โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

ทันหุ้น

อัพเดต 23 มี.ค. เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 02.40 น.

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นภูมิภาคและบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบ โดยมีแนวรับหลักโซน 1,405-1,385 จุด ถัดลงมาที่ 1,360 จุด

โดยปัจจัยกดดันยังคงเป็นสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายลง โดยสหรัฐฯขู่โจมตีโรงไฟฟ้าอิหร่านหากยังไม่กลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านแถลงจะตอบโต้โจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางหากสหรัฐฯดำเนินการดังกล่าว หนุนให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวขึ้นโดย Brent กลับมายืนเหนือ US$110 ต่อบาร์เรล

ขณะที่ตลาดกังวลนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่างๆที่อาจพลิกกลับมาตึงตัวขึ้นตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นตามราคาพลังงาน โดยล่าสุด US10Y Bond Yield พุ่งขึ้นแตะ 4.4% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2025 โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจในเดือน มี.ค. และจะชัดเจนมากขึ้นใน 2Q26 กรณีสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงหากเกิดภาวะ Stagflation

สำหรับปัจจัยในประเทศคาดเริ่มเห็นความชัดเจนขึ้นของโผครม.อนุทิน 2 ในสัปดาห์นี้ โดยเบื้องต้นเตรียมแถลงนโยบายต่อสภาฯช่วงวันที่ 7-9 เม.ย. โดยต้องจับตาช่วงหลังสงกรานต์ว่าจะเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบใดและเปลี่ยนแปลงจากแผนเดิมอย่างไรบ้างจากสถานการณ์พลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ ยังเน้นเก็งกำไรในกลุ่มพลังงานต้นน้ำและพักเงินในกลุ่ม Consumer Staple และ Defensive Play ที่ถูกกระทบจำกัดมากกว่าจากเงินเฟ้อและราคาพลังงานสูง

กลยุทธ์ : เน้นลงทุนในหุ้นที่มีกระทบจำกัดต่อความเสี่ยงราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจากผลของสงคราม
หุ้นเด่นเดือน มี.ค. : BDMS, CPALL, CPF, MTC, NSL
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, ERW, KTB, MTC, OSP, WHAUP

หุ้นเด่นวันนี้ : PTTEP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus 149.33 บาท
• สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยังไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงในระยะสั้น โดยยังขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ยังเป็นประเด็นความเสี่ยงหนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุด Brent กลับมายืนเหนือ US$110 ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หนุนหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ
• ราคาพลังงานที่มีแนวโน้ม Higher-for-Longer จะทำให้แนวโน้มกำไรในช่วง 1H26-2026 มี Upside โดยเบื้องต้นราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุกๆ US$1 ต่อบาร์เรล จะหนุนกำไรของ PTTEP เพิ่มขึ้นราว 1.5%+-
• แนวรับ 150-149//143.50 บาท แนวต้าน 160//165 บาท

ด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,400 – 1,410 แนวต้าน 1,440 คาดดัชนีมีโอกาสปรับลดลงตามดัชนีภูมิภาค หลังสหรัฐขีดเส้นตาย 48 ชม.ให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะถูกสหรัฐโจมตีแหล่งผลิตไฟฟ้า แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวในกลุ่ม Value เช่น ADVANC,TRUE,SCB,KTB,GULF,CPF,CPAXT/เก็งกำไรพลังงานทางเลือก เช่น BCPG,BBGI,GUNKUL,BANPU และกลุ่มปิโตรเคมี เช่น PTTGC,IVL,IRPC

BCPG* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.30 บาท) รายงานกำไรสุทธิ 4Q68 ที่ 728 ล้านบาท +16%QoQ, +344%YoY หนุนจากการรับรู้ผลประกอบการของโรงไฟฟ้า Monsoon เข้ามาเต็มไตรมาส รวมถึงเป็นช่วง high season ของโรงไฟฟ้าพลังงานลม ช่วยชดเชยกลุ่มโรงไฟฟ้า Hydro ในลาวและโรงไฟฟ้า Gas ในสหรัฐฯ ที่เข้าช่วง low season ไปได้ ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 68 อยู่ที่ 855 ล้านบาท -53%YoY ส่วน outlook ในงวด 1Q69 คาดกำไรปกติอาจจะชะลอตัว QoQ เพราะจะเป็น low season ของ Wind และ Hydro ในลาว แต่ YoY จะเติบโตขึ้นจากที่ปีก่อนที่ Wind ในลาวยังไม่เริ่มเปิดดำเนินการและโรงไฟฟ้า Gas ในสหรัฐฯ มีค่าความพร้อมจ่าย CP ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามการเติบโตของธุรกิจ Data center ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 2.2 พันล้านบาท +158%YoY และ 2.5 พันล้านบาท +15%YoY ตามลำดับ

NER* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมายIAA Consensus 5.71บาท) เก็งกำไรตาม Sentiment จากราคายางที่ดีขึ้น QoQ โดย ราคายางในปัจจุบันเทียบกับ ณ สิ้นปี 68 อิง SICOM, TSR20 อยู่ที่ 188 cent/kg. +5% / RSS3 อยู่ที่ 246 cent/kg +14% ส่วนการดำเนินงานช่วงปี2569 นี้ ทาง NER ตั้งเป้ารายได้ที่ 3.2 หมื่นลบ. +6%YoY หนุนด้วยราคายางที่ฟื้นตัว ขณะที่ โรงงานใหม่ที่เสร็จปลาย 4Q68 ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 8.7 แสนตัน ทั้งนี้ตลาดคาดว่าในปี69และ 70 กำไรสุทธิของNER* จะอยู่ที่ 1,928 ลบ.(+2%YoY) และ 2,277 ลบ.(+18%YoY) ตามลำดับ มี Dividend Yield สูงที่ 7-10% ต่อปี

ขณะที่ บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะยังคงเผชิญกับความผันผวนสูงและมีโอกาสปรับตัวลดลง หลังมีข่าวลบเข้ามา คือสหรัฐฯให้เวลาอิหร่าน 24 ชม. ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ….. ทั้งนี้ ตลาดในแต่ละวัน จะถูกขับเคลื่อนด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การปรับตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่อาจทำให้ Fed เปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงิน เราประเมินกรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ ไว้ที่ 1380-1450 จุด

ปัจจัยในประเทศ

  • การเมืองไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว ในสัปดาห์นี้อาจะมีการแต่งตั้งคณธ ครม. อนุทิน 2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลจบได้เร็วกว่า 1 เดือนถ้าเทียบกับไทม์ไลน์เดิมที่อาจจะจบในเดือนพ.ค. ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะออกได้เร็ว รวมถึงมาตรการช่วยค่าครองชีพ ซึ่งอาจมีผลกระทบกับหุ้นบางกลุ่ม เช่น โรงไฟฟ้า จากมาตรการตรึงค่าไฟฟ้า
  • วิกฤตน้ำมันหน้าปั๊ม: แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ แต่ที่หน้าปั๊มน้ำมันหลายแห่งทั่วประเทศกลับขาดแคลน ต้องจับตาว่ารัฐบาลใหม่จะออกมาตรการดูแลราคาพลังงานอย่างไร ซึ่งมาตรการช่วยเหลือด้านพลังงานคาดว่าจะออกมาเป็นอันดับแรกๆ
  • ธปท. เล็งลดเป้า: ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมทบทวนปรับลดเป้าหมาย GDP ปี 69 จากผลกระทบของสงครามในต่างแดน โดยจะติดตามความผันผวนของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดและดูแลให้ตลาดการเงินทำงานได้ปกติ พร้อมปรับนโยบายดอกเบี้ยอย่างเหมาะสมเพื่อรองอรับผลกระทบจากเงินเฟ้อ …. ทั้งนี้ ประมาณการ GDP ปี 69 ของธปท. เดิมอยู่ที่ 1.5% และมีความเป็นไปได้สูงที่การประชุมกนง. ครั้งถัดไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม 1.00% หลังได้ปรับลดมาแล้ว 0.25% ในการประชุมครั้งแรก
  • ค่าเงินบาท: ปิดตลาดล่าสุดที่ระดับ 32.72 บาท/ดอลลาร์ ธปท. ระบุว่าปัจจุบันค่าเงินบาทมีความผันผวนสูงถึงระดับ 9% ซึ่งถือว่าสูงกว่าที่ผ่านมา โดยบางจังหวะมีทิศทางอ่อนค่านำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวสูง … ข่าวนี้ บวกต่อหุ้นส่งออก อาทิ KCE, HANA, ITC, AAI
  • กระแส Fund Flow: นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดหุ้น ซื้อสุทธิ 889 ล้านบาท (รวมตลาด SET และ MAI) ในตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 1,459 ล้านบาท

ปัจจัยต่างประเทศ

  • โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีโรงไฟฟ้าของอิหร่าน โดยระบุว่าจะ “โจมตีและทำลายให้สิ้นซาก” เริ่มจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุด หากอิหร่านไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์กลับมาผ่านได้ภายใน 48 ชั่วโมง ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการยกระดับอย่างมากของวาทกรรมจากสหรัฐ หลังจากก่อนหน้านั้นเพียง 1 วัน ทรัมป์ยังส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณา “ผ่อนระดับ” ปฏิบัติการทางทหาร และให้ประเทศที่พึ่งพาเส้นทางนี้รับภาระดูแลความปลอดภัยเอง กลายเป็นข่าวลบของตลาดในวันนี้ … การตัดสินใจแบบนี้ของสหรัฐฯ เรามองว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะน่าจะมีเหตุให้ผู้นำสหรัฐฯ เปลี่ยนคำพูดเป็นตรงกันข้ามภายใน 24 ชม. จาก ค่อยๆยุติสงคราม ไปเป็น ให้เวลา 48 ชั่วโมง กับอิหร่าน จากนี้ ต้องดูว่าจะมีการจัดการอย่างไรเพื่อไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรงแบบสุดขั้ว
  • การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ถูกเลื่อนออกไปคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนพ.ค.นี้ ระหว่างนี้ติดตามการแถลงของจีนที่จะแถลงถึงท่าทีที่มีต่อสงครามตะวันออกกลาง และการช่วยเหลือช่องแคบฮอร์มุซตามที่ทรัมป์ได้ขอความร่วมมือ …. หากจีนก้าวเข้ามาเกี่ยวข้องในประเด็นนี้ โดยเป็นการกดดันหรือช่วยให้สงครามจบได้เร็วขึ้น จะเป็นผลดีกับตลาดอย่างมาก

Technical : BCH, KAMART

Strategy

  • กลยุทธ์ลงทุน สหรัฐฯ ส่งสัญญาณครั้งใหม่หลังเปรยว่าต้องการยุติการปฎิบัติการณ์ แต่เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้ออกข่าวเตือนให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อตลาดอย่างมาก ….. เราไม่สามารถเดาใจอิหร่านหรืออิสราเอลได้ ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการยุติสงครามนี้หรือไม่
  • หุ้นที่ยังควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ความระมัดระวังในการเข้าลงทุน หุ้นที่รับผลกระทบจากสงครามในในช่วงก่อนหน้านี้ (โรงแรม สายการบิน ค้าปลีก) รวมไปถึงผลกระทบจากราคา LNG ที่สูงขึ้น จะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า
  • หุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ AOT, BDMS ออก และนำ PTTEP เข้ามาแทน หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย PTTEP(25%), SCB(10%), ADVANC*(10%)

Technical : MINT, BCPG

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...