โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Sustainomy เศรษฐกิจที่มี “ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง

การเงินธนาคาร

อัพเดต 06 เม.ย. เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. เวลา 04.41 น.

แนวคิด Sustainomy เสนอให้เศรษฐกิจยุคใหม่มี “ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เติบโตด้วยทุนและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องทำให้คนแข็งแรงไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ

แนวคิด Sustainomy เสนอให้เศรษฐกิจยุคใหม่มี“ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เติบโตด้วยทุนและเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เพราะการเติบโตที่แท้จริงต้องทำให้คนแข็งแรงไปพร้อมกับระบบเศรษฐกิจ

นายปิยะชาติ อิศรภักดี (อาร์ม) CEO BRANDi and Companies เขียนบทความใน TIME Magazine เรื่อง ทำไมการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุคต่อไป ต้องมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง? โดยได้อธิบายถึงประเด็น Sustainomy คือ เศรษฐกิจที่มี“ทุนมนุษย์” เป็นศูนย์กลาง (Human-driven Economy)

ในบทความระบุว่า เราไม่สามารถปลูกต้นไม้ในดินที่แห้งแล้งได้ แม้เมล็ดพันธุ์จะดีและแสงแดดจะเพียงพอ หากรากไม่สามารถหยั่งลงดินได้ ต้นไม้ก็ไม่อาจเติบโต เช่นเดียวกับเศรษฐกิจในปัจจุบัน

วันนี้โลกมีทั้งเงินทุนจำนวนมาก (เมล็ดพันธุ์) และเทคโนโลยี (แสงแดด) ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับไม่ได้ทำให้“ผู้คน” ซึ่งเป็นดินที่รองรับระบบทั้งหมด แข็งแรงขึ้นเท่าที่ควร

แม้โลกจะมีเทคโนโลยีมากขึ้น มีประสิทธิภาพของทุนสูงขึ้น และมีผลผลิตทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ความก้าวหน้าด้านการพัฒนามนุษย์กลับชะลอตัว วิธีที่ง่ายที่สุดในการเห็นสิ่งนี้คือการเปรียบเทียบระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจกับรายได้ของคน

ในสหรัฐฯ GDP มีการเติบโตขึ้นลงทุกปี แต่ค่าแรงขั้นต่ำยังคงอยู่ที่ 7.25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง ตั้งแต่ปี 2552 แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมโยงระหว่าง “เศรษฐกิจเติบโต” กับ “คุณภาพชีวิตของคน” กำลังอ่อนแอลง

นอกจากนี้โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ระบุว่า แม้ดัชนีการพัฒนามนุษย์ของโลกจะมีแนวโน้มกลับไปทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง แต่ประเทศยากจนกว่าครึ่งหนึ่งยังคงฟื้นตัวไม่กลับสู่แนวโน้มก่อนวิกฤตหลังการถดถอยในปี 2563–2564

หากยุคต่อไปของการเติบโตจะเป็นการเติบโตที่ยั่งยืน เศรษฐกิจต้องสร้างขึ้นโดยมี “มนุษย์” เป็นศูนย์กลาง และต้องเป็นมนุษย์ทุกคน แนวคิดเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “Sustainomy” จึงถูกเสนอขึ้น โดยมีแนวคิดว่า หากผลผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่คุณภาพชีวิตไม่เพิ่มขึ้น การเติบโตนั้นกำลังสร้างช่องว่างระหว่างสิ่งที่ระบบผลิตได้ กับสิ่งที่คนสามารถรับประโยชน์ได้

เทคโนโลยีมากขึ้น แต่ความเป็นมนุษย์ลดลง

ระบบทุนนิยมในช่วงแรกมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มผลิตภาพ อดัม สมิธ เชื่อว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต คุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้นตามมา แต่ในปัจจุบัน การเติบโตที่วัดด้วย GDP ซึ่งมักขับเคลื่อนโดยการผลิต ไม่ได้แปลว่าคนจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น หรือมีความสุขมากขึ้นเสมอไป ในหลายกรณี การเติบโตกลับเพิ่มความเหลื่อมล้ำ และเร่งการทำลายสิ่งแวดล้อม

รายงาน World Inequality Report ปี 2022 ระบุว่า คนครึ่งล่างของโลกถือครองความมั่งคั่งเพียง 2% ของความมั่งคั่งโลก ขณะที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มบนอย่างมาก

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ระบบเศรษฐกิจกำลังเติบโต แต่คนส่วนใหญ่กลับมีมาตรฐานชีวิตที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง แม้ค่าแรงในประเทศพัฒนาแล้วเริ่มฟื้นตัวหลังเงินเฟ้อ แต่ค่าแรงที่แท้จริงยังต่ำกว่าช่วงต้นปี 2564 ในประมาณ 2 ใน 3 ของประเทศ OECD

ขณะเดียวกันโลกกำลังใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่ระบบนิเวศจะฟื้นตัวได้ประมาณ 1.7–1.8 เท่า เท่ากับว่าโลกกำลังใช้ทรัพยากรเกินบัญชีธรรมชาติทุกปี

อีกปรากฏการณ์สำคัญคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว เดิมทีเทคโนโลยีถูกสร้างขึ้นเพื่อ zเพิ่มศักยภาพมนุษย์” แต่ปัจจุบันเริ่มกลายเป็น “การแทนที่มนุษย์” และเมื่อการแทนที่เกิดเร็วกว่า การพัฒนาทักษะของมนุษย์ ระบบเศรษฐกิจจะเกิดความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง

World Economic Forum คาดว่า ภายในปี 2570 งานประมาณ 23% จะเปลี่ยนไป และ 44% ของทักษะแรงงานจะถูกกระทบ หากมนุษย์ถูกมองเป็นเพียงส่วนประกอบรองของนวัตกรรม เทคโนโลยีที่ควรยกระดับสังคมก็จะยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูง กับประชาชนที่กำลังดิ้นรน

ในสหรัฐฯ ช่องว่างระหว่างผลิตภาพแรงงานกับค่าจ้างขยายตัวอย่างมากตั้งแต่ปี 1979 ผลิตภาพเพิ่มขึ้น แต่ค่าตอบแทนแรงงานทั่วไปเพิ่มขึ้นช้ากว่าอย่างมาก สังคมไม่สามารถพึ่งพาการเพิ่มผลิตภาพเพียงอย่างเดียวได้ หากคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และไม่มั่นคงในระบบเศรษฐกิจ

การเติบโตแบบนี้จึงเป็นการเติบโตที่ “ไม่เท่าเทียม และเปราะบาง”

ทางออกเริ่มต้นจากการเรียนรู้ของมนุษย์

แนวคิด Sustainomy เสนอว่า การปฏิรูปที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงเพิ่มการศึกษา แต่ต้องออกแบบระบบการเรียนรู้ใหม่ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคข้อมูลข่าวสารและการทำงานร่วมกัน โดยทักษะสำคัญมี 4 ด้าน

1. ทักษะทางวิชาการ (Academic Skills)

ความสามารถในการแยกแยะข้อมูลที่สำคัญออกจากข้อมูลรบกวน ในโลกที่ข่าวปลอมแพร่เร็ว และ AI สามารถสร้างข้อความที่ดูน่าเชื่อถือได้ การคิดเชิงวิพากษ์จึงเป็นทักษะที่จำเป็น

2. ทักษะวิชาชีพ (Professional Skills)

ทักษะที่ใช้สร้างรายได้และเปลี่ยนคุณค่าของบุคคลให้เป็นคุณค่าทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทักษะที่ถ่ายโอนได้ ทำให้คนยังคงมีงานทำแม้เศรษฐกิจเปลี่ยน

3. ทักษะมนุษย์สัมพันธ์ (People Skills)

ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ในโลกที่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งห่วงโซ่อุปทาน ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และความคาดหวังทางสังคม ทักษะการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจึงสำคัญมาก

4. ทักษะการทำงานร่วมกัน (Collaborative Skills)

การตั้งคำถามว่า “ฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง” แทนที่จะถามว่า “ฉันจะได้อะไร” เพราะปัญหาใหญ่ของโลกไม่สามารถแก้ได้โดยผู้ชนะเพียงคนเดียว

เมื่อศักยภาพของมนุษย์เพิ่มขึ้น สังคมจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้โดยไม่แตกหัก แรงงานสามารถเปลี่ยนงานได้เร็วขึ้น ธุรกิจขนาดเล็กปรับตัวได้เร็วขึ้น และชุมชนยังคงมีความเชื่อมั่นในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลง

Sustainomy จึงเน้นการพัฒนา ทุน 3 ด้าน (Triple Capital) ได้แก่ ความมั่งคั่ง (Prosperity), ผู้คน (People), และโลก (Planet)

เทคโนโลยีควรเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่ผู้กำหนดทิศทาง

AI อาจเป็นเครื่องจักรเพิ่มผลิตภาพที่ทรงพลัง แต่ผลิตภาพไม่ใช่ความมั่งคั่ง และความมั่งคั่งไม่ใช่สังคมที่ดี หากเราใช้ AI เพียงเพื่อเพิ่มผลผลิต เราอาจกำลังลดคุณค่าของมนุษย์ และทำให้แรงงานกลายเป็นเพียงต้นทุนที่ต้องกำจัด

Sustainomy จึงเสนอแนวคิด “Authentic Intelligence” คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อขยายศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่แทนที่มนุษย์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 3 ด้าน

  • ออกแบบงานให้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่ลดจำนวนงาน
  • วัดความสำเร็จจากผลกระทบสุทธิที่เป็นบวกต่อเศรษฐกิจ คน และโลก ไม่ใช่ GDP เพียงอย่างเดียว
  • กำกับเทคโนโลยีด้วยเจตนาของมนุษย์ ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ ระบบช่วยเหลือแรงงาน และกติกาที่ทำให้นวัตกรรมสอดคล้องกับสังคม

เศรษฐกิจที่เติบโตเร็ว แต่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง ไม่ใช่ความสำเร็จ

ในโลกที่เทคโนโลยีเร่งตัวอย่างรวดเร็ว การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องวัดมากกว่าแค่ขนาดเศรษฐกิจ แต่ต้องวัดว่าสังคมยังคงมั่นคง ปรับตัวได้ และเป็นธรรมหรือไม่

การเปลี่ยนผ่านไปสู่ Sustainomy คือการปรับสมดุลเศรษฐกิจให้กลับมามีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ให้คนมีทักษะ ความคิด และความสามารถในการอยู่รอดและเติบโตในโลกเทคโนโลยี

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วกว่าประชาชนของมัน ก็ไม่ต่างจากต้นไม้ที่ปลูกในดินแห้งแล้ง

ขยายระบบได้ แต่ต้องสร้างคนไปพร้อมกัน แล้วการเติบโตจึงจะยั่งยืนจริง

อ้างอิง : time.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...