ทุเรียนไทยเนื้อหอม จีนรุกเกมใหญ่ ดึงพ่อค้าซื้อเพิ่ม รับผลผลิตพุ่ง 1.06 ล้านตัน
เป็นที่ฮือฮาเมื่อนักธุรกิจตัวจริงด้านวงการทุเรียนรวมกว่า 600 คน ให้ความสนใจต่อทุเรียนไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ซื้อ ผู้ส่งออก เจ้าของตลาดปลายทาง เจ้าของแบรนด์ โรคคัดบรรจุ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ ผู้ประกอบการสินค้าทุเรียนแปรรูป จากทั้งทางประเทศจีน ไทย มาเลเซีย ลาว และเวียดนาม
รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในไทย ร่วมจัดการประชุม“ตลาดทุเรียนเอเชียสู่จีน ปี 2026 : 2026 Asia Durian China Market Congress” ที่ จ.จันทบุรี เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพทุเรียนไทยและดึงดูดการลงทุนของกลุ่มตลาดจีน โดยเฉพาะภาคตะวันออกกำลังจะมีผลผลิตจำนวนมากถึง 1.067 ล้านตัน พร้อมเสนอแนวทางปรับตัวในปี 2569 สู่ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย
ตั้งรับผลผลิตพีก 3 เดือน
นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย (TDA) กล่าวว่า กิจกรรมในการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจ Business Matching ระหว่างผู้ประกอบการไทยและจีน เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมทุเรียนไทยให้เติบโตอย่างแข็งแรง เพราะที่ผ่านมาทุเรียนสามารถปลูกและให้ผลผลิตได้ทั่วประเทศ ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตทุเรียนไทยทั้งหมดมีจำนวน 1,548,135 ตัน ภาคตะวันออกมีปริมาณมากที่สุด 877,373 ตัน คิดเป็น 55% รองลงมาเป็นภาคใต้ ปริมาณ 559,326 ตัน คิดเป็น 36% และภาคเหนือ 59,660 ตัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 35,741 ตัน และภาคตะวันตก 16,035 ตัน
สำหรับปี 2569 ทุเรียนภาคตะวันออกมีปริมาณ1.06 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 22.4% ซึ่งทุเรียนไทยมีระบบการควบคุมมาตรฐาน GAP มาตรฐาน GMP การตรวจสอบการใช้สารเคมีและโลหะหนักก่อนการส่งออกเพื่อสร้างความมั่นใจให้สามารถบริโภคทุเรียนไทยได้อย่างปลอดภัย
ปีนี้สภาพอากาศแปรปรวน อาจทำให้ทุเรียนจะออกพร้อมกันเกือบทุกภูมิภาค โดยทุเรียนภาคตะวันออกจะเริ่มออกเป็นที่แรก จุดเด่นของทุเรียนภาคตะวันออกจะออกก่อน จุดเด่นพื้นที่ติดชายทะเลรับลมได้ดี มีรสชาติและเนื้อทุเรียนที่ดี เป็นที่นิยมในกลุ่มชาวจีน ส่วนภาคใต้ก็เป็นแหล่งผลิตที่สำคัญไม่แพ้กัน นิยมปลูกมากที่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี แต่ข้อจำกัดคือปริมาณฝนมากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
ปัจจุบันภาคตะวันออกมีโรงคัดบรรจุ (ล้ง) รายใหญ่จนถึงรายเล็ก เกือบ 1,000 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดจันทบุรีต่างทยอยเปิดรับซื้อกันอย่างคึกคัก โดยมีทุเรียนภาคตะวันออกกว่า 60-70% ช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด 3 เดือน ได้แก่ เดือนเมษายน ถึงเดือนมิถุนายน ผลผลิตกระจุกตัวมากสุดที่เดือนพฤษภาคม นอกจากนี้ยังมีทั้งทุเรียนภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือขนส่งมาแพ็กตู้ที่ จ.จันทบุรี เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางการรวบรวมและกระจายทุเรียนจากหลายภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การคัดบรรจุ การจองตู้คอนเทนเนอร์ การขนส่ง ไปจนถึงการบริหารต้นทุนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน
โอกาสทองดันราคาทุเรียน
นายสิระวิชญ์ จิระวัฒนเมธากุล ฝ่ายตลาดสมาคมทุเรียนไทย (TDA) และผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนใน จ.จันทบุรี กล่าวว่า ขณะเดียวกันทุเรียนเพื่อนบ้านมีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และลาว ล้วนมีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกหลัก ดังนั้นการจัดประชุมครั้งนี้เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ค้าและชาวสวน เพื่อให้เกิดการค้าอย่างยั่งยืน เพราะที่ผ่านมาผู้ค้าบางรายทำการค้าอยู่ตลาดจีนไม่เคยมาตลาดไทย ส่วนผู้ค้าในไทยไม่เคยไปตลาดจีน
ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่ขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งต่อไปยังล้งที่มักจะตั้งราคาหน้าล้งสูงโดยไม่รู้ราคาปลายทาง ส่วนพ่อค้าตัวจริงขาดทุน สู้ไม่ไหวในที่สุดต้องหยุดซื้อ ทำให้ผู้ซื้อลดจำนวนน้อยลงไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นต่อไปราคาซื้อ-ขายจะเป็นราคาตามจริง มีมาตรฐานแบ่งเกรดชัดเจน จะไม่มีคว่ำหนามเหมารวมคุณภาพ ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของทุเรียนไทยในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี หลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม คาดว่าราคาทุเรียนจะเริ่มเห็นทิศทางชัดเจนขึ้น เนื่องจากผลผลิตไทยและประเทศเพื่อนบ้านออกสู่ตลาดพร้อมกัน ผู้บริโภคมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ชาวสวนต้องทำใจเรื่องราคา ขณะเดียวกันทุกอย่างต้องเตรียมพร้อม ทั้งห้องแล็บที่ให้บริการต้องรวดเร็วเพียงพอ มีประสิทธิภาพ ไม่ให้การส่งออกหยุดชะงักแม้แต่วันเดียว ซึ่งอาจมีปริมาณส่งออกสูงสุดถึงวันละ 1,000 ตู้ หรือกว่า 20,000 ตัน
“ที่สำคัญคือ ต้องวางแผนเตรียมห้องเย็นรองรับ เพราะปัจจุบันสามารถรองรับได้เพียงวันละ 3,000 ตัน จึงกลายเป็นโจทย์ว่าปริมาณทุเรียนที่เหลือจะกระจายอย่างไรต่อไป”
ด้านแหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุส่งออกทุเรียนไปจีน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี กล่าวว่า การเลือกจัดประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการจีนได้เล็งเห็นศักยภาพทุเรียนไทยและช่วยดึงนักลงทุนจีนเข้ามาสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพราะนักลงทุนจีนส่วนใหญ่มีศักยภาพด้านเงินทุนสูงกว่าไทย ทั้งการสนับสนุนด้านสินเชื่อ วงเงินกู้จำนวนมากและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ทำให้สามารถแข่งขันด้านราคา ผลักดันราคาทุเรียนในตลาดสูงขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าไทยต้องพึ่งพาการลงทุนและตลาดจีน แต่ไม่ใช่การถูกครอบงำเพราะการตรวจสอบการทำธุรกิจของชาวจีน มีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดูแลอยู่แล้ว ซึ่งนี่จะกลายเป็นโอกาสในการยกระดับราคาทุเรียน โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรที่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด
ทุเรียนไทยเจอ 3 อุปสรรค
ขณะที่ นายหยู รุ่ยหมิง (Mr.Rui Ming Yu) ตัวแทนผู้จัดงานประชุม 2026 Asia Durian China Market Congress กล่าวว่า ในปี 2569 ผู้ส่งออกทุเรียนไทยและอาเซียนทั้งหมดต่างเผชิญปัญหาคล้ายคลึงกัน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ปริมาณผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเทศไทยคาดว่าจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นราว 300,000 ตัน 2) ต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากวัตถุดิบการเกษตรและปุ๋ยต้นทุนสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง และ3) ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงมากและยังมีข้อจำกัดด้านปริมาณ ที่ไปจำกัดขีดความสามารถของบริษัทโลจิสติกส์ เพราะเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียนการขนส่งต้องการใช้น้ำมันปริมาณเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์กำลังจะเป็นปัจจัยต้นทุนที่ควบคุมได้ยากที่สุดในปีนี้ คาดว่าในปีนี้ทุเรียนไทยจะมีการขนส่งผ่านเส้นทางรถไฟจีน-ลาวมากกว่า 6,000 ตู้
นอกจากนี้ นายหยู รุ่ยหมิง ได้มีข้อเสนอแนะว่า การเพิ่มขึ้นของผลผลิตถือเป็นเรื่องที่ดีต่อผู้บริโภคในตลาดจีน เพราะผู้บริโภคชาวจีนจำนวนมากจะได้บริโภคทุเรียนไทยคุณภาพดี แต่ในราคาที่ต่ำกว่าปีก่อน ๆ ซึ่งถือเป็นการขยายฐานการบริโภคทุเรียนไทยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการชาวจีนหลายรายมีความเชื่อมั่นต่อตลาดทุเรียนไทยปีนี้อย่างมาก และหลายรายระบุชัดว่าจะเพิ่มปริมาณการจัดซื้อ จึงขอให้พยายามรักษาคุณภาพของทุเรียนไทยไว้ให้มากที่สุด
“คาดว่างาน Asia Durian Conference ปีหน้ายังคงมีแผนจะจัดกิจกรรมลักษณะนี้ต่อไป และยังเล็งเห็นว่าจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่แกนกลางของอุตสาหกรรมทุเรียนไทย ผู้แสดงสินค้าที่มาร่วมงานพอใจต่อผลลัพธ์อย่างมาก เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักและได้รับโอกาสทางการขายจำนวนมาก”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทุเรียนไทยเนื้อหอม จีนรุกเกมใหญ่ ดึงพ่อค้าซื้อเพิ่ม รับผลผลิตพุ่ง 1.06 ล้านตัน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net