โฆษกรัฐบาลแจง 3 เหตุผลยกเลิก MOU44 ชี้ไร้ผล-จุดชนวนข้อพิพาททางทะเล
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน พ.ศ. 2544 ว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยกเลิกเอ็มโอยูฉบับปี 2544 สืบเนื่องจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เม.ย. ที่ผ่านมา ว่าจะเร่งศึกษาแนวทางในการยกเลิกเอ็มโอยูฉบับนี้ และในการประชุม สมช. วันนี้ (23 เม.ย.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้มีมติยกเลิกเอ็มโอยูดังกล่าวด้วยเหตุผล 3 ประการ คือ 1.เอ็มโอยู ปี 2544 เป็นกรอบเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา แต่ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา มีการเจรจาภายใต้กรอบเอ็มโอยู แค่ 5 ครั้ง ซึ่งใน 5 ครั้งไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ในทางตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทในเรื่องเขตแดนทางทะเล และเกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ รวมถึงไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันได้
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า 2.การยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2544 เป็นการยุติการเจรจาตามกรอบเอ็มโอยูฯ หากฝ่ายกัมพูชายังเห็นประโยชน์จากการพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับประเทศไทยต่อไป ขอให้แสดงเจตนารมณ์หรือแจ้งให้ฝ่ายไทยทราบ เพื่อจัดกรอบการเจรจากันใหม่ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเลเช่นที่ผ่านมา 3.เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาหลายครั้ง ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ทำเอ็มโอยู ปี 2544 แล้ว โดยเอ็มโอยูฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของตัวมันเองได้
น.ส.รัชดา กล่าวว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังมีอยู่เช่นนี้ต่อไป การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันจึงเป็นเรื่องยาก เพราะหลักการที่สำคัญคือ ต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงค่อยหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจ และแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย จึงเห็นควรยกเลิกแล้ววางกรอบการเจรจาใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ สมช. จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย และนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยทันที.