4 บทเรียนการตลาด ผ่าน ‘ล่าหยก’ ซีรีส์จีนสุดฮิตตอนนี้
ตอนนี้ซีรีส์ที่มาแรงที่สุดของคนไทยน่าจะหนีไม่พ้น “ล่าหยก” ซีรีส์จีนย้อนยุคที่เล่าเรื่องราวความรัก
ท่ามกลางสงครามอำนาจที่เข้มข้นจนวางจอไม่ได้
หลายคนก็น่าจะเคยเห็นภาพของ “อู่อันโห” ตัวเอกประจำเรื่องผ่านตากันบ้าง (อู่อันโหเป็นชื่อตำแหน่ง)
แม้จะเป็นซีรีส์ย้อนยุคแต่รู้ไหมว่าเนื้อหาในเรื่องนี้มีการสอดแทรก “บทเรียนการตลาด” เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจมาก ๆ
ผ่านบทละครในช่วงต้นเรื่องที่ตัวละครเอก เหยียนเจิง (พระเอก) และ ฝานฉางอวี้ (นางเอก) ที่ช่วยกันเปิดกิจการร้านขายหมูเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อหลิงอัน และต้องเจอปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องธุรกิจ
บทเรียนที่ว่ามีอะไรบ้าง ? ถ้าพร้อมโดยสปอยแล้ว TODAY Bizview จะสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ
เป็นข้อ ๆ (หลังจากนี้จะเป็นการสปอยเนื้อหาของซีรีส์ล่าหยก)
- ถ้าสินค้าเหมือนกันเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิด “สงครามราคา”
ตัวเอกของเรื่องเปิดกิจการร้านขาย “เนื้อหมูสด” ซึ่งเป็นสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยาก
หมายความว่า “ราคา” คือปัจจัยที่มีน้ำหนักมาก ๆ ที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อได้ ?
ทำให้ธุรกิจแบบนี้มักจะมี “สงครามราคา” เกิดขึ้น อย่างในโลกจริงเราอาจจะเห็นการที่แอปฯ
อีคอมเมิร์ซแข่งกันทำโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม จนถึงขั้นที่บริษัทขาดทุน
เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาในแพลตฟอร์มให้มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนท่ีมีเงินทุนมาทำโปรโมชันได้เยอะกว่าจะชนะ
ซึ่งในเรื่องล่าหยกเราจะเห็นเคสคล้าย ๆ กันคือ ร้านขายหมูของตัวเอกจะเจอร้านขายเนื้อหมูคู่แข่ง
ที่ทำโปรโมชันซื้อเนื้อหมูแถมเครื่องใน จนสามารถแย่งลูกค้าจากร้านของนางเอกได้ไปช่วงหนึ่งเลย..
- Sampling กลยุทธ์ของแถมเรียกความสนใจได้ดีมาตั้งแต่ยุคโบราณ
ในช่วงแรกของการเปิดร้าน ฝานฉางอวี้ ใช้กลยุทธ์ที่ดูคล้ายกับ Sampling หรือการแจกของ
แถมเป็น “ไส้หมูพะโล้” โดยในเนื้อเรื่องสินค้าประเภทเครื่องในจะมีคนไม่ทานเยอะเพราะกลัวเหม็นคาว แม้แต่พระเอกของเรื่อง
ก็ไม่ชอบเครื่องใน แต่ฝานฉางอวี้มีสูตรการทำเครื่องในพิเศษที่ช่วยลดกลิ่นตรงนั้นได้ แต่คนก็ไม่กล้าซื้ออยู่ดี
ฝานฉางอวี้เลยทำการแจกไส้หมูให้ลูกค้าที่ซื้อเนื้อหมูแบบฟรี ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้ลอง ก่อนไส้พะโล้ของร้านตัวเอกจะเริ่มเป็นที่รู้จัก จนถึงขั้นมีลูกค้าประจำเลยทีเดียว
- ทำ Branding หนีสงครามราคา เมื่อร้านของตัวเอกไม่อยากสู้ด้วยราคาเลยตัดสินใจทำ “Branding” เพื่อสร้างความแตกต่าง และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าของตัวเอง
โดยวิธีเบื้องต้นในการทำแบรนด์ก็คือการกำหนด “Visual Identity” หรือองค์ประกอบศิลป์ของแบรนด์
ที่ใช้สื่อสารว่า “ฉันเป็นใคร” และ “ฉันแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร” ผ่านการมองเห็น เช่น การคิดโลโกหรือการเลือกบรรจุภัณฑ์
โดยฉากที่เล่าเรื่องนี้ได้ดีสุด ๆ จะเป็นฉากที่ตัวละคร “อวี๋เฉียนเฉี่ยน” เถ้าแก่ของธุรกิจที่เป็นพาร์ตเนอร์
กับร้านของตัวเอกให้คำแนะนำว่า “เลิกแจกของแถมได้แล้ว” และบอกให้บางเอกทำโลโกร้านลูกค้าจะได้จำได้
ฝานฉางอวี้เลยไปขอให้เหยียนเจิงช่วยเขียนตัวหนังสือสวย ๆ แล้วใช้บนป้ายร้านแทนโลโก แถมยังให้เขียนโลโก้ลงไปที่ “บรรจุภัณฑ์” สินค้าของตัวเองทุกชิ้น
ผลคือลูกค้าในเรื่องก็ยอมจ่าย แม้จะไม่มีของแถม แสดงให้เห็นว่าเนื้อหมูจากร้านของตัวเอกดูแตกต่างคู่แข่งได้แล้วจริง ๆ นั่นเอง
- ใช้กลยุทธ์ Affiliate ฉบับย้อนยุค
ในเรื่องหลังจากทำแบรนด์แล้วก็มีกลุ่มลูกค้าเรียกร้องให้ร้านขายหมูของตัวเอก แถมไส้พะโล้ให้เหมือนเดิม แต่กลุ่มตัวเอกตัดสินใจไม่แถม แต่ยื่นข้อเสนอให้ลูกค้าไปช่วยหาคนมาซื้อเนื้อหมูเพิ่มแทน
โดยกลุ่มตัวเอกกำหนดว่าใครหาลูกค้ามาได้เยอะ ก็จะแถมไส้พะโล้ให้เยอะตามจำนวนลูกค้า ทำให้ร้านของนางเอกมียอดขายเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลด แลก แจก แถม ให้เสียภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้สำเร็จ
หลักการแบบนี้จะคล้ายกับการตลาดแบบ Affiliate Marketing ในยุคนี้ ที่ให้คนไปทำคอนเทนต์แล้ว
แปะตะกร้าเป็นสินค้าของแบรนด์ ถ้ามีคนมากดซื้อสินค้าเยอะ คนทำคอนเทนต์ก็จะได้ส่วนแบ่งนั่นเอง..
สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่าแม้จะเป็นซีรีส์แนวย้อนยุค แต่บทเรียนและกลยุทธ์เหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้
ในยุคปัจจุบัน แค่เปลี่ยนวิธีการไปตามเทคโนโลยีเท่านั้น