โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจผันผวน-ค่าครองชีพพุ่งแนะสร้างเกราะการเงินทั้งครอบครัว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มีนาคม 2569 เวลา 22.40 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทิสโก้ เตือนเศรษฐกิจไทยปีนี้โตจำกัดเพียง 1.8% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม ราคาน้ำมัน และความเสี่ยงเชิงโครงสร้างทั้งสังคมสูงวัย-สุขภาพ-สภาพอากาศ แนะครัวเรือนไทยปรับเกมการเงินใหม่ ยกระดับสู่ “Family Risk Management” ผ่านแนวคิด Family First - 3 Save Series

คาดเศรษฐกิจโต 1.8%

นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ครอบครัวไทยกำลังเผชิญทั้งเศรษฐกิจผันผวน น้ำมันแพง ค่ารักษาพุ่งแรง ภัยธรรมชาติหนักขึ้น และการเป็นแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้วิธีปกป้องครอบครัวแบบเดิมเริ่มเอาไม่อยู่ พร้อมเดินหน้าตอกย้ำบทบาท Your Trusted Financial Advisor ด้วยกรอบแนวคิด “Family First – ครอบครัวเรา…ไม่ธรรมดา” ยกระดับความคุ้มครองสู่ระบบการบริหารความเสี่ยงทั้งครอบครัว ผ่านเกราะป้องกันครบวงจรจาก “3 Save Series” ดูแลทั้งบ้านอย่างสมดุลครอบคลุม ความฝัน–ความเสี่ยง–ทรัพย์สิน ให้เดินหน้าไปด้วยกัน

สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตที่ 1.8% แม้ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนในช่วงปลายปีก่อน ตามมาตรการ Fast-pass ของภาครัฐและผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่น้อยกว่าคาด แต่ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้อิหร่านตัดสินใจปิดช่องแคบฮอร์มุส ซึ่งเป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ทั้งปุ๋ย เม็ดพลาสติก ตามต้นทุนและค่าขนส่งที่สูงขึ้น

โดยประเมินว่า ทุกการเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันดิบดูไบจากสมมุติฐานเดิมที่ 72 ดอลลาร์สหรัฐฯ /บาร์เรล จะกระทบ GDP ราว 0.3-0.4 ppt. ดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นราว 0.8% และมีแนวโน้มที่จะทำให้เงินบาทอ่อนแตะ 33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นอย่างน้อยในไตรมาส 2 โดยต้องจับตาพัฒนาการของสงครามและความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หากความขัดแย้งยืดเยื้อรุนแรง เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตไม่ถึง 1% ในปีนี้ และค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปไกลถึง 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากปัจจัยภายนอก ครัวเรือนไทยยังต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) และความเปราะบางด้านสุขภาพ (Health Risk) ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว

โดยรายงาน Thailand Country Climate and Development Report ของธนาคารโลกระบุว่า ไทยอาจสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 7-14% ภายในปี 2593 หากไม่สามารถปรับตัวรับมือได้กับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ เนื่องจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลงจากอากาศร้อนจัด น้ำท่วมรุนแรง ผลผลิตภาคการเกษตรที่ถดถอย และการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำลายภูมิทัศน์และส่งผลโดยตรงต่อการท่องเที่ยว แม้การลงทุนด้านเทคโนโลยีสีเขียวอาจช่วยหนุน GDP ได้ราว 4–5% แต่ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวและเร่งดำเนินการในหลายด้าน

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ สังคมสูงอายุระดับสุดยอด จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 28% ภายในไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้า จากระดับปัจจุบันอยู่ที่ราว 22% ขณะที่อัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่องในหลายทศวรรษกำลังลดทอนฐานแรงงานและศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจปีละ 0.5-1% ในช่วง 30 ปีข้างหน้า จากอุปทานแรงงานที่ลดลง อีกทั้งผลิตภาพลดลง และภาระทางการคลังด้านระบบสาธารณสุขและบำนาญที่สูงขึ้น สวนทางกับรายได้ภาษีที่ลดลงตามจำนวนแรงงานวันทำงาน

นายเมธัส กล่าวว่า ความท้าทายนี้ยังสะท้อนชัดในระดับครัวเรือน เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากกว่า 35.7% ยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน และอีกกว่า 33.9% ยังต้องทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อเพื่อให้มีรายได้เพียงพอ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2560 ระบุว่ารายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือนของผู้สูงอายุต่อคนอยู่ที่ 7,000 บาท ในเขตเมือง และ 4,500 บาท่ในเขตชนบท ซึ่งสูงกว่าเบี้ยผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรในอัตรา 600-1,000 บาทต่อเดือนหลายเท่าตัว ส่งผลให้ครอบครัวจำนวนมากเผชิญความเปราะบางทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านสุขภาพ ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ โดย Global Medical Trend Survey ชี้ว่า ค่ารักษาพยาบาลในประเทศไทยเติบโตสูงถึง 10.8% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่คาดว่าจะปรับขึ้นราว 10% โดยแม้รัฐจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังมีคนไทยอีกราว 8% ที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือได้รับความคุ้มครองไม่เพียงพอ ส่งผลให้หลายครัวเรือนเสี่ยงต่อภาวะตึงตัวทางการเงินจากการเจ็บป่วย และมีโอกาสตกสู่ความยากจนจากค่ารักษาที่เพิ่มแบบก้าวกระโดด

“เมื่อเกิดการเจ็บป่วย แรงงานจะมีผลิตภาพที่ลดลง และอาจนำมาซึ่งภาวะวิกฤติที่ต้องหยิบยืม หรือนำทรัพย์สินไปจำหน่ายเพื่อจ่ายค่ารักษา ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหากับระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างไม่จำเป็น การปิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ได้กล่าวไปข้างต้นเหล่านี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทั้งในระดับครัวเรือน และในระดับประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงที่อาจถูกละเลยแต่สามารถจัดการได้เหล่านี้ในอนาคต”

ครอบครัวเรา…ไม่ธรรมดา

นางกุสุมา ประถมศรีเมฆ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความเสี่ยงยุคใหม่กำลังส่งผลกระทบต่อครอบครัวไทย จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 77% ไม่มีเงินออมฉุกเฉินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือน ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนยังทรงตัวในระดับสูงราว 90% ของ GDP และค่ารักษาพยาบาลยังเติบโตเร็วกว่ารายได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10–11% ทำให้ความเสี่ยงด้านสุขภาพกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินมากที่สุด

นางกุสุมา กล่าวว่า จากโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป โดยครอบครัวเดี่ยวมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพาลูกหลานมากขึ้น ทำให้ภาระการดูแลและภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือนทวีความเข้มข้นมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงยุคใหม่ยัง “ไหลลงมาถึงระดับครอบครัว” อย่างชัดเจน

ทั้งความเสี่ยงจากสังคมอายุยืน (Longevity Risk) ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้นต่อเนื่อง (Healthcare Inflation) ความผันผวนทางเศรษฐกิจ (Economic Volatility) ผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติ (Climate & Catastrophe) ตลอดจนความเสี่ยงรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยีดิจิทัลและการรุกคืบของ AI (Digital Risk / AI Disruption) ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยซ้อนทับกันและกระทบความมั่นคงครัวเรือนในทุกมิติ

จากความเสี่ยงที่หลากหลาย วิธีปกป้องครอบครัวแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ครอบครัวจำเป็นต้องมี “ระบบจัดการความเสี่ยงทั้งครอบครัว (Family Risk Management System)” ที่ดูแลครบทั้งสุขภาพ รายได้ ทรัพย์สิน และอนาคตระยะยาว เพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละครอบครัว ตามบทบาทของทิสโก้ในฐานะ Your Trusted Financial Advisor จึงไม่ใช่เพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์ แต่คือการเป็นที่ปรึกษาที่เดินไปกับลูกค้า ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้อง ตรวจสอบความเสี่ยงที่มองไม่เห็น และประกอบเกราะคุ้มครองให้มีความต่อเนื่องทางการเงินแม้ในวันที่ไม่คาดคิด

“แต่ละครอบครัวมีความเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป บางครอบครัวมีลูกเล็ก บางครอบครัวต้องดูแลผู้สูงอายุ บางครอบครัวมีธุรกิจที่ต้องบริหารความเสี่ยงเฉพาะทาง การออกแบบความคุ้มครองจึงต้องเริ่มยากการมองทั้งครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนสามารถโอนความเสี่ยงออกไปได้ครบถ้วน และยังยืนหยัดได้แม้ต้องเจอกับเหตุไม่คาดคิด

เพราะสำหรับทิสโก้ “ครอบครัว” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของวันนี้ แต่คืออนาคตทั้งชีวิตของทุกคน นี่คือหัวใจสำคัญของแนวคิด Family First: ครอบครัวเรา…ไม่ธรรมดา”

คุ้มครองครอบครัวแบบองค์รวม

นายโสฬส ศิวะไพบูลย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายประกันภัยธนกิจ ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่า ทิสโก้ได้พัฒนา “Family First – 3 Save Series” ระบบความคุ้มครองที่ทำงานเสมือน “งบดุลของครอบครัว” ขึ้น ที่มองทรัพย์สิน ภาระ และเป้าหมายอย่างสัมพันธ์กัน ตั้งหลักด้วยการ “Save ความฝัน” เพื่อรักษาอนาคตของครอบครัวไม่ให้ถูกกลืนหายไปกับความผันผวน

ไม่ว่าจะเป็นเงินการศึกษาของลูก การออมตามเป้าหมาย หรือแผนเกษียณ ต่อด้วย “Save ความเสี่ยง” เพื่อปิดจุดเปราะบางที่ทำให้ชีวิตสะดุด ทั้งค่ารักษาโรคร้ายแรง อุบัติเหตุ และรายได้ที่อาจหยุดชะงัก และปิดท้ายด้วย “Save ทรัพย์สิน” เพื่อปกป้องฐานสำคัญของคุณภาพชีวิต ทั้งตัวบ้าน รถ ของใช้จำเป็น ไปจนถึงทรัพย์สินดิจิทัลในยุคที่เทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของกิจวัตร

โดยปัญหาที่พบบ่อย คือความคุ้มครองที่มีอยู่ไม่พอในจุดที่จำเป็น หรือมีหลายฉบับแต่ไม่สอดประสานกัน เกิดช่องว่างที่ครอบครัวไม่เคยมองเห็น กระทั่งวันที่เกิดเหตุ จึงรู้ว่าระบบมีรอยรั่ว

ทิสโก้จึงพัฒนาระบบคุ้มครองที่มองภาพของทั้งครอบครัว ไม่จำกัดอยู่แค่กรมธรรม์รายชิ้น และไม่ใช่การขายแพ็กเกจสำเร็จรูป แต่เป็นการ “ประกอบเกราะ” ให้พอดีกับชีวิตของแต่ละครอบครัว (Personalized Protection) โดยใช้แนวคิด Open Architecture คัดเลือกผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรประกันกว่า 15 บริษัท เพื่อให้ลูกค้าได้รับทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดทั้งด้านคุณภาพและความคุ้มค่า

โดยแนวทางที่ปรึกษาเชิงรุกนี้ คือการจัดลำดับสิ่งสำคัญตามบริบทของแต่ละบ้าน ยกตัวอย่าง คนโสดวัยทำงาน ซึ่งมีรายได้เป็นทรัพยากรหลักควรตั้ง “เกราะสุขภาพ” เป็นแกนกลาง ควบคู่กับความคุ้มครองโรคร้ายแรงและรายได้ทดแทนในช่วงพักรักษาตัว เพื่อให้ค่าใช้จ่ายประจำยังดำเนินต่อได้โดยไม่สะดุด พร้อมดูแลทรัพย์สินจำเป็นอย่างคอนโดมิเนียม รถยนต์ และเสริมภูมิคุ้มกันด้านดิจิทัลสำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ไปพร้อมกัน ขณะที่อนาคตก็ไม่ควรมองข้าม ด้วยการเริ่มออมตามเป้าหมายระยะสั้นถึงกลางและวางแผนเกษียณ

ส่วนครอบครัวกลุ่มแซนด์วิชที่ต้องดูแลทั้งลูกเล็กและผู้สูงอายุ ความเสี่ยงมักไม่ได้มาเพียงด้านเดียว การออกแบบระบบคุ้มครองจึงต้องโอบรับทั้งบ้าน เริ่มจากเสริมเกราะให้ผู้หาเลี้ยงหลักด้วยความคุ้มครองโรคร้ายแรง วางแผนสุขภาพสำหรับทุกคนในบ้าน เพิ่มความคุ้มครองอุบัติเหตุที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ และปกป้องฐานสำคัญที่เป็นทรัพย์สินในบ้าน เพื่อลดโอกาสการ “ดึงเงินฉุกเฉิน” ออกมาใช้โดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน แผนการศึกษาของลูกและแผนเกษียณของพ่อแม่ควรถูก “กันเงิน” แยกให้ชัดเจน เพื่อรักษาความต่อเนื่องของอนาคต แม้เกิดเหตุไม่คาดคิดกับผู้หาเลี้ยงหลัก ครอบครัวก็ยังยืนหยัดได้โดยไม่ล้มทั้งระบบ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...