เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นภูมิภาคและบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบ โดยมีแนวรับหลักโซน 1,405-1,385 จุด ถัดลงมาที่ 1,360 จุด
โดยปัจจัยกดดันยังคงเป็นสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯขู่โจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังไม่กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านแถลงจะตอบโต้โจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางหากสหรัฐฯดำเนินการดังกล่าว หนุนให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวขึ้นโดย Brent กลับมายืนเหนือ US$110 ต่อบาร์เรล
ขณะที่ตลาดกังวลนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆที่อาจพลิกกลับมาตึงตัวขึ้นตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นตามราคาพลังงาน โดยล่าสุด US10Y Bond Yield พุ่งขึ้นแตะ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2025 โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเดือน มี.ค. และจะชัดเจนมากขึ้นใน 2Q26 กรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงหากเกิดภาวะ Stagflation
สำหรับปัจจัยในประเทศคาดเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นของโผครม.อนุทิน 2 ในสัปดาห์นี้ โดยเบื้องต้นเตรียมแถลงนโยบายต่อสภาฯช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. โดยต้องจับตาช่วงหลังสงกรานต์ว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบใดและเปลี่ยนแปลงจากแผนเดิมอย่างไรบ้างจากสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ ยังเน้นเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและพักเงินในกลุ่ม Consumer Staple และ Defensive Play ที่ถูกกระทบจำกัดมากกว่าจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานสูง
กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus 149.33 บาท
• สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะสั้น โดยยังขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ยังเป็นประเด็นความเสี่ยงหนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent กลับมายืนเหนือ US$110 ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
• ราคาพลังงานที่มีแนวโน้ม Higher-for-Longer จะทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26-2026 มี Upside โดยเบื้องต้นราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ US$1 ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของ PTTEP เพิ่มขึ้นราว 1.5%+-
• แนวรับ 150-149//143.50 บาท แนวต้าน 160//165 บาท
ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,400 – 1,410 แนวต้าน 1,440 คาดดัชนีมีโอกาสปรับลดลงตามดัชนีภูมิภาค หลังสหรัฐขีดเส้นตาย 48 ชม.ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะถูกสหรัฐโจมตีแหล่งผลิตไฟฟ้า แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,SCB,KTB,GULF,CPF,CPAXT/เก็งกำไรพลังงานทางเลือก เช่น BCPG,BBGI,GUNKUL,BANPU และกลุ่มปิโตรเคมี เช่น PTTGC,IVL,IRPC
BCPG* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.30 บาท) รายงานกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 728 ล้านบาท +16%QoQ, +344%YoY หนุนจากการรับรู้ผลประกอบการของโรงไฟฟ้า Monsoon เข้ามาเต็มไตรมาส รวมถึงเป็นช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ช่วยชดเชยกลุ่มโรงไฟฟ้า Hydro ในลาวและโรงไฟฟ้า Gas ในสหรัฐฯ ที่เข้าช่วง low season ไปได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 68 อยู่ที่ 855 ล้านบาท -53%YoY ส่วน outlook ในงวด 1Q69 คาดกำไรปกติอาจจะชะลอตัว QoQ เพราะจะเป็น low season ของ Wind และ Hydro ในลาว แต่ YoY จะเติบโตขึ้นจากที่ปีก่อนที่ Wind ในลาวยังไม่เริ่มเปิดดำเนินการและโรงไฟฟ้า Gas ในสหรัฐฯ มีค่าความพร้อมจ่าย CP ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการเติบโตของธุรกิจ Data center ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 2.2 พันล้านบาท +158%YoY และ 2.5 พันล้านบาท +15%YoY ตามลำดับ
NER* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมายIAA Consensus 5.71บาท) เก็งกำไรตาม Sentiment จากราคายางที่ดีขึ้น QoQ โดย ราคายางในปัจจุบันเทียบกับ ณ สิ้นปี 68 อิง SICOM, TSR20 อยู่ที่ 188 cent/kg. +5% / RSS3 อยู่ที่ 246 cent/kg +14% ส่วนการดำเนินงานช่วงปี2569 นี้ ทาง NER ตั้งเป้ารายได้ที่ 3.2 หมื่นลบ. +6%YoY หนุนด้วยราคายางที่ฟื้นตัว ขณะที่ โรงงานใหม่ที่เสร็จปลาย 4Q68 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน ทั้งนี้ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของNER* จะอยู่ที่ 1,928 ลบ.(+2%YoY) และ 2,277 ลบ.(+18%YoY) ตามลำดับ มี Dividend Yield สูงที่ 7-10% ต่อปี
ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะยังคงเผชิญกับความผันผวนสูงและมีโอกาสปรับตัวลดลง หลังมีข่าวลบเข้ามา คือสหรัฐฯให้เวลาอิหร่าน 24 ชม. ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ….. ทั้งนี้ ตลาดในแต่ละวัน จะถูกขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจทำให้ Fed เปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1380-1450 จุด
ปัจจัยในประเทศ
- การเมืองไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว ในสัปดาห์นี้อาจะมีการแต่งตั้งคณธ ครม. อนุทิน 2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลจบได้เร็วกว่า 1 เดือนถ้าเทียบกับไทม์ไลน์เดิมที่อาจจะจบในเดือนพ.ค. ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกได้เร็ว รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพ ซึ่งอาจมีผลกระทบกับหุ้นบางกลุ่ม เช่น โรงไฟฟ้า จากมาตรการตรึงค่าไฟฟ้า
- วิกฤตน้ำมันหน้าปั๊ม: แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่ที่หน้าปั๊มน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศกลับขาดแคลน ต้องจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะออกมาตรการดูแลราคาพลังงานอย่างไร ซึ่งมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานคาดว่าจะออกมาเป็นอันดับแรกๆ
- ธปท. เล็งลดเป้า: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมทบทวนปรับลดเป้าหมาย GDP ปี 69 จากผลกระทบของสงครามในต่างแดน โดยจะติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดและดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้ปกติ พร้อมปรับนโยบายดอกเบี้ยอย่างเหมาะสมเพื่อรองอรับผลกระทบจากเงินเฟ้อ …. ทั้งนี้ ประมาณการ GDP ปี 69 ของธปท. เดิมอยู่ที่ 1.5% และมีความเป็นไปได้สูงที่การประชุมกนง. ครั้งถัดไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม 1.00% หลังได้ปรับลดมาแล้ว 0.25% ในการประชุมครั้งแรก
- ค่าเงินบาท: ปิดตลาดล่าสุดที่ระดับ 32.72 บาท/ดอลลาร์ ธปท. ระบุว่าปัจจุบันค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงถึงระดับ 9% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่ผ่านมา โดยบางจังหวะมีทิศทางอ่อนค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูง … ข่าวนี้ บวกต่อหุ้นส่งออก อาทิ KCE, HANA, ITC, AAI
- กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ซื้อสุทธิ 889 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 1,459 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศ
- โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน โดยระบุว่าจะ “โจมตีและทำลายให้สิ้นซาก” เริ่มจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาผ่านได้ภายใน 48 ชั่วโมง ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับอย่างมากของวาทกรรมจากสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณา “ผ่อนระดับ” ปฏิบัติการทางทหาร และให้ประเทศที่พึ่งพาเส้นทางนี้รับภาระดูแลความปลอดภัยเอง กลายเป็นข่าวลบของตลาดในวันนี้ … การตัดสินใจแบบนี้ของสหรัฐฯ เรามองว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะน่าจะมีเหตุให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนคำพูดเป็นตรงกันข้ามภายใน 24 ชม. จาก ค่อยๆยุติสงคราม ไปเป็น ให้เวลา 48 ชั่วโมง กับอิหร่าน จากนี้ ต้องดูว่าจะมีการจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรงแบบสุดขั้ว
- การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ถูกเลื่อนออกไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ ระหว่างนี้ติดตามการแถลงของจีนที่จะแถลงถึงท่าทีที่มีต่อสงครามตะวันออกกลาง และการช่วยเหลือช่องแคบฮอร์มุซตามที่ทรัมป์ได้ขอความร่วมมือ …. หากจีนก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ โดยเป็นการกดดันหรือช่วยให้สงครามจบได้เร็วขึ้น จะเป็นผลดีกับตลาดอย่างมาก
Technical : BCH, KAMART
Strategy
- กลยุทธ์ลงทุน สหรัฐฯ ส่งสัญญาณครั้งใหม่หลังเปรยว่าต้องการยุติการปฎิบัติการณ์ แต่เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ออกข่าวเตือนให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อตลาดอย่างมาก ….. เราไม่สามารถเดาใจอิหร่านหรืออิสราเอลได้ ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการยุติสงครามนี้หรือไม่
- หุ้นที่ยังควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุน หุ้นที่รับผลกระทบจากสงครามในในช่วงก่อนหน้านี้ (โรงแรม สายการบิน ค้าปลีก) รวมไปถึงผลกระทบจากราคา LNG ที่สูงขึ้น จะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า
- หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ AOT, BDMS ออก และนำ PTTEP เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP(25%), SCB(10%), ADVANC*(10%)
Technical : MINT, BCPG