‘เรามีสิทธิ์ที่จะอ่านหนังสือไม่จบ’ เมื่อการอ่านไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการหันกลับมาซื่อสัตย์ กับความรู้สึกและการค้นหาตัวเอง
ในโลกที่ความสำเร็จมักถูกวัดด้วยตัวเลข แม้แต่การอ่านหนังสือที่นักอ่านหลายคนมักตั้งเป้าหมายว่า ‘ปีนี้ต้องอ่านหนังสือให้จบกี่เล่ม’ จนบางครั้ง เราเผลอเปลี่ยน ‘ความสนุก’ จากความอยากอ่าน ให้กลายเป็น ‘ความกดดัน’ ที่ต้องอ่านให้จบแทน หรือในบางครั้งเราอาจจะเกิดอาการกองดองที่ซื้อมากมายแต่ก็ยังไม่ได้อ่าน จนต้องมานั่งรู้สึกผิดรู้สึกเสียดายกับตัวเอง
และเมื่อเราเจอหนังสือที่ไม่ถูกจริต เรามักเกิดความรู้สึกผิดลึกๆ จนต้องคอยถามตัวเองว่า จะฝืนอ่านต่อให้จบหรือพอแค่นี้แล้ววางทิ้งไว้กลางคันดี?
นักเขียนและนักส่งเสริมการอ่านระดับโลกอย่าง Daniel Pennac ได้ให้มุมมองที่ช่วยปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างในใจให้กับนักอ่านทั่วโลกผ่านหนังสือ The Rights of the Reader หรือ สิทธิของนักอ่าน ซึ่งหนึ่งในสิทธิที่สำคัญและช่วยปลดปล่อยเราได้มากที่สุดก็คือ ‘สิทธิที่จะอ่านหนังสือไม่จบเล่ม’ โดยเขาย้ำว่าการอ่านคือเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องฝืนทำตามหน้าที่ เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ เพียงเพื่อให้จบเล่มไปเท่านั้น
และนอกจากนี้ยังมีสิทธิอื่นๆ ของนักอ่านที่รอให้เราทำความเข้าใจ เพื่อปลดล็อกความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจให้หมดไป
สิทธิที่จะไม่อ่าน (The right not to read)
สิทธิในข้อนี้ไม่ได้หมายถึงการห้ามไม่ให้อ่านหนังสือ แต่เป็นการอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘พัก’ จากตัวอักษรชั่วคราว เป็นช่วงเวลาที่เราอาจไม่ได้ถือหนังสือเล่มใดไว้ในมือเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากภาระหน้าที่ที่รัดตัว ความบันเทิงรูปแบบอื่น หรือความสนใจใหม่ๆ ที่เข้ามาดึงดูดเวลาของเราไป
อย่างไรก็ตาม การเว้นจากการอ่านหนังสือในบางช่วงเวลา ไม่ได้ทำให้สถานะ ‘นักอ่าน’ ในตัวเราลดน้อยถอยลงไป เพราะการอ่านที่แท้จริงไม่ใช่การฝืนกระทำ แต่คือความพร้อมของหัวใจที่จะกลับมาเปิดรับโลกแห่งตัวอักษรอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
สิทธิที่จะอ่านข้าม (The right to skip)
การอ่านไม่จำเป็นต้องเก็บทุกรายละเอียดทุกประโยค หากเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งดูหนักเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับความสนใจในขณะนั้น เรามีสิทธิที่จะข้ามเนื้อหานั้นไปยังจุดที่ดึงดูดใจเราจริงๆ การทำเช่นนี้ไม่ใช่การด้อยค่านักเขียน หากแต่เป็นการรักษา ‘จังหวะและความสนุก’ เพื่อให้เรายังคงเดินทางไปพร้อมกับหนังสือได้จนจบเล่ม
สิทธิที่จะอ่านไม่จบเล่ม (The right not to finish a book)
และแม้ว่าเราจะไม่สามารถเดินทางไปจนถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือได้ เพราะใช่ว่าหนังสือทุกเล่มจะถูกจริตกับนักอ่านทุกคน สิทธิข้อนี้คือการปลดปล่อยเราจากข้อผูกมัดของความรู้สึกผิด ดังที่ Pennac ได้เน้นย้ำไว้ว่า ‘เรามีสิทธิที่จะอ่านไม่จบ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการอ่านคือการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่การทำภารกิจให้สำเร็จตามหน้าที่’
สำหรับจังหวะชีวิตของเราในขณะนี้ การเลือกวางหนังสือที่อ่านแล้วเข้าไม่ถึงใจลง ไม่ใช่ความล้มเหลวของการเป็นนักอ่าน แต่คือการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง
เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะฝืนอ่านสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ และการหยุดอ่านเล่มหนึ่ง ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ไปพบกับหนังสืออีกเล่มที่ตรงจริตและสามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณของเราได้มากกว่านั่นเอง
การอ่านคือเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องฝืนทำตามหน้าที่ เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ เพียงเพื่อให้จบเล่มไปเท่านั้น
สิทธิที่จะอ่านซ้ำ (The right to read it again)
การอ่านหนังสือเล่มเดิมไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่มันคือการ ‘กลับไปทบทวนความทรงจำที่คุ้นเคย’ หรือความรู้สึกที่เราเคยประทับใจ บางครั้งการกลับมาอ่านหนังสือเล่มเดิมอาจให้บทสรุปที่ไม่เหมือนเดิม เพราะในช่วงอายุและประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป อาจทำให้เราค้นพบความหมายใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดในตัวอักษร ซึ่งเราอาจเคยมองข้ามไปในการอ่านครั้งแรก
สิทธิที่จะอ่านอะไรก็ได้ (The right to read anything)
โลกของตัวอักษรไม่มีชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมคลาสสิก นิตยสารแฟชั่น นิยายวาย หรือการ์ตูน ทุกอย่างคือการอ่านที่มีคุณค่าในตัวเอง เรามีสิทธิที่จะเลือก ‘อาหารสมอง’ ตามความต้องการของหัวใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองอย่างไร
สิทธิที่จะจินตนาการว่าเรื่องในหนังสือคือเรื่องจริง (The right to mistake a book for real life)
การอ่านที่ปล่อยให้ตัวเองได้ ‘อิน’ ไปกับเนื้อหาจนขอบเขตระหว่างความจริงกับจินตนาการพร่าเลือน การเสียน้ำตาให้ตัวละครหรือการโกรธแค้นแทนผู้ถูกกระทำ คือเครื่องยืนยันว่าเราได้เข้าถึงจิตวิญญาณของเรื่องเล่านั้นอย่างแท้จริง
สิทธิที่จะอ่านที่ไหนก็ได้ (The Right to Read Anywhere)
ความสบายใจของการอ่านไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องสมุดหรือโต๊ะทำงานที่เงียบสงัดเท่านั้น เพราะหนังสือคือความบันเทิงที่พกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ท่ามกลางสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
Pennac ยังย้ำอีกว่า ในขณะที่เราอ่านหนังสือไม่ว่าจะเล่มไหนก็ตาม หรือที่ไหนสักแห่ง เราอาจดูเหมือนกำลังตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอก แต่ตัวตนที่จมดิ่งลงไปนั้นเอง กลับเป็นวิธีที่ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของโลกความเป็นจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การอ่านไม่ใช่การแข่งขันที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่คือการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง หนังสือเล่มที่อ่านไม่จบหรือเล่มที่หยิบมาอ่านซ้ำๆ ไม่ใช่ความล้มเหลวหรือเรื่องเสียเวลา แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้มีอิสระที่จะเลือกสิ่งที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม เพราะคุณค่าของหนังสือ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเล่มที่อ่านจบ แต่อยู่ที่ความรู้สึกและความหมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจเรา…หลังปิดหนังสือลง
ท้ายที่สุด แม้ว่าสิทธินักอ่านจะช่วยปลดล็อกความรู้สึกในใจเราแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสิทธิพิเศษไปตัดสินคนอื่นได้ เหมือนที่ Pennac ได้ฝากประโยคทิ้งท้ายไว้ในหนังสือว่า ‘Don't make fun of people who don't read — or they never will’ ‘อย่าไปล้อเลียนคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีวันเปิดใจอ่านหนังสืออีกเลย’
อ้างอิง
บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘เรามีสิทธิ์ที่จะอ่านหนังสือไม่จบ’ เมื่อการอ่านไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการหันกลับมาซื่อสัตย์ กับความรู้สึกและการค้นหาตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เมื่อคนขวางคูหา ชนะคนกากบาท 21 มีนาคม 2557 ศาลสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ มรดกคณะรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญที่ตกค้างถึงวันนี้
- ทั่วโลกเกิดอะไรขึ้นบ้างในสัปดาห์นี้ 15 - 21 มี.ค. 2569
- เสียงสะท้อนคนต่างแดน เจอวิกฤตน้ำมันเหมือนกันหรือไม่? ชวนคนต่างแดนคุยว่า ในวันที่คนไทยหวั่นพลังงานหมด และบางปั๊มไม่มีน้ำมันให้เติม ชีวิตประจำวันในอีกซีกโลกเป็นอย่างไร
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath