พิษสงครามฉุดตลาดวัสดุก่อสร้างผันผวน ‘ไทวัสดุ’ ใช้ Digital Price Tag ปรับราคาแบบเรียลไทม์
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบทั่วโลก รวมถึงตลาดวัสดุก่อสร้างในไทยที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นและผันผวนมากขึ้น ผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องเร่งปรับกลยุทธ์ทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และการบริหารต้นทุน เพื่อรับมือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
นายธนวัฒน์ จิรังคพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีการปรับตัวสูงขึ้น มีความผันผวน รวมถึงมีการปรับราคาแบบวันต่อวันตามปัจจัยและกลไกตลาดโลก ดังนั้นเพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ รับรู้หากมีปรับเปลี่ยนราคา ไทวัสดุจึงติดตั้ง Digital Price Tag (ป้ายราคาดิจิทัล) เพื่อให้สามารถปรับราคาได้แม่นยำและทันท่วงที
ขณะเดียวกันด้านมาตรการประหยัดพลังงาน ไทวัสดุได้ดำเนินตามวิสัยทัศน์การเติบโตทางธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้ปรัชญา CRC CARE ของเซ็นทรัลรีเทล ด้วยการติดตั้ง Solar Rooftop แผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาสาขาไทวัสดุ โดยตั้งเป้าติดตั้งให้ครบ 100% ของสาขาไฮบริด
ส่วนด้านโลจิสติกส์มีการใช้รถขนส่งไฟฟ้า (EV Truck) ในการขนส่งสินค้า โดยปัจจุบันมีจำนวน 22 คัน สามารถลดการใช้น้ำมันได้กว่า 587,946 ลิตร พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเทียบเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611 ตัน
ทั้งนี้ความสำเร็จของไทวัสดุนั้น เกิดจากความเข้าใจอินไซต์และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้า เพื่อเข้าใจความต้องการที่แท้จริง และสามารถคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ การฟังพันธมิตรคู่ค้าและทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “We Win Together” สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งตลอดซัพพลายเชน
“การเติบโตที่ยั่งยืนของไทวัสดุไม่ได้วัดจากความเร็วในการขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการฟังและเข้าใจเสียงของลูกค้า คู่ค้า และพนักงานอย่างจริงจัง เพราะอินไซต์เหล่านี้คือจุดตั้งต้นของการพัฒนาสินค้า บริการ และประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างแท้จริง เมื่อองค์กรเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์จะมีความแม่นยำ และสามารถดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”
กลยุทธ์หลักของไทวัสดุคือ การเดินหน้าบน 4 ฐานอินไซต์พฤติกรรมของผู้บริโภค ได้แก่
1. เข้าถึง-เข้าใจ ความต้องการของลูกค้า โดยไทวัสดุพัฒนาโมเดล Hybrid Store หรือไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม (White Format) เพื่อรองรับความต้องการเรื่องบ้านของลูกค้าอย่างรอบด้านในพื้นที่เดียว ซึ่งเป็น New Business Model โดยเปิดตัว ‘ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม’ ครั้งแรกในปี 2564 ณ สาขาศรีสมาน นนทบุรี ซึ่งเป็นไฮบริดสโตร์แรกของวงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างไทย
2. เข้าถึง-เข้าใจ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายของผู้บริโภค ไทวัสดุมีการตรวจสอบราคาและบริหารการขายให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค้าในทุกๆ การจับจ่าย ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์ด้านราคาที่ไทวัสดุให้ความสำคัญ โดยใช้กลยุทธ์ Big Volume Order จัดซื้อสินค้าในปริมาณมาก เพื่อบริหารต้นทุนให้ต่ำลง ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานคุณภาพของสินค้าไว้ พร้อมต่อยอดด้วยการจัดโปรโมชันอย่างสม่ำเสมอในทุกเดือน
3. “เข้าถึง – เข้าใจ” พฤติกรรมช้อปปิ้งทั้งออฟไลน์และออนไลน์สู่ No.1 Omnichannel DIY Home Retailer ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ขับเคลื่อนกลยุทธ์ Omni-Seamless Experience เชื่อมโลกออฟไลน์และออนไลน์ให้เป็นหนึ่งเดียวภายใต้แนวคิด Phygital Retail เพื่อให้สอดคล้องกันทุกช่องทางทั้งราคา โปรโมชั่น สินค้า และบริการหลังการขาย เมื่อซื้อผ่านสาขา เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชัน
4. “เข้าถึง – เข้าใจ” ไลฟสไตล์สู่กลยุทธ์บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตและแพสชั่นผู้บริโภคอย่างแท้จริง หนึ่งในกลไกสำคัญคือ วีฟิกซ์ (vFIX) บริการที่เชื่อมต่อเจ้าของบ้านกับทีมช่างมืออาชีพ ครอบคลุมงานติดตั้ง ซ่อมแซม และปรับปรุงที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ไม่มีเวลาหรือไม่สามารถจัดการงานช่างด้วยตนเองได้
ด้านแผนการขยายสาขาในปี 2569 บริษัทมีแผนลงทุนขยายไทวัสดุ (Red Format) และไทวัสดุxบีเอ็นบี โฮม (White Format) 5 สาขา โดยสาขาแรกในปีนี้เปิดให้บริการไปแล้วคือ ไทวัสดุxบีเอ็นบี โฮม สาขารัตนาธิเบศร์