สามารถรองรับความต้องการธุรกรรมในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่มีปริมาณสูงกว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน MetaComp ยังได้ขยายขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการเงินสดองค์กร เพื่อสร้างโอกาสในการ รับผลตอบแทนบนเครือข่าย (On-chain yield) ผ่านโซลูชัน WealthX ซึ่งดำเนินงานโดย Alpha Ladder ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS)

โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งกองทุนตลาดเงิน (Tokenised Money Market Fund) เงินฝาก พันธบัตร และทองคำในรูปแบบโทเค็น อาทิ XAUt โดย Tether นวัตกรรมเหล่านี้จะเข้ามาช่วยให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบการด้านการรับชำระเงินสามารถบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงระหว่างรอรอบการชำระเงิน (Settlement cycle)

นอกจากนี้ MetaComp ยังมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการออก การจดทะเบียน และการซื้อขายสินทรัพย์ในโลกจริง (RWA) บน Solana เพื่อเปิดทางให้ผู้ออกสินทรัพย์สามารถเข้าถึงสภาพคล่องทั่วโลกและระดมทุนได้อย่างถูกต้อง ตามกฎระเบียบ โดยโทเค็นจะถูกเชื่อมโยงบนเครือข่าย Solana เพื่อกระจายสินค้าผ่านศูนย์ซื้อขายและช่องทาง DeFi ได้อย่างราบรื่น

ซึ่ง MetaComp จะเป็นผู้นำในกระบวนการทำ Tokenization โดยยึดถือมาตรฐานการกำกับ ดูแลอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ข้อมูลในช่วงต้นปี 2569 ระบุว่าตลาด RWA บน Solana มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด แตะระดับ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีจำนวนผู้ถือครองสินทรัพย์ RWA สูงถึง 182,000 ราย ซึ่งถือเป็นการแซงหน้า Ethereum ได้เป็นครั้งแรก ขณะที่ Standard Chartered คาดการณ์ว่ามูลค่าสินทรัพย์ RWA ในรูปแบบโทเค็นจะพุ่งสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2571

ดร. โบ ไป่ (Dr. Bo Bai) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง MetaComp กล่าวว่า “เรามองว่า Solana เป็นหนึ่งในเลเยอร์โครงสร้างพื้นฐานที่น่าสนใจที่สุดสำหรับการเงินดิจิทัลระดับสถาบันยุคใหม่ การใช้ Solana จะช่วยให้เราส่งมอบบริการทางการเงินที่รวดเร็วขึ้น มีต้นทุนที่ถูกลง และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในตลาดที่มีความต้องการสูง ตั้งแต่ระเบียงการชำระเงินข้ามพรมแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และลาตินอเมริกา ไปจนถึงตลาดทุนในรูปแบบโทเค็น ที่เชื่อมโยงการเงินดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมบล็อกเชน โดยเรามุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับระบบนิเวศของ Solana เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์นี้ให้เกิดขึ้นจริง”

ลู หยิน (Lu Yin) หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มูลนิธิ Solana (Solana Foundation) กล่าวเสริมว่า “เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ MetaComp นำบริการทางการเงินระดับสถาบันเข้ามาสู่ระบบนิเวศของ Solana ความเชี่ยวชาญเชิงลึกของ MetaComp ในด้านโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแล เมื่อผสานเข้ากับความเร็วและขีดความสามารถในการขยายตัวของ Solana จะกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับ การชำระเงินข้ามพรมแดน โซลูชันบริหารเงินสด และตลาดทุนในรูปแบบโทเค็นสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่”

การตัดสินใจพัฒนาบน Solana ในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธภาพการขยายธุรกิจที่แข็งแกร่งของ MetaComp ภายหลังจากความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Pre-A กว่า 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยกลุ่มบริษัทได้เดินหน้าเปิดตัวทั้ง VisionX Engine สำหรับงาน Compliance และมาตรฐาน KYA สำหรับธรรมาภิบาล AI ซึ่งการนำ Solana เข้ามาเสริมทัพจะช่วยเติมเต็มมิติสำคัญ ทั้งการเข้าถึงตลาดทุนโทเค็น ความสามารถในการชำระเงินข้ามเครือข่าย และการสร้างผลตอบแทนบนเครือข่าย ภายใต้สถาปัตยกรรมทางการเงินที่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่สถาบัน การเงินทั่วโลกให้ความไว้วางใจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ แวดวงเทคโนโลยี ทั่วโลก ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...