ตรวจสุขภาพคนกรุง ‘ทะลุเป้า 1 ล้านคน’ ยืนยันคัดกรองเชิงรุกต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงความสำเร็จของนโยบาย "ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน" ที่มุ่งเน้นการดูแลเชิงรุกจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ว่า โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 มี.ค. 69 มีผู้ตรวจสุขภาพแล้วกว่า 1,002,629 คน ยืนยันว่า กทม.จะยังคงเดินหน้าคัดกรองสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงในระดับเส้นเลือดฝอย
รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า จำนวน 1 ล้านคนไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายตามนโยบาย แต่มาจากการวิเคราะห์ศักยภาพของหน่วยแพทย์และสาธารณสุข กทม. หากมองในเชิงสถิติ 1 ล้านคนคือร้อยละ 20 ของประชากรที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ถ้านับรวมประชากรแฝงที่มาใช้ชีวิต และทำงานขับเคลื่อนเมืองแห่งนี้อีกนับล้านชีวิต ตัวเลขนี้จะคิดเป็นประมาณร้อยละ 10-15 ของคนทั้งหมดที่อยู่ในกรุงเทพฯ
"เราให้ความสำคัญกับคำว่าคนทำงานเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าคุณจะมีชื่อในทะเบียนบ้านที่ไหน หากคุณมาทำมาหากินและเป็นกลไกหนึ่งของเมือง คุณย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการดูแล เพราะหากเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมา กทม. ก็คือหน่วยงานหลักที่ต้องเข้าไปดูแลคุณอยู่ดี เราจึงเลือกดูแลทุกคนที่อยู่ในพื้นที่โดยไม่มีข้อยกเว้น" รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มว่า หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจสุขภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจแบบผิวเผิน แต่เป็นการตรวจที่เน้นคุณภาพระดับเดียวกับแพ็กเกจโรงพยาบาลเอกชน ที่มีค่าใช้จ่ายหลักหลายพันบาท ทั้งการเจาะเลือด ตรวจค่าเคมีอย่างละเอียด ตรวจคัดกรองมะเร็ง และเอกซเรย์ปอด ซึ่ง กทม.พยายามทลายกำแพงเรื่องต้นทุน และเวลาของประชาชน และตรวจในเวลาราษฎร กทม. จึงเลือกออกไปตั้งหน่วยตรวจในห้างสรรพสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์การค้าที่เปิดพื้นที่ให้ กทม. ตั้งแต่เช้าก่อนเวลาห้างเปิด รวมถึงออกหน่วยที่ตลาด หรือพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน
นอกจากนี้มีมาตรฐานการบริการ (SLA) ที่เข้มงวดว่า ประชาชนต้องใช้เวลาในหน่วยตรวจนอกสถานที่รวมแล้วไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังตรวจเสร็จ ข้อมูลสุขภาพคืนให้ประชาชน ผ่านแอปหมอ กทม. ซึ่งผู้ที่ได้รับผลตรวจจะนำผลตรวจนี้ไปปรึกษาหมอประจำของตนเองหรือสนใจอยากส่งเสริมสุขภาพกับ กทม. ก็ได้เช่นเดียวกัน
"ผลลัพธ์ที่ได้จากการลงตรวจสุขภาพเชิงรุกนั้นประเมินค่าไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเราพบเคสฉุกเฉินระดับวิกฤติที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ทันที เช่น เคสผู้ป่วยที่มาเดินห้างฯ แล้วรู้สึกเหนื่อยหอบ เมื่อเข้ามาตรวจที่หน่วยจึงพบว่าปอดหายไปหนึ่งข้าง หรือเคสที่พบว่าจอประสาทตากำลังจะลอก ซึ่งการเข้าถึงที่รวดเร็วนี้ช่วยชีวิตคนไว้ได้จริง แม้จะเป็นเพียงหลักหน่วย แต่สำหรับหมอและพยาบาลแล้วมันคือความดีใจที่ประเมินค่าไม่ได้"
รองผู้ว่าฯ กทม. ยังระบุถึงก้าวต่อไปของ กทม. ในอนาคตว่า ถ้าตรวจสุขภาพกับหน่วยของ กทม. ทุกปี เราจะวิเคราะห์ให้ว่าสุขภาพของท่านด้านไหนดีขึ้นหรือลดลงอย่างไร ขณะเดียวกันทุกโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เปิด BKK Wellness Clinic ให้บริการตรวจสุขภาพอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพยังกลายเป็น "คลังข้อมูลขนาดใหญ่" ที่ช่วยให้เห็นสถานะสุขภาพของคนเมือง เช่น สถิติน้ำหนักเกินมาตรฐานกว่าร้อยละ 50 หรือแนวโน้มโรคโลหิตจาง โรคปอด และเบาหวานในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ กทม. บริหารเมืองได้ตรงจุดขึ้น เราจะรู้ทันทีว่าเขตไหนควรเน้นรณรงค์เรื่องอะไร หรือพื้นที่ไหนที่มีปัญหาเรื่องปอดเยอะ ต้องรีบเข้าไปจัดการเรื่องฝุ่นและมลพิษในแขวงนั้นทันที เป็นการทำงานที่ "ตรงเป้า" มากกว่าที่เคยเป็นมา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลสุขภาพดังกล่าวยังเชื่อมข้อมูลกับหน่วยบริการปฐมภูมิอีก 8,861 แห่งทั่วกรุง ทั้งร้านขายยาที่ได้รับมาตรฐาน (จดทะเบียนกับสภาเภสัชกรรม) จดทะเบียนด้าน PDPA กับ กทม. โดยใช้ระบบความปลอดภัยข้อมูลขั้นสูงที่ต้องผ่านการยืนยันตัวตนผ่าน OTP
รองผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวเพิ่มว่า ในปีแรก กทม. เริ่มต้นโครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนด้วยงบประมาณของ กทม. ซึ่งสามารถดูแลประชาชนไปได้ถึง 487,000 คน จากความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ทำให้ในปีที่สอง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เล็งเห็นความสำคัญและเข้ามาสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอยู่แล้ว ทำให้ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ รพ.ในสังกัด กทม. เท่านั้น แต่ทุก รพ.สามารถใช้แพ็กเกจการตรวจสุขภาพแบบ กทม. และเบิกจ่ายผ่านสิทธิของ สปสช. ได้โดยตรง และถ้าหากในอนาคตข้อมูลสุขภาพถูกเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยที่ไหน ในโรงพยาบาลใด หรือจังหวัดใดก็ตาม จะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพในการรักษาพยาบาล.