โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เรามีสิทธิ์ที่จะอ่านหนังสือไม่จบ’ เมื่อการอ่านไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการหันกลับมาซื่อสัตย์ กับความรู้สึกและการค้นหาตัวเอง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในโลกที่ความสำเร็จมักถูกวัดด้วยตัวเลข แม้แต่การอ่านหนังสือที่นักอ่านหลายคนมักตั้งเป้าหมายว่า ‘ปีนี้ต้องอ่านหนังสือให้จบกี่เล่ม’ จนบางครั้ง เราเผลอเปลี่ยน ‘ความสนุก’ จากความอยากอ่าน ให้กลายเป็น ‘ความกดดัน’ ที่ต้องอ่านให้จบแทน หรือในบางครั้งเราอาจจะเกิดอาการกองดองที่ซื้อมากมายแต่ก็ยังไม่ได้อ่าน จนต้องมานั่งรู้สึกผิดรู้สึกเสียดายกับตัวเอง

และเมื่อเราเจอหนังสือที่ไม่ถูกจริต เรามักเกิดความรู้สึกผิดลึกๆ จนต้องคอยถามตัวเองว่า จะฝืนอ่านต่อให้จบหรือพอแค่นี้แล้ววางทิ้งไว้กลางคันดี?

นักเขียนและนักส่งเสริมการอ่านระดับโลกอย่าง Daniel Pennac ได้ให้มุมมองที่ช่วยปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างในใจให้กับนักอ่านทั่วโลกผ่านหนังสือ The Rights of the Reader หรือ สิทธิของนักอ่าน ซึ่งหนึ่งในสิทธิที่สำคัญและช่วยปลดปล่อยเราได้มากที่สุดก็คือ ‘สิทธิที่จะอ่านหนังสือไม่จบเล่ม’ โดยเขาย้ำว่าการอ่านคือเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องฝืนทำตามหน้าที่ เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ เพียงเพื่อให้จบเล่มไปเท่านั้น

และนอกจากนี้ยังมีสิทธิอื่นๆ ของนักอ่านที่รอให้เราทำความเข้าใจ เพื่อปลดล็อกความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในใจให้หมดไป

สิทธิที่จะไม่อ่าน (The right not to read)

สิทธิในข้อนี้ไม่ได้หมายถึงการห้ามไม่ให้อ่านหนังสือ แต่เป็นการอนุญาตให้ตัวเองได้ ‘พัก’ จากตัวอักษรชั่วคราว เป็นช่วงเวลาที่เราอาจไม่ได้ถือหนังสือเล่มใดไว้ในมือเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากภาระหน้าที่ที่รัดตัว ความบันเทิงรูปแบบอื่น หรือความสนใจใหม่ๆ ที่เข้ามาดึงดูดเวลาของเราไป

อย่างไรก็ตาม การเว้นจากการอ่านหนังสือในบางช่วงเวลา ไม่ได้ทำให้สถานะ ‘นักอ่าน’ ในตัวเราลดน้อยถอยลงไป เพราะการอ่านที่แท้จริงไม่ใช่การฝืนกระทำ แต่คือความพร้อมของหัวใจที่จะกลับมาเปิดรับโลกแห่งตัวอักษรอีกครั้งเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

สิทธิที่จะอ่านข้าม (The right to skip)

การอ่านไม่จำเป็นต้องเก็บทุกรายละเอียดทุกประโยค หากเนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งดูหนักเกินไป หรือไม่สอดคล้องกับความสนใจในขณะนั้น เรามีสิทธิที่จะข้ามเนื้อหานั้นไปยังจุดที่ดึงดูดใจเราจริงๆ การทำเช่นนี้ไม่ใช่การด้อยค่านักเขียน หากแต่เป็นการรักษา ‘จังหวะและความสนุก’ เพื่อให้เรายังคงเดินทางไปพร้อมกับหนังสือได้จนจบเล่ม

สิทธิที่จะอ่านไม่จบเล่ม (The right not to finish a book)

และแม้ว่าเราจะไม่สามารถเดินทางไปจนถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือได้ เพราะใช่ว่าหนังสือทุกเล่มจะถูกจริตกับนักอ่านทุกคน สิทธิข้อนี้คือการปลดปล่อยเราจากข้อผูกมัดของความรู้สึกผิด ดังที่ Pennac ได้เน้นย้ำไว้ว่า ‘เรามีสิทธิที่จะอ่านไม่จบ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงของการอ่านคือการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็น ไม่ใช่การทำภารกิจให้สำเร็จตามหน้าที่’

สำหรับจังหวะชีวิตของเราในขณะนี้ การเลือกวางหนังสือที่อ่านแล้วเข้าไม่ถึงใจลง ไม่ใช่ความล้มเหลวของการเป็นนักอ่าน แต่คือการซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง

เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะฝืนอ่านสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ และการหยุดอ่านเล่มหนึ่ง ก็เพื่อเปิดโอกาสให้เราได้ไปพบกับหนังสืออีกเล่มที่ตรงจริตและสามารถสื่อสารกับจิตวิญญาณของเราได้มากกว่านั่นเอง

การอ่านคือเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่ภารกิจที่ต้องฝืนทำตามหน้าที่ เพราะชีวิตนั้นสั้นเกินกว่าจะเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจ เพียงเพื่อให้จบเล่มไปเท่านั้น

สิทธิที่จะอ่านซ้ำ (The right to read it again)

การอ่านหนังสือเล่มเดิมไม่ใช่เรื่องเสียเวลา แต่มันคือการ ‘กลับไปทบทวนความทรงจำที่คุ้นเคย’ หรือความรู้สึกที่เราเคยประทับใจ บางครั้งการกลับมาอ่านหนังสือเล่มเดิมอาจให้บทสรุปที่ไม่เหมือนเดิม เพราะในช่วงอายุและประสบการณ์ที่เปลี่ยนไป อาจทำให้เราค้นพบความหมายใหม่ๆ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดในตัวอักษร ซึ่งเราอาจเคยมองข้ามไปในการอ่านครั้งแรก

สิทธิที่จะอ่านอะไรก็ได้ (The right to read anything)

โลกของตัวอักษรไม่มีชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมคลาสสิก นิตยสารแฟชั่น นิยายวาย หรือการ์ตูน ทุกอย่างคือการอ่านที่มีคุณค่าในตัวเอง เรามีสิทธิที่จะเลือก ‘อาหารสมอง’ ตามความต้องการของหัวใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าคนอื่นจะมองอย่างไร

สิทธิที่จะจินตนาการว่าเรื่องในหนังสือคือเรื่องจริง (The right to mistake a book for real life)

การอ่านที่ปล่อยให้ตัวเองได้ ‘อิน’ ไปกับเนื้อหาจนขอบเขตระหว่างความจริงกับจินตนาการพร่าเลือน การเสียน้ำตาให้ตัวละครหรือการโกรธแค้นแทนผู้ถูกกระทำ คือเครื่องยืนยันว่าเราได้เข้าถึงจิตวิญญาณของเรื่องเล่านั้นอย่างแท้จริง

สิทธิที่จะอ่านที่ไหนก็ได้ (The Right to Read Anywhere)

ความสบายใจของการอ่านไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องสมุดหรือโต๊ะทำงานที่เงียบสงัดเท่านั้น เพราะหนังสือคือความบันเทิงที่พกพาไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถเมล์ รถไฟฟ้า ท่ามกลางสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

Pennac ยังย้ำอีกว่า ในขณะที่เราอ่านหนังสือไม่ว่าจะเล่มไหนก็ตาม หรือที่ไหนสักแห่ง เราอาจดูเหมือนกำลังตัดขาดการรับรู้จากโลกภายนอก แต่ตัวตนที่จมดิ่งลงไปนั้นเอง กลับเป็นวิธีที่ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของโลกความเป็นจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การอ่านไม่ใช่การแข่งขันที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่คือการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง หนังสือเล่มที่อ่านไม่จบหรือเล่มที่หยิบมาอ่านซ้ำๆ ไม่ใช่ความล้มเหลวหรือเรื่องเสียเวลา แต่คือการอนุญาตให้ตัวเองได้มีอิสระที่จะเลือกสิ่งที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม เพราะคุณค่าของหนังสือ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเล่มที่อ่านจบ แต่อยู่ที่ความรู้สึกและความหมายที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจเรา…หลังปิดหนังสือลง

ท้ายที่สุด แม้ว่าสิทธินักอ่านจะช่วยปลดล็อกความรู้สึกในใจเราแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีสิทธิพิเศษไปตัดสินคนอื่นได้ เหมือนที่ Pennac ได้ฝากประโยคทิ้งท้ายไว้ในหนังสือว่า ‘Don't make fun of people who don't read — or they never will’ ‘อย่าไปล้อเลียนคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะไม่มีวันเปิดใจอ่านหนังสืออีกเลย’

อ้างอิง

The Rights of the Reader

บทความต้นฉบับได้ที่ : ‘เรามีสิทธิ์ที่จะอ่านหนังสือไม่จบ’ เมื่อการอ่านไม่ใช่การแข่งขัน แต่คือการหันกลับมาซื่อสัตย์ กับความรู้สึกและการค้นหาตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...