โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“วิกฤตน้ำมัน” หนักสุดในประวัติศาสตร์ น้ำมันดิบสหรัฐพุ่งเหนือ 114 ดอลล์ หลังทรัมป์ขีดเส้นตายอิหร่าน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 06 เม.ย. เวลา 02.11 น.

"วิกฤตน้ำมัน" หนักสุดในประวัติศาสตร์ น้ำมันดิบสหรัฐพุ่งเหนือ 114 ดอลล์ หลังทรัมป์ขีดเส้นตายอิหร่าน โดยหลังฮอร์มุซปิด อุปทานหายเกือบ 1,000 ล้านบาร์เรล

วันที่ 6 เมษายน 2569 เวลา 08.48 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นในวันอาทิตย์ โดยน้ำมันดิบสหรัฐพุ่งขึ้นเหนือระดับ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เส้นตายอิหร่านถึงวันอังคารให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะเผชิญการโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญ

*สัญญาน้ำมันดิบสหรัฐ (WTI) ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ลดช่วงบวกลงเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มขึ้น 0.5% อยู่ที่ 112.08 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 21.28 น. ตามเวลานิวยอร์ก ขณะที่ น้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้น 1.3% อยู่ที่ 110.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล*

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียในวันอาทิตย์ โดยใช้ถ้อยคำรุนแรง เตือนว่าอิหร่านจะ “ตกนรกทั้งเป็น” หากไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมขู่ว่าจะทิ้งระเบิดโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่าน

ต่อมาทรัมป์โพสต์ข้อความสั้น ๆ ว่า “วันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออกสหรัฐ” โดยไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม ทำให้ตลาดคาดว่าอาจเป็นการประกาศมาตรการทางทหารหรือแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับสงคราม

การปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ เชื้อเพลิงเครื่องบิน ดีเซล และน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

ทรัมป์กล่าวในแถลงการณ์ต่อประชาชนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า สงครามอาจดำเนินต่อไปอีก 2-3 สัปดาห์

บริษัท TD Securities ประเมินว่า ภายในสิ้นเดือนนี้ อุปทานน้ำมันจะหายไปเกือบ 1,000 ล้านบาร์เรล แบ่งเป็นน้ำมันดิบประมาณ 600 ล้านบาร์เรล และผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปอีกประมาณ 350 ล้านบาร์เรล

Ryan McKay นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์ของ TD Securities ระบุว่า “เมื่อคาดว่าสงครามจะยืดเยื้อไปอย่างน้อยถึงกลางเดือนเมษายน สมการอุปทานน้ำมันจะยิ่งตึงตัวและสถานการณ์จะเลวร้ายลง”

ขณะที่ Rapidan Energy คาดว่า หากนับรวมการเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านท่อ การปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน และการดึงสต็อกน้ำมันออกมาใช้ ความสูญเสียสุทธิของอุปทานน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันอาจสูงถึง 630 ล้านบาร์เรลภายในสิ้นเดือนมิถุนายน

ในด้านการเพิ่มอุปทาน กลุ่มประเทศ OPEC+ จำนวน 8 ประเทศตกลงเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าน้ำมันดังกล่าวจะสามารถส่งออกสู่ตลาดโลกได้อย่างไร หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่

บริษัท Kuwait Petroleum Corporation เปิดเผยว่า โรงงานพลังงานหลายแห่งของบริษัทถูกโจมตีด้วยโดรน ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

OPEC+ ยังเตือนว่า การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่านนั้น “มีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ซึ่งจะส่งผลต่ออุปทานพลังงานโดยรวม”

สำหรับสมาชิก OPEC+ 8 ประเทศที่ตกลงเพิ่มกำลังการผลิต ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน

อ้างอิง : www.cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...