โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ตรวจสุขภาพคนกรุง ‘ทะลุเป้า 1 ล้านคน’ ยืนยันคัดกรองเชิงรุกต่อเนื่อง

เดลินิวส์

อัพเดต 25 มีนาคม 2569 เวลา 21.13 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
กทม.ตรวจสุขภาพคนกรุงทะลุเป้า 1 ล้านคน รองผู้ว่าฯ ทวิดายืนยันเดินหน้าเช็กสุขภาพเชิงรุกถึง

เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงความสำเร็จของนโยบาย "ตรวจสุขภาพ 1 ล้านคน" ที่มุ่งเน้นการดูแลเชิงรุกจนสามารถบรรลุเป้าหมายได้ ว่า โดยข้อมูล ณ วันที่ 24 มี.ค. 69 มีผู้ตรวจสุขภาพแล้วกว่า 1,002,629 คน ยืนยันว่า กทม.จะยังคงเดินหน้าคัดกรองสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบสาธารณสุขที่แข็งแรงในระดับเส้นเลือดฝอย

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวต่อไปว่า จำนวน 1 ล้านคนไม่ใช่แค่การตั้งเป้าหมายตามนโยบาย แต่มาจากการวิเคราะห์ศักยภาพของหน่วยแพทย์และสาธารณสุข กทม. หากมองในเชิงสถิติ 1 ล้านคนคือร้อยละ 20 ของประชากรที่มีชื่อในทะเบียนบ้าน แต่ถ้านับรวมประชากรแฝงที่มาใช้ชีวิต และทำงานขับเคลื่อนเมืองแห่งนี้อีกนับล้านชีวิต ตัวเลขนี้จะคิดเป็นประมาณร้อยละ 10-15 ของคนทั้งหมดที่อยู่ในกรุงเทพฯ

"เราให้ความสำคัญกับคำว่าคนทำงานเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าคุณจะมีชื่อในทะเบียนบ้านที่ไหน หากคุณมาทำมาหากินและเป็นกลไกหนึ่งของเมือง คุณย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการดูแล เพราะหากเกิดเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมา กทม. ก็คือหน่วยงานหลักที่ต้องเข้าไปดูแลคุณอยู่ดี เราจึงเลือกดูแลทุกคนที่อยู่ในพื้นที่โดยไม่มีข้อยกเว้น" รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าว

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มว่า หัวใจสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การตรวจสุขภาพครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตรวจแบบผิวเผิน แต่เป็นการตรวจที่เน้นคุณภาพระดับเดียวกับแพ็กเกจโรงพยาบาลเอกชน ที่มีค่าใช้จ่ายหลักหลายพันบาท ทั้งการเจาะเลือด ตรวจค่าเคมีอย่างละเอียด ตรวจคัดกรองมะเร็ง และเอกซเรย์ปอด ซึ่ง กทม.พยายามทลายกำแพงเรื่องต้นทุน และเวลาของประชาชน และตรวจในเวลาราษฎร กทม. จึงเลือกออกไปตั้งหน่วยตรวจในห้างสรรพสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์การค้าที่เปิดพื้นที่ให้ กทม. ตั้งแต่เช้าก่อนเวลาห้างเปิด รวมถึงออกหน่วยที่ตลาด หรือพื้นที่ส่วนกลางของหมู่บ้าน

นอกจากนี้มีมาตรฐานการบริการ (SLA) ที่เข้มงวดว่า ประชาชนต้องใช้เวลาในหน่วยตรวจนอกสถานที่รวมแล้วไม่เกิน 2 ชั่วโมง หลังตรวจเสร็จ ข้อมูลสุขภาพคืนให้ประชาชน ผ่านแอปหมอ กทม. ซึ่งผู้ที่ได้รับผลตรวจจะนำผลตรวจนี้ไปปรึกษาหมอประจำของตนเองหรือสนใจอยากส่งเสริมสุขภาพกับ กทม. ก็ได้เช่นเดียวกัน

"ผลลัพธ์ที่ได้จากการลงตรวจสุขภาพเชิงรุกนั้นประเมินค่าไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาเราพบเคสฉุกเฉินระดับวิกฤติที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ทันที เช่น เคสผู้ป่วยที่มาเดินห้างฯ แล้วรู้สึกเหนื่อยหอบ เมื่อเข้ามาตรวจที่หน่วยจึงพบว่าปอดหายไปหนึ่งข้าง หรือเคสที่พบว่าจอประสาทตากำลังจะลอก ซึ่งการเข้าถึงที่รวดเร็วนี้ช่วยชีวิตคนไว้ได้จริง แม้จะเป็นเพียงหลักหน่วย แต่สำหรับหมอและพยาบาลแล้วมันคือความดีใจที่ประเมินค่าไม่ได้"

รองผู้ว่าฯ กทม. ยังระบุถึงก้าวต่อไปของ กทม. ในอนาคตว่า ถ้าตรวจสุขภาพกับหน่วยของ กทม. ทุกปี เราจะวิเคราะห์ให้ว่าสุขภาพของท่านด้านไหนดีขึ้นหรือลดลงอย่างไร ขณะเดียวกันทุกโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เปิด BKK Wellness Clinic ให้บริการตรวจสุขภาพอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการตรวจสุขภาพยังกลายเป็น "คลังข้อมูลขนาดใหญ่" ที่ช่วยให้เห็นสถานะสุขภาพของคนเมือง เช่น สถิติน้ำหนักเกินมาตรฐานกว่าร้อยละ 50 หรือแนวโน้มโรคโลหิตจาง โรคปอด และเบาหวานในแต่ละพื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ กทม. บริหารเมืองได้ตรงจุดขึ้น เราจะรู้ทันทีว่าเขตไหนควรเน้นรณรงค์เรื่องอะไร หรือพื้นที่ไหนที่มีปัญหาเรื่องปอดเยอะ ต้องรีบเข้าไปจัดการเรื่องฝุ่นและมลพิษในแขวงนั้นทันที เป็นการทำงานที่ "ตรงเป้า" มากกว่าที่เคยเป็นมา

ขณะเดียวกัน ข้อมูลสุขภาพดังกล่าวยังเชื่อมข้อมูลกับหน่วยบริการปฐมภูมิอีก 8,861 แห่งทั่วกรุง ทั้งร้านขายยาที่ได้รับมาตรฐาน (จดทะเบียนกับสภาเภสัชกรรม) จดทะเบียนด้าน PDPA กับ กทม. โดยใช้ระบบความปลอดภัยข้อมูลขั้นสูงที่ต้องผ่านการยืนยันตัวตนผ่าน OTP

รองผู้ว่าฯ กทม. ยังกล่าวเพิ่มว่า ในปีแรก กทม. เริ่มต้นโครงการตรวจสุขภาพ 1 ล้านคนด้วยงบประมาณของ กทม. ซึ่งสามารถดูแลประชาชนไปได้ถึง 487,000 คน จากความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรม ทำให้ในปีที่สอง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เล็งเห็นความสำคัญและเข้ามาสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรได้รับอยู่แล้ว ทำให้ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ รพ.ในสังกัด กทม. เท่านั้น แต่ทุก รพ.สามารถใช้แพ็กเกจการตรวจสุขภาพแบบ กทม. และเบิกจ่ายผ่านสิทธิของ สปสช. ได้โดยตรง และถ้าหากในอนาคตข้อมูลสุขภาพถูกเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยที่ไหน ในโรงพยาบาลใด หรือจังหวัดใดก็ตาม จะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างตรงจุด ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพในการรักษาพยาบาล.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...