AWC ปั้นพอร์ตโตต่อเนื่อง เร่งเปิดโรงแรม-ไลฟ์สไตล์ใหม่ ดันแลนด์มาร์กดึงทัวริสต์ทั่วโลก ตั้งเป้าผลงานปี 69 ทุบสถิติสูงสุดใหม่
แม้ภาคท่องเที่ยวยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและฤดูกาลท่องเที่ยวที่ผันผวน แต่ผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และฮอสพิทาลิตี้ยังเดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่มองเกมระยะยาวผ่านจุดหมายปลายทาง มากกว่าการพัฒนาโครงการแบบดั้งเดิม สะท้อนการแข่งขันรอบใหม่ที่ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนห้องพักหรือพื้นที่เช่า แต่รวมถึงความสามารถในการดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ อีเวนต์ระดับโลก และประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่สร้างการใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้นในระยะยาว
คุณวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 ระบุว่ายังมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) แม้ไตรมาส 2 และ 3 จะเข้าสู่ช่วง Low Season ตามธรรมชาติของธุรกิจท่องเที่ยว แต่จะได้แรงหนุนจากการทยอยเปิดโครงการใหม่และการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่ม Lifestyle
ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯ ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างเชียงใหม่และพัทยา รวมถึงการขยายพอร์ตสู่กลุ่ม Ultra Luxury ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกในการพัฒนาโครงการ Plaza Athenee และ Nobu เพื่อดึงดูดลูกค้าระดับบนเข้าสู่พอร์ตมากขึ้น
นอกจากนี้ AWC ยังเริ่มเข้าสู่ช่วงการรับรู้กำไรจากการพัฒนาสินทรัพย์ (Realize Development Gain) ซึ่งจะช่วยเสริมกระแสเงินสดและลดสัดส่วนหนี้สินในระยะยาว
สำหรับแผนดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะไตรมาส 3-4 บริษัทเตรียมรองรับการเติบโตผ่านงานอีเวนต์ระดับโลกและการเปิดโครงการใหม่หลายแห่ง โดยอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสำหรับงานประชุมระดับนานาชาติ รวมถึงเทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland เพื่อดึงดูดนักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงปลายปี
พร้อมกันนี้ ในปี 2569 บริษัทยังเตรียมขยายพอร์ตโฟลิโอผ่านโครงการสำคัญในทำเลศักยภาพ อาทิ โรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และโครงการลานนาทีค กาแล เฟส 1 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ และพัฒนาแลนด์มาร์กการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ระดับโลก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเปิดโซนใหม่ของโครงการเวิ้ง ย่านนาครเขษม บริเวณคลองโอ่งอ่าง เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำกับระบบรถไฟฟ้า และยกระดับประสบการณ์ River Journey ในกรุงเทพฯ
ด้านการลงทุน บริษัทยืนยันเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ช่วง IPO ด้วยแผนลงทุน 5 ปี มูลค่ารวมประมาณ 100,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินลงทุนเฉลี่ยปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการใหม่และปรับปรุงทรัพย์สินเดิม (Repositioning) เพื่อเพิ่มมูลค่าและดึงดูดลูกค้ากลุ่มคุณภาพ
ขณะที่งบลงทุนปีนี้ที่เตรียมไว้ประมาณ 8,000 ล้านบาท จะมุ่งเน้นไปยังหลายโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการ Fairmont มูลค่าราว 6,000 ล้านบาท รวมถึงโครงการ InterContinental Phase 2 การพัฒนาโครงการเวิ้งในส่วนโครงสร้างชั้นใต้ดินและพื้นที่ติดคลองโอ่งอ่าง ตลอดจนการลงทุนในโครงการ Blue Dome และ Asiatique 2.2 ภายในเอเชียทีค เพื่อพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิงสำหรับกลุ่มครอบครัว
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าพัฒนา Attraction ใหม่ ๆ ภายในเอเชียทีค โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ Jurassic World ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำ แม้อัตรากำไรอาจต่ำกว่าการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงานแบบดั้งเดิม แต่สามารถสร้างกำไรต่อตารางเมตรได้สูงขึ้น และช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้าไลฟ์สไตล์เข้าสู่โครงการได้มากขึ้น
สำหรับการบริหารต้นทุน AWC ให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยมีการสำรองสต็อกสินค้า (Pre-stock) ล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบจากราคาสินค้าที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5-12% ขณะที่ต้นทุนทางการเงินปัจจุบันอยู่ที่ 2.5%
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนดำเนินระบบ Centralized Procurement เพื่อรวมศูนย์การจัดซื้อ รวมถึงศึกษาการนำ AI เข้ามาใช้ในกระบวนการจัดซื้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนในระยะยาว พร้อมลงทุนในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานเพื่อลดค่าไฟฟ้า ซึ่งสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
ขณะเดียวกัน AWC ยังใช้โมเดล AWC Growth Fund หรือ AWC GR Fund เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่เร่งนำสินทรัพย์เข้าบริษัทเร็วเกินไป ซึ่งกองทุนดังกล่าวมีมูลค่ารวมประมาณ 50,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 โครงการหลัก ได้แก่ ลานนาทีค กาแล เฟส 1, Plaza New York, Okura Thonglor และอีกหนึ่งโครงการ โดยมีโครงสร้างเป็นกิจการร่วมค้า (JV) ที่ AWC ถือหุ้นประมาณ 18-25% และกลุ่ม TCC ถือหุ้น 82% พร้อมตั้งเป้าซื้อสินทรัพย์กลับเข้ามาใน AWC ช่วงปี 2571-2572 เมื่อโครงการเริ่มสร้างผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย
ส่วนผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน มีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% และมีกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% โดยทั้งรายได้ กำไรสุทธิ และ EBITDA ทำสถิติสูงสุดใหม่ของบริษัท จากการเติบโตของพอร์ตธุรกิจเดิม การทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกกลุ่มธุรกิจ
ทั้งนี้ บริษัทมีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพรวมมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) อยู่ที่ 0.87 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม สะท้อนความพร้อมในการรองรับการเติบโตระยะยาวภายใต้วินัยทางการเงิน ขณะที่ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ยังมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน