ต้านแลนด์บริดจ์สกัดรัฐบาล
ภูมิใจไทยชูจุดขายนโยบายแลนด์บริดจ์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และที่มีกระแสในวันนี้ก็เหมือนโยนหินถามทางกันอีกรอบ โดยที่ไม่ได้เสนอเรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อสภา ทำให้เกิดข้อกังขาว่า ทำได้หรือไม่ คุ้มทุนหรือไม่ เอื้อให้ใคร
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.นำทีม สว.พันธุ์ใหม่แถลงค้านตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า “โครงการนี้ไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นหาเสียง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง”และยังเปรียบเทียบกับการทำเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) สมัย “นายกฯบิ๊กตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า “เหมือนจะเอาจริง แต่ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรบ้าง”
ข้อสังเกตที่สำคัญของ สว.คือ ร่นเวลาเดินเรือได้จริงหรือไม่ “แลนด์บริดจ์นั้น จะสร้างบริเวณพื้นที่ฝั่งอันดามัน จ.ระนอง เชื่อมโดยระบบรางไปยังฝั่งอ่าวไทยที่ชุมพร เมื่อเรือขนสินค้ามา ก็จะใช้ระบบรางขนส่งไปอีกฝั่ง อ้างว่าร่นระยะเวลาจากเดิมที่ใช้ช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน ประเด็นคือการขนถ่ายสินค้าสามารถร่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ เรือที่เข้ามาจะต้องมาไทย สินค้าทั้งหมดต้องนำไปใส่เรืออีกลำ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า
เรือขนถ่ายสินค้า ทำได้เฉพาะคอนเทนเนอร์ ส่วนเรือเบาท์ (เรือขนส่งสินค้าประเภทเทกอง) ไม่สามารถทำได้ อาจจะกลายเป็นท่าเรือร้างแบบปากบาราที่ไม่มีใครไปใช้บริการและการที่นักเดินเรือใช้บริการช่องแคบมะละกา หมายถึงเขาใช้เส้นทางนี้มาเกือบ 200 ปี ทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบอกว่ามีทางเลือกใหม่แล้วเขาจะมาใช้
เหตุผลต่อมาคือ ความคุ้มทุน น.ส.นันทนา กล่าวว่า “โครงการนี้ถูกศึกษามาโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. ) ซึ่งสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ ไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการสัญจรที่ไม่คับคั่ง มีเรือผ่าน 200-220 ลำ ชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ ผลการศึกษาตรงข้ามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่บอกว่าคุ้มค่า” คือตกลงต้องฟังใคร
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. ในฐานะประธาน กมธ.การมีส่วนร่วมของประชาชนฯ ก็ว่า กมธ.เคยเชิญทั้ง สนข.และสภาพัฒน์ มาชี้แจงเกี่ยวกับรายงานผลการศึกษา ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นที่สงสัย เพราะฉบับหนึ่งบอกว่าคุ้มค่า อีกฉบับบอกว่าไม่คุ้มค่าเลย น้ำหนักเหตุผลทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการประเมินผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่ไม่ชัดเจน
“กมธ.พัฒนาการเมืองฯ สว. ก็กำลังทำข้อเสนอเพื่อที่จะนำเสนอสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน มีข้อสงสัยถึงรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่ง สนข.ปฏิเสธที่จะให้รายงานฉบับนี้กับประชาชน ทั้งที่ควรเป็นรายงานสาธารณะ เชื่อว่าประเทศไทยต้องการเครื่องยนต์พัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ แต่โครงการแลนด์บริดจ์มีคำถามเยอะมากในเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อพื้นที่”
ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จริงจังกับการทำโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่อย่างไร หากต้องการเครื่องมือเศรษฐกิจตัวใหม่ ก็คงเห็นโจทย์แล้วว่า ต้องต่อสู้เรื่องข้อมูลอย่างหนัก ในประเด็นความคุ้มค่า ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่จะมีเอ็นจีโอออกโรงแน่นอน ระหว่างทางอาจมีประเด็นถูกโจมตีงอก เรื่อง“โครงการเอื้อประโยชน์ใครเป็นพิเศษหรือไม่ ?” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แกนนำพรรคภูมิใจไทยเป็นระดับ“นายหัว”ก็มี
ถ้าจะเดินหน้าต้องกล้าชน กล้าชี้แจงทุกปัญหา ตอนนี้เครื่องมือเศรษฐกิจตัวใหม่สำคัญมาก ไม่ใช่ใช้วิธีกู้อย่างเดียว.