Sustainomy เศรษฐกิจที่มี “ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง
แนวคิด Sustainomy เสนอให้เศรษฐกิจยุคใหม่มี “ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เติบโตด้วยทุนและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องทำให้คนแข็งแรงไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ
แนวคิด Sustainomy เสนอให้เศรษฐกิจยุคใหม่มี“ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เติบโตด้วยทุนและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องทำให้คนแข็งแรงไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ
นายปิยะชาติ อิศรภักดี (อาร์ม) CEO BRANDi and Companies เขียนบทความใน TIME Magazine เรื่อง ทำไมการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคต่อไป ต้องมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง? โดยได้อธิบายถึงประเด็น Sustainomy คือ เศรษฐกิจที่มี“ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง (Human-driven Economy)
ในบทความระบุว่า เราไม่สามารถปลูกต้นไม้ในดินที่แห้งแล้งได้ แม้เมล็ดพันธุ์จะดีและแสงแดดจะเพียงพอ หากรากไม่สามารถหยั่งลงดินได้ ต้นไม้ก็ไม่อาจเติบโต เช่นเดียวกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน
วันนี้โลกมีทั้งเงินทุนจำนวนมาก (เมล็ดพันธุ์) และเทคโนโลยี (แสงแดด) ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ได้ทำให้“ผู้คน” ซึ่งเป็นดินที่รองรับระบบทั้งหมด แข็งแรงขึ้นเท่าที่ควร
แม้โลกจะมีเทคโนโลยีมากขึ้น มีประสิทธิภาพของทุนสูงขึ้น และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ความก้าวหน้าด้านการพัฒนามนุษย์กลับชะลอตัว วิธีที่ง่ายที่สุดในการเห็นสิ่งนี้คือการเปรียบเทียบระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับรายได้ของคน
ในสหรัฐฯ GDP มีการเติบโตขึ้นลงทุกปี แต่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ตั้งแต่ปี 2552 แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมโยงระหว่าง “เศรษฐกิจเติบโต” กับ “คุณภาพชีวิตของคน” กำลังอ่อนแอลง
นอกจากนี้โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่า แม้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของโลกจะมีแนวโน้มกลับไปทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง แต่ประเทศยากจนกว่าครึ่งหนึ่งยังคงฟื้นตัวไม่กลับสู่แนวโน้มก่อนวิกฤตหลังการถดถอยในปี 2563–2564
หากยุคต่อไปของการเติบโตจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน เศรษฐกิจต้องสร้างขึ้นโดยมี “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง และต้องเป็นมนุษย์ทุกคน แนวคิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “Sustainomy” จึงถูกเสนอขึ้น โดยมีแนวคิดว่า หากผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตไม่เพิ่มขึ้น การเติบโตนั้นกำลังสร้างช่องว่างระหว่างสิ่งที่ระบบผลิตได้ กับสิ่งที่คนสามารถรับประโยชน์ได้
เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ความเป็นมนุษย์ลดลง
ระบบทุนนิยมในช่วงแรกมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลิตภาพ อดัม สมิธ เชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นตามมา แต่ในปัจจุบัน การเติบโตที่วัดด้วย GDP ซึ่งมักขับเคลื่อนโดยการผลิต ไม่ได้แปลว่าคนจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น หรือมีความสุขมากขึ้นเสมอไป ในหลายกรณี การเติบโตกลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และเร่งการทำลายสิ่งแวดล้อม
รายงาน World Inequality Report ปี 2022 ระบุว่า คนครึ่งล่างของโลกถือครองความมั่งคั่งเพียง 2% ของความมั่งคั่งโลก ขณะที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มบนอย่างมาก
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบเศรษฐกิจกำลังเติบโต แต่คนส่วนใหญ่กลับมีมาตรฐานชีวิตที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้ค่าแรงในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อ แต่ค่าแรงที่แท้จริงยังต่ำกว่าช่วงต้นปี 2564 ในประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ OECD
ขณะเดียวกันโลกกำลังใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่ระบบนิเวศจะฟื้นตัวได้ประมาณ 1.7–1.8 เท่า เท่ากับว่าโลกกำลังใช้ทรัพยากรเกินบัญชีธรรมชาติทุกปี
อีกปรากฏการณ์สำคัญคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เดิมทีเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่อ zเพิ่มศักยภาพมนุษย์” แต่ปัจจุบันเริ่มกลายเป็น “การแทนที่มนุษย์” และเมื่อการแทนที่เกิดเร็วกว่า การพัฒนาทักษะของมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจจะเกิดความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง
World Economic Forum คาดว่า ภายในปี 2570 งานประมาณ 23% จะเปลี่ยนไป และ 44% ของทักษะแรงงานจะถูกกระทบ หากมนุษย์ถูกมองเป็นเพียงส่วนประกอบรองของนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ควรยกระดับสังคมก็จะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูง กับประชาชนที่กำลังดิ้นรน
ในสหรัฐฯ ช่องว่างระหว่างผลิตภาพแรงงานกับค่าจ้างขยายตัวอย่างมากตั้งแต่ปี 1979 ผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ค่าตอบแทนแรงงานทั่วไปเพิ่มขึ้นช้ากว่าอย่างมาก สังคมไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มผลิตภาพเพียงอย่างเดียวได้ หากคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และไม่มั่นคงในระบบเศรษฐกิจ
การเติบโตแบบนี้จึงเป็นการเติบโตที่ “ไม่เท่าเทียม และเปราะบาง”
ทางออกเริ่มต้นจากการเรียนรู้ของมนุษย์
แนวคิด Sustainomy เสนอว่า การปฏิรูปที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงเพิ่มการศึกษา แต่ต้องออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคข้อมูลข่าวสารและการทำงานร่วมกัน โดยทักษะสำคัญมี 4 ด้าน
1. ทักษะทางวิชาการ (Academic Skills)
ความสามารถในการแยกแยะข้อมูลที่สำคัญออกจากข้อมูลรบกวน ในโลกที่ข่าวปลอมแพร่เร็ว และ AI สามารถสร้างข้อความที่ดูน่าเชื่อถือได้ การคิดเชิงวิพากษ์จึงเป็นทักษะที่จำเป็น
2. ทักษะวิชาชีพ (Professional Skills)
ทักษะที่ใช้สร้างรายได้และเปลี่ยนคุณค่าของบุคคลให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทักษะที่ถ่ายโอนได้ ทำให้คนยังคงมีงานทำแม้เศรษฐกิจเปลี่ยน
3. ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ (People Skills)
ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ในโลกที่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และความคาดหวังทางสังคม ทักษะการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจึงสำคัญมาก
4. ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skills)
การตั้งคำถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง” แทนที่จะถามว่า “ฉันจะได้อะไร” เพราะปัญหาใหญ่ของโลกไม่สามารถแก้ได้โดยผู้ชนะเพียงคนเดียว
เมื่อศักยภาพของมนุษย์เพิ่มขึ้น สังคมจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้โดยไม่แตกหัก แรงงานสามารถเปลี่ยนงานได้เร็วขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กปรับตัวได้เร็วขึ้น และชุมชนยังคงมีความเชื่อมั่นในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
Sustainomy จึงเน้นการพัฒนา ทุน 3 ด้าน (Triple Capital) ได้แก่ ความมั่งคั่ง (Prosperity), ผู้คน (People), และโลก (Planet)
เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง
AI อาจเป็นเครื่องจักรเพิ่มผลิตภาพที่ทรงพลัง แต่ผลิตภาพไม่ใช่ความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งไม่ใช่สังคมที่ดี หากเราใช้ AI เพียงเพื่อเพิ่มผลผลิต เราอาจกำลังลดคุณค่าของมนุษย์ และทำให้แรงงานกลายเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องกำจัด
Sustainomy จึงเสนอแนวคิด “Authentic Intelligence” คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ด้าน
- ออกแบบงานให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่ลดจำนวนงาน
- วัดความสำเร็จจากผลกระทบสุทธิที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจ คน และโลก ไม่ใช่ GDP เพียงอย่างเดียว
- กำกับเทคโนโลยีด้วยเจตนาของมนุษย์ ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ ระบบช่วยเหลือแรงงาน และกติกาที่ทำให้นวัตกรรมสอดคล้องกับสังคม
เศรษฐกิจที่เติบโตเร็ว แต่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ความสำเร็จ
ในโลกที่เทคโนโลยีเร่งตัวอย่างรวดเร็ว การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องวัดมากกว่าแค่ขนาดเศรษฐกิจ แต่ต้องวัดว่าสังคมยังคงมั่นคง ปรับตัวได้ และเป็นธรรมหรือไม่
การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Sustainomy คือการปรับสมดุลเศรษฐกิจให้กลับมามีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ให้คนมีทักษะ ความคิด และความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในโลกเทคโนโลยี
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วกว่าประชาชนของมัน ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ปลูกในดินแห้งแล้ง
ขยายระบบได้ แต่ต้องสร้างคนไปพร้อมกัน แล้วการเติบโตจึงจะยั่งยืนจริง
อ้างอิง : time.com