โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฝ่าวิกฤตพลังงาน ทางรอดรถโดยสารประจำทาง

The Bangkok Insight

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • The Bangkok Insight

ท่ามกลางวิกฤติราคาพลังงานที่ผันผวนสูง ขนส่งสาธารณะ ควรเป็นทางเลือกหลักในการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ทว่าระบบรถโดยสารประจำทางของไทยกลับยังไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้เนื่องจาก รถโดยสารประจำทาง ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร รถสองแถวในต่างจังหวัด รถตู้โดยสาร หรือรถทัวร์ (รถร่วม บขส.) กำลังเผชิญกับวงจรปัญหาที่ทับซ้อนและรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รถโดยสารประจำทาง

ต้นตอมาจากต้นทุนการให้บริการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับอัตราค่าโดยสารที่ถูกกำหนดไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง อีกทั้ง ยังไม่มีระบบอุดหนุนจากภาครัฐโดยตรง ยกเว้นส่วนที่ให้บริการโดยรัฐวิสาหกิจหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนไว้เพียงลำพังและไม่สามารถปรับราคาขึ้นได้

เมื่อรายรับไม่พอรายจ่าย สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การลดคุณภาพบริการเพื่อความอยู่รอด เราจึงเริ่มเห็นภาพของรถเก่าในสภาพที่ไม่ได้รับการปรับปรุง ระยะเวลารอที่ยาวนานขึ้น และความไม่แน่นอนของตารางเดินรถ ขณะเดียวกัน โครงข่ายเส้นทางก็ไม่ได้ปรับตามการขยายตัวของเมือง ทำให้ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป ผลลัพธ์คือ ผู้โดยสารค่อย ๆ หายไป ผู้คนหันไปพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น และยิ่งซ้ำเติมระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าสู่วงจรถดถอยมากขึ้นเรื่อย ๆ

สถานการณ์ยิ่งถูกซ้ำเติมมากขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตราคาน้ำมัน เนื่องจากรถโดยสารประจำทางกว่า 82% ยังพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซล และต้นทุนพลังงานมีสัดส่วนสูงถึง 30–50% ของต้นทุนทั้งหมด การปรับขึ้นราคาน้ำมันสูงถึง 12 บาทต่อลิตร (42 บาท/ลิตร จาก 30 บาท/ลิตร) จึงผลักให้ต้นทุนรวมของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นราว 14.6% ในทันที ทำให้ผู้ประกอบการยิ่งลดเที่ยววิ่งลง เพราะไม่สามารถแบกต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ขณะที่การให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่คำตอบของปัญหาในระยะยาว

จากปัญหาทั้งการกำหนดราคา การอุดหนุนระบบรถโดยสารประจำทาง และประสิทธิภาพเส้นทางนั้นสะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างระบบรถโดยสารกำลังผลักให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้โดยสารค่อย ๆ หายจากระบบไปพร้อมกัน หากไม่มีการปรับกลไกเชิงนโยบายอย่างจริงจัง วงจรนี้ก็จะยิ่งฝังลึกและแก้ไขได้ยากขึ้นในระยะยาว ดังนั้น บทบาทของรัฐต้องเปลี่ยนจากการกำกับเพียงอย่างเดียว ไปสู่การออกแบบระบบและสนับสนุนเชิงรุก โดยเริ่มต้นจากประเด็นสำคัญ ดังนี้

ระยะสั้น ประชาชนจ่ายไหว ผู้ประกอบการอยู่ได้ ระบบปลอดภัยขึ้น

ประชาชนจ่ายไหว: ผ่านมาตรการค่าโดยสารรถโดยสารประจำทางคนละครึ่ง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลไปสู่ระบบขนส่งสาธารณะ

ผู้ประกอบการอยู่ได้และระบบปลอดภัยขึ้น: ผ่านมาตรการอุดหนุนผู้ประกอบการรถโดยสาร เพื่อประคับประคองการให้บริการ โดยมุ่งเน้นรถโดยสารประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ช่วยลดภาระต้นทุนในระยะสั้น

ควบคู่กับการจูงใจให้ผู้ประกอบการติดตั้งระบบ GPS ซึ่งจะช่วยยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขนส่งในระยะยาวด้วย โดยมาตรการอุดหนุนของภาครัฐควรออกแบบให้ปรับเพิ่มแบบขั้นบันไดตามระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสะท้อนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสม

ระยะกลาง เส้นทางใหม่ ตั๋วใบเดียว รัฐช่วยจ่าย ใช้พลังงานสะอาด

ปรับโครงข่ายเส้นทาง หัวใจสำคัญของระบบรถโดยสารประจำทาง คือ เส้นทางที่ตอบโจทย์การเดินทางและเชื่อมต่อได้จริง ในกรุงเทพมหานคร ควรเร่งปรับโครงข่ายรถโดยสารเป็นเส้นทางหลัก (Trunk line) เชื่อมพื้นที่ระยะไกลหรือพื้นที่ที่ยังไม่มีระบบรางเข้ามาสู่โครงข่ายหลัก และเส้นทางรอง (Feeder) เชื่อมต่อจากสถานีรถไฟฟ้าไปยังย่านที่อยู่อาศัย ที่ทำงาน หรือจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยการออกแบบต้องเป็น โครงข่ายไม่ใช่เส้นทางเดี่ยวแบบเดิม เพื่อให้การเดินทางต่อเนื่อง สะดวก และลดระยะเวลารวมของผู้โดยสาร

ขณะที่ในเขตเมืองของจังหวัดในภูมิภาค ควรปรับเส้นทางให้สอดรับกับการขยายตัวของเมืองและพฤติกรรมการเดินทางที่เปลี่ยนไป พร้อมทั้งเชื่อมต่อกับระบบราง ทั้งในมิติของเส้นทางและตารางเวลา เพื่อให้การเดินทางเป็นระบบเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ อาจพิจารณาพัฒนาระบบรางระยะสั้น สำหรับเมืองที่มีศักยภาพ เพื่อยกระดับการเดินทางระหว่างเมืองใกล้เคียงให้รวดเร็วขึ้น เช่น เส้นทางเชียงใหม่–ลำพูน หรือภูเก็ต–หาดใหญ่ โดยให้รถโดยสารประจำทางทำหน้าที่เป็น Feeder เชื่อมต่อผู้โดยสารเข้าสู่ระบบราง

ค่าโดยสารร่วม -ตั๋วร่วม ปลดล็อกขนส่งสาธารณะไทย

การมีค่าโดยสารร่วมเป็นหัวใจสำคัญของขนส่งสาธารณะในเขตเมือง เนื่องจากสามารถลดภาระค่าเดินทางของผู้โดยสารและจูงใจให้มาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากยิ่งขึ้น จากการวิเคราะห์พบว่า หากกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมของรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพมหานครไว้ที่ 40 บาท/วัน จะช่วยลดภาระการเดินทางได้มากถึง 46%

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งจัดเตรียมหลักเกณฑ์ วิธีการคำนวณอัตราค่าโดยสารร่วมของรถโดยสารประจำทางให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารที่กำหนดตามกฎหมาย รวมถึง มีมาตรการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางสามารถเข้าสู่ระบบตั๋วร่วมได้ พร้อมกำหนดเป้าหมายขยายระบบตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารร่วมจากกรุงเทพมหานคร สู่เมืองหลักทั่วประเทศ

การอุดหนุนระบบรถโดยสารประจำทางอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ในปัจจุบันหลายพื้นที่เริ่มเห็น สัญญาณเชิงบวกจากการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาระบบรถโดยสารประจำทางมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต หรือกาญจนบุรี ที่เริ่มทดลองให้บริการในบางเส้นทาง โดยมีทั้งรูปแบบที่ภาครัฐลงทุนจัดหารถและจ้างเอกชนเดินรถ หรือจ้างเอกชนดำเนินการทั้งหมด ขณะที่จังหวัดอื่น ๆ เช่น เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน น่าน พระนครศรีอยุธยา ขอนแก่น สงขลา และตรัง ก็เริ่มขับเคลื่อนแนวคิดนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนไม่ควรถูกมองเพียงแค่การเติมเงินเพื่อพยุงระบบ แต่ต้องเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่ช่วยยกระดับคุณภาพบริการและตอบโจทย์การเดินทางได้จริง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ควรอุดหนุนหรือไม่ แต่คือ อุดหนุนอย่างไรให้คุ้มค่าและยั่งยืน โดยรัฐควรออกแบบกลไกกำกับดูแลควบคู่ไปกับการอุดหนุนอย่างชัดเจน เช่น

  • กำหนดเงื่อนไขการให้บริการที่ชัดเจน ทั้งความถี่ ความตรงต่อเวลา ความสะอาด และความปลอดภัย
  • ผูกการอุดหนุนไว้กับผลประเมินการให้บริการ ไม่ใช่จ่ายแบบเหมารวม
  • มีระบบติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปรับปรุงเส้นทางและ
  • รูปแบบบริการได้ตามพฤติกรรมการเดินทางจริง
  • เปิดให้มีการแข่งขันที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดภาระงบประมาณในระยะยาว

สร้างแรงจูงใจผู้ประกอบการ เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืน

อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญของแก้ไขปัญหา คือการทำให้ผู้ประกอบการ อยากลงทุน และ ลงทุนได้จริง ผ่านโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการเปลี่ยนรถโดยสารประจำทาง โดยกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจน ทั้งด้านประวัติทางการเงินและประสบการณ์ (อย่างน้อย 2 ปี) พร้อมกำหนดให้รถที่เข้าร่วมต้องเป็น รถใหม่ ตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด อาทิ สำหรับรถโดยสารเส้นทางระยะทางสั้นควรส่งเสริมการใช้รถพลังงานไฟฟ้า

ขณะที่รถโดยสารระยะทางไกล (มากกว่า 300 กม.) ควรสนับสนุนรถเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง (Euro 5–6) ที่เหมาะสมกับข้อจำกัดด้านระยะทางและโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากนี้ ด้านเงื่อนไขทางการเงิน อาจกำหนดวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2 ต่อปี ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 7 ปี ให้สอดคล้องกับอายุใบอนุญาตเดินรถ โดยให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ปล่อยสินเชื่อ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันเต็มวงเงิน แทนการใช้หลักทรัพย์ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย และเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูล ในปี 2572 จะมีรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่ครบอายุการใช้งานตามที่กฎหมายกำหนด การลดอัตราดอกเบี้ยลงจะช่วยลดภาระต้นทุนทางการเงินได้ประมาณ 57,098 – 177,877 บาทต่อราย ซึ่งไม่เพียงเป็นแรงจูงใจเชิงตัวเลข แต่เป็นตัวเร่งการตัดสินใจลงทุนให้เกิดขึ้นจริงในระบบ

การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าพิเศษสำหรับรถโดยสารประจำทาง

ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการรถโดยสารประจำทางจำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแบบ low priority เพื่อให้ได้อัตราค่าไฟที่ถูกลง แต่เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการมีสถานะเป็นผู้ให้บริการสถานีชาร์จสาธารณะ และต้องเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการ ซึ่งอาจกระทบต่อการบริหารจัดการหัวชาร์จและประสิทธิภาพการให้บริการเดินรถ

ดังนั้น จึงควรกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ สำหรับผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางโดยเฉพาะ (ทั้งนี้ อาจรวมไปถึงรถขนส่งสินค้าในเชิงพาณิชย์) พร้อมอัตราค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและต่ำกว่าทั่วไป

วิกฤตของระบบรถโดยสารประจำทางไทยในวันนี้ ไม่ได้มีต้นตอเพียงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการระยะสั้นได้อีกต่อไป แต่ต้องเป็นการออกแบบระบบใหม่ทั้งโครงสร้าง

ขณะที่ภาครัฐต้องมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทาง พัฒนาโครงข่ายและออกแบบการอุดหนุนอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและพลังงานที่ยั่งยืน

หากดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ วิกฤตพลังงานในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงความท้าทาย แต่จะกลายเป็นโอกาส ในการยกระดับขนส่งสาธารณะไทย ให้กลับมาเป็นทางเลือกหลักที่มีคุณภาพ เข้าถึงได้ และยั่งยืนในระยะยาว

บทความโดย ดร. สุเมธ องกิตติกุล อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ และอติพร ฉิมน้อย นักวิจัย ด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...